กลัว

ผมหยิบหนังสือเล่มขนาดกะทัดรัดเล่มนั้นขึ้นมาเปิดอ่านด้วยความรู้สึกตื้นตัน เล่มที่อยู่ในมือขณะนี้ ผมคงชื้อมาตั้งแต่ก่อนพี่แป้งเกิดเสียอีก

ผีเสื้อและดอกไม้” คือหนึ่งในหนังสือที่อยู่ในใจมานานมาก ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร จะว่าไปเพราะช่วงนั้นเป็นช่วงปลายของการเป็นนักศึกษาแพทย์ กำลังเรียนหนังสืออยู่ที่หาดใหญ่ แล้วเรื่องราวในนิยายมันเกิดขึ้นที่อำเภอเทพาซึ่งอยู่ห่างออกไปราว ๖๐-๗๐ กิโลเมตรก็เป็นได้ หรือเป็นเพราะความติดใจในเรื่องราวชีวิตของตัวละครที่เดินไปมาอยู่บนขบวนรถไฟ หนึ่งในอาชีพในฝันช่วงหนึ่งของชีวิต หรือว่ามันสะท้อนเรื่องราวของความรักของคนคู่หนึ่ง ที่ในตอนนั้นผมกำลังเริ่มมีความรักอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ก็เป็นได้

ไม่รู้สิ

เอาเป็นว่า ความสุขใจในการที่ต้องเดินไปหาหนังสือเล่มนี้ในห้องสมุดของบ้าน ก็เพราะเกิดรู้สึกอยากตอบสนองความโหยหาและรำลึกถึงอดีต ที่จู่ๆมันก็มาถาโถมจิตใจ หรือเป็นเพราะผมกำลังเรียกหาความทรงจำที่กำลังจะหล่นหายไป

......................

ราวสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมของผมได้ประชุมหารือร่วมกันถึงเรื่องราวของคนไข้คนหนึ่ง

เธอชื่อ “ดาหลา” อย่าลืมนะครับ ว่าเป็นชื่อที่ผมตั้งขึ้นมาเอง

ดาหลาเธอมานอนรับการรักษาอยู่กับเราได้สักระยะหนึ่งแล้วด้วยอาการเลือดออกจากมดลูกและทางเดินอาหาร

ที่มาที่ไปของเธอนั้นเป็นที่น่าสนใจ

ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี เธอเคยตั้งท้องชนิดพิเศษ เราวินิจฉัยว่าเธอเป็น “ครรภ์ไข่ปลาอุก”

“ห๊ะ ครรภ์ไข่ปลาอุก” ผมเชื่อว่ามีคนตาลุกวาวและเกิดอาการสับสน

นี่โลกของคนนะ! ไม่ใช่โลกในวรรณกรรมรามเกียรติ์ ที่จะมีหนุมานลงไปสังวาสกับสุพรรณมัจฉา จนได้ลูกด้วยกันชื่อมัจฉานุ 

นางสาวดาหลาที่ผมตั้งชื่อให้เธอคนนี้ ก็คงไม่ได้ลงไปว่ายน้ำ แล้วเผอิญมีอสุจิของปลาอุกเล็ดรอดเข้ามาถึงโพรงมดลูกได้จนตั้งครรภ์ออกมามีไข่ปลาอุกเต็มมดลูกเสียอย่างนี้ (และแน่นอน ตอนนั้นเธอคงว่ายน้ำท่ากบ)

พอๆๆ กลับมา

การตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก เป็นความผิดปกติในช่วงผสมพันธุ์ของชายและหญิงปกตินี่แหละ เพียงแต่แทนที่ตัวอ่อนจะพัฒนาไปเป็นเด็กทารกในมดลูก มันกลับกลายเป็นว่า ตัวอ่อนและรกพัฒนาไปเป็นถุงเล็กๆ เหมือนไข่ปลาขนาดต่างๆ ไม่มีเด็ก ไม่มีทารก มีแต่เนื้อรกบวมๆ และถุงน้ำเล็กๆเหมือนพวงองุ่นปริมาณมากในโพรงมดลูก บางลูกมีขนาดเล็กเป็นมิลลิเมตร บางลูกอาจจะใหญ่เป็นเซนติเมตร ผมนี่นึกถึงไข่ปลาริวกิวในแกงส้มขึ้นมาทันที 

