วิญญาณในห้องทำงาน

“น้อง” ซึ่งเป็นญาติสนิทคนหนึ่งของผมเคยบอกว่า ในโลกของวิญญาณนั้น เค้ามองเห็นไม่เหมือนที่พวกเรามอง

เอ๊ะ! ยังไง

เธอบอกว่า ไอ้ที่พวกเรามองเห็นตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางคดเคี้ยวไปมานั่นน่ะ ในโลกของวิญญาณมันไม่มี เค้าไม่มีถนน หรือถ้าจะมีทางให้ไป มันก็ไม่ใช่ถนนแบบของเรา

“เราอาจจะคิดว่า เค้าน่าจะจำทางกลับบ้านได้สิ อันนั้นถูกครึ่งเดียวค่ะ เพราะในโลกนั้นทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ทำให้เค้าหาทางกลับบ้านยากกว่า นอกจากคนในบ้านจะนึกถึงและชวนกลับบ้าน” เธอบอกผมมาอย่างนั้น

......................

ห้องทำงานของผมเมื่อคราวที่ผมต้องนั่งทำงานอยู่ทุกวันในฐานะของผู้บริหารโรงพยาบาลนั้นอยู่ที่ชั้น ๒ ของตึกทางด้านหน้า

มันคือห้องของผู้บริหารห้องแรกที่เมื่อเราเดินเข้าไปในส่วนของสำนักงานโรงพยาบาลแล้วจะได้เจอ ถัดไปอีกห้องก็เป็นของรองผู้อำนวยการอีกคน และถัดไปอีกก็คือห้องของผู้อำนวยการ แต่ละห้องคือจุดอำนวยการและสั่งการมากมายในแต่ละวัน เรียกได้ว่ามันคือหัวใจของโรงพยาบาลเลยก็ว่าได้

ยังจำเรื่องเล่าของตอนที่แล้วได้ไหมครับ ที่มีลูกน้องผมบอกมาว่า ห้องผมมีเจ้าที่อยู่ 

ไอ้จะให้เชื่ออย่างจริงๆจังๆนั้น บอกได้เลยว่ามันทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วน เพราะหากจะบอกแบบโต้งๆว่า “ไม่เชื่อ” ก็กลัวจะโดนลองของ แต่จะให้บอกว่า “เชื่อสนิทใจ” มันก็ไม่เคยได้เห็นของจริงเลยสักครั้ง 

จริงเหรอ?

จริงสิครับ เรื่องเห็นผีเห็นสาง ไม่ว่าจะเป็นผี เป็นเทวดา หรือเป็นเจ้าที่เจ้าทางนางไม้ กระทั่งรุกขเทวดา ผมไม่เคยเห็นกับตาตัวเอง แต่หากจะถามว่าเคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ไหม ตอบได้เลยว่า “เคย”

..................

วันนั้นผมนั่งทำงานอยู่ตามปกติ 

พี่ที่เป็นรองผู้อำนวยการอีกท่านที่นั่งทำงานอยู่ในห้องเดียวกันนั้น ท่านมีกิจจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงเย็น เลยนำกระเป๋าเดินทางมาตั้งไว้ที่ข้างโต๊ะทำงาน

เธอมาตั้งแต่เช้า และก็ไม่ได้เจอหน้ากัน ซึ่งคาดได้ว่าคงจะยุ่งเรื่องงานกันตามปกติ

ผมกำลังลงนามเอกสารอยู่ที่โต๊ะและขณะที่กำลังจมลึกอยู่กับกองเอกสารตรงหน้าอยู่นั้น จู่ๆ กระเป๋าเดินทางที่ตั้งอยู่ตรงนั้นทั้งวันก็ล้มลงดังโครมใหญ่ 

“ตุ๊บ” นั่นไง กระเป๋าเดินทางที่ล้มลงมาเองด้วยเสียงดังประหนึ่งเสียงโยนกระสอบข้าวสารลงมาจากชั้นบน ทำเอาผมสะดุ้งโหยง

“ทำไมมันดังจังวะ” ผมสงสัยในใจ แล้วก็เดินไปยกมันขึ้นมาตั้งไว้เหมือนเดิม 

“เชี่ย..เบาหวิว” แล้วเสียงยังกะกระสอบข้าวสารหล่นเมื่อกี๊มันหมายความว่าอะไร แล้วนี่มันก็ตั้งอยู่ได้มาทั้งวัน จะเลิกงานอยู่แล้ว มาล้มเองได้ยังไงกันวะ

ตัดสินใจเดินออกไปห้องทำงานของทีมเลขา

“อาจารย์ของเธอไปไหนเหรอ” ผมกำลังถามถึงรองผู้อำนวยการท่านนั้น

“น่าจะอยู่ที่ห้องฉุกเฉินค่ะ อาจารย์ทราบหรือยังคะ ว่าพ่อของอาจารย์..ป่วย และตอนนี้น่าจะไปเอ็กซ์เรย์สมองอยู่” 

อุย..แสดงว่าเมื่อกี๊ น่าจะเป็นลางบอกเหตุใช่ไหม หรือใครกันหนาที่มาบอกให้ทราบ

ผมนึกถึงวันที่คุยกับลูกน้อง “ห้องของอาจารย์มีเจ้าที่อยู่นะคะ ท่านใหญ่เชียวค่ะ” 

ผมมีอาการระแวงเล็กน้อยตั้งแต่คราวนั้น แต่การทำงานในหน้าที่มันสำคัญไปมากกว่าความกลัว ผมจึงทำงานของตัวเองได้ต่อไป

อันที่จริง ผมก็แอบรู้สึกอุ่นใจเล็กๆมากกว่ากลัวนะครับ เพราะคำว่า “เจ้าที่” น่าจะหมายถึงการคุ้มครอง มากกว่าระราน ดังนั้น การมีอยู่ของท่าน น่าจะเป็นการคุ้มครองผมสิน่า เพียงแต่การระแวงนั้นเป็นเพราะการไม่ได้เห็น การไม่ได้รู้