ครรภ์แบบนี้ไปต่อไม่ได้นะครับ มันเป็นอันตราย ทั้งจากการตกเลือด รวมถึงการแพร่กระจายคล้ายมะเร็งไปยังอวัยวะอื่นๆ โดยเฉพาะปอด

ดาหลาตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก และได้รับการดูดออกเพื่อรักษาไปแล้วจากโรงพยาบาลใกล้บ้านของเธอ จากนั้นก็ขาดการติดตามผลการรักษาโรคไประยะใหญ่ และมันก็นานพอที่จะทำให้รอยโรคที่เคยเป็นและยังไม่หายสนิทนั้นกลับมาอีกครั้ง และการกลับมาครั้งนี้มันได้กระจายไปยังที่ต่างๆ มดลูก ลำไส้ ปอด ตับ และสมอง

“ทำไมเธอจึงหายไปจากการติดตามรักษา” หมอคนหนึ่งอาจจะถามแบบนี้

“กลัว” เธอก็อาจจะตอบเยี่ยงนี้

“กลัวอะไรล่ะ” เราก็มักจะถามกลับไปแบบนี้ เพื่อที่จะมาช่วยกันคิดว่า ในเบื้องหลังของความกลัวนั้น พวกเราจะมาร่วมกันแก้ไขได้ไหม

“ไม่รู้สิ” เจอบ่อยมากนะครับ ที่ความกลัวมันไม่สามารถอธิบายได้ว่าคนไข้เรากลัวอะไร กลัวตาย กลัวที่จะรู้ว่ามีโรคเหลืออยู่ กลัวหมอ กลัวต้องห่างจากครอบครัว มันกลัวไปเสียหมด

“กลัว คืออารมณ์” ครูผมบอกมาอย่างนั้นในวันหนึ่ง

“คราวนี้เป็นรุนแรงมาก” ที่ประชุมของแพทย์ได้สรุปความเห็น

“การให้ยาเคมีบำบัดโดยเร็วที่สุดจึงมีความจำเป็น รวมทั้งการเริ่มฉายแสงที่สมอง” นี่ก็คือความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

“คนไข้ไม่ยอมรับการฉายแสงค่ะ” การรายงานในที่ประชุมจากคุณหมอหมิง แพทย์ใช้ทุนอาวุโสทำให้เราต้องหยุดฟัง

“เกิดอะไรขึ้น” อาจารย์สงสัย

“เค้ากลัวว่าฉายแสงที่สมองไปแล้วจะทำให้สูญเสียความทรงจำไปค่ะ” หมอหมิงเล่าให้ฟัง

“หากไม่รับการฉายแสงที่สมอง ยาเคมีบำบัดที่ให้ไปนั้นก็คงช่วยได้ไม่มากนัก” นั่นคือความรู้ที่เรามี แต่มันจะได้ประโยชน์อะไรล่ะ ในเมื่อถึงเราจะรู้มากมายแค่ไหน รู้ว่าจุดจบมันจะเป็นเช่นไร แต่หากคนไข้ของเราตอบว่า “ไม่เอา” มันก็แต่นั้น

“แต่ความทรงจำมันก็มีความสำคัญกับชีวิตมากเหมือนกันนะ” สำหรับผม ผมก็คงคิดแบบนี้ หรือว่าผมเองก็มีความกลัวแบบนี้เหมือนกัน

ความทรงจำมันมีค่าต่อชีวิตมากนะครับ ความทรงจำในวัยเด็ก ความรักครั้งแรก อกหักครั้งแรก มีเซ็กส์ครั้งแรก สอบเข้าเรียนหมอ (เอิ่ม..มันต้องมาก่อนมีเซ็กส์มั้ย แต่เอาเหอะ มีกับมือตัวเองก็นับละกัน) ได้ทำงาน แต่งงาน และมีลูก ฯลฯ

โอโห..มันมากมาย ทั้งทุกข์ทั้งสุข เรียกได้ว่า การหล่นหายจากความทรงจำบางอย่างไปนั้น มันน่าจะเป็นเรื่องที่ทรมานมากอยู่สำหรับผมเลยทีเดียว

คนที่มีอาการอัลไซเมอร์คงมีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวเพราะหาความทรงจำไม่เจอนั่นเองกระมัง

“ดาหลา บอกหมอหน่อยได้ไหม ว่าทำไมเธอจึงไม่ยอมรับการฉายแสง” อาจารย์พี่เปิ้ลเดินขึ้นไปถามถึงข้างเตียงคนไข้ในตอนนั้นเลย

“ก็หมอที่ห้องฉายแสงบอกว่ามันอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนได้ จะทำให้เป็นคนที่คิดช้าได้” เธอตอบ

“คิดช้าคืออะไรเหรอคะ” พี่เปิ้ลถามต่อ เพื่อพยายามมองโลกในมุมมองของคนไข้

เธอไม่ตอบ (เอ๊ะ..หรือว่าเธอเริ่มคิดช้าไปแล้ว แต่นี่ยังไม่ได้ฉายแสงทีไม่ใช่เหรอ)

หมอและคนไข้พยายามคุยกันอยู่อีกระยะ พี่เปิ้ลคุยกับแม่ของเธอ ซึ่งคำตอบคือแล้วแต่ลูกสาว พี่เปิ้ลยังโทรศัพท์ไปคุยกับสามี คนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของดาหลามากพอสมควร คำตอบที่ได้รับก็คือแล้วแต่ดาหลาเอง

“หมอถามจริงๆเถอะ ตกลงว่าดาหลากลัวอะไร” สุดท้ายก็ต้องงัดท่าไม้ตายมาถามกัน

“กลัวค่ะหมอ คนข้างบ้านเค้าบอกว่า ฉายแสงแล้วตาย” ออ คนข้างบ้านบอกมาแบบนั้น แบบนี้เจอบ่อยครับ สมัยที่เป็นหมอหนุ่มๆจะรู้สึกโกรธเมื่อได้รับคำตอบแบบนี้เสียทุกที นึกแปลกใจ ผมหยุดโกรธกับเรื่องนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่

“แต่ถ้าไม่ฉายแสง โรคที่อยู่ที่สมองอาจจะทำให้เลือดออกได้นะคะ” อาจารย์พี่เปิ้ลก็มิได้ลดละความพยายาม

แล้วความเงียบและความอึดอัดก็ถาโถม

“ก็แค่ฉายแสง” เสียงดังมาจากเตียงข้างๆ 

ป้าละไมแกคงนั่งแอบฟังการสนทนาของหมอและคนไข้คู่นี้มาระยะหนึ่งแล้ว แกอาจจะรู้สึกรำคาญหมอหรือสงสารดาหลา ก็ไม่แน่ใจนัก จึงได้ตัดสินใจโพล่งมันออกมาเสียอย่างนั้น

“ก็แค่ฉายแสง ไม่เห็นน่ากลัวตรงไหน ของฉันก็เคยถูกฉายแสงมาก่อน โรคมะเร็งที่เป็นอยู่ตอนนั้นก็ยุบไปจนหมด ถ้าไม่ฉายไปเสียตอนนั้น ป่านนี้ก็คงจะได้ตายไปแล้วจริงๆ” ป้าแกเล่าได้อรรถรสมาก ดาหลาหยุดร้องไห้แล้วทำท่าตั้งใจฟัง

อาจารย์พี่เปิ้ลปล่อยให้ทั้งคู่ได้คุยกัน ป้าละไมแกเล่าเรื่องราวของการฉายแสงให้ดาหลาฟังอย่างละเอียดด้วยภาษาของชาวบ้านที่คุยกันตามปกติ 

และแท้จริงแล้ว ความกลัวซึ่งเกิดมาจากความไม่รู้ต่างหากที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด เธอกลัวมาตั้งแต่อยู่ที่บ้าน กลัวจนไม่สามารถทำใจให้ยอมรับฟังคำบอกเล่าของหมอซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย ข้อมูลที่เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการรักษา แต่นั่น คือความกลัวของเธอ

“ความกลัว คืออารมณ์” ครูผมบอกมาอย่างนั้นในวันหนึ่ง

......................

ผมนึกถึงฮูยัน เด็กชายในเรื่องผีเสื้อและดอกไม้ เด็กชายที่มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้เกิดความกลัว การต้องเลือกทางเดินแต่ละครั้งก่อให้เกิดความกลัว 

คราวนี้ก็ต้องมาดูกัน ว่าเราจะจัดการกับความกลัวนั้นได้อย่างไร เลือกที่จะอยู่ที่เดิมกับการอดอยากปากแห้งของน้องและพ่อ หรือเลือกที่จะเปลี่ยนแปลง มีความเสี่ยง ซึ่งอาจจะเสี่ยงถึงชีวิต แต่แลกกับการที่น้องๆจะมีกินต่อไป

“ความกลัวคืออารมณ์” คราวนี้ใครที่จัดการกับอารมณ์ได้เก่งกว่า คนนั้นก็มีโอกาสชนะสูงกว่า

จริงเหรอ

...................

ถึงเวลานี้ ดาหลายอมรับการฉายแสงที่สมอง ได้รับยาเคมีบำบัดตามสูตรที่ผู้เชี่ยวชาญวางไว้ และพวกเราก็หวังเพียงว่า การจัดการกับอารมณ์กลัวที่เธอก้าวข้ามมาได้นั้น จะทำให้พวกเราเอาชนะจากโรคที่เธอเป็นอยู่ได้

และงานนี้เราต้องขอบคุณป้าละไมด้วยสินะ

............

ผมพลิกหนังสือเปิดอ่านมาจนถึงหน้า ๓๕ แล้วสะดุดตากับท่าการตายของสิ่งที่เคยมีชีวิตที่เรียกว่า “มด” ซึ่งแน่นอนว่า ครั้งหนึ่งมันคงมาเดินเล่นอยู่บนหน้าหนังสือตอนที่ผมกำลังเปิดอ่านอยู่

ผมนึกไม่ออก ว่าไปทำร้ายมันทำไม มันเป็นเพราะผมปิดหนังสือหรอกหรือ หรือไม่ใช่เพราะผม หากแต่มันถูกบี้มาตั้งแต่ร้านหนังสือก่อนจะตกมาจนถึงมือผม

ผมยังคงเพ่งมองและนึกต่อไป ซึ่งแน่นอนว่ามันนึกไม่ออกหรอก แต่ฉับพลันก็เกิดอาการปิติ

ดูเอาเถิด สัญชาติมด แม้กำลังจะตายก็ยังไว้ลายความเป็นมด

มดเอ็กซ์เบอร์ไหนหนา ที่ทำท่าแบบนี้

“แปลงงงงงงง ร่าง”

ธนพันธ์ ชูบุญเคยอยากเป็นมดเอ็กซ์

๑๙ มีค ๖๒

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (1)

ถ้าเรายังไม่เคยเผชิญเรื่องนั้นเราไม่รู้หรอกความกลัวต่อเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไรเราต้องสมมุติว่าหากเราเป็นเขาจะกลัวไหม นะคะ

หมายเลขบันทึก

660591

เขียน

20 Mar 2019 @ 08:00
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 1, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก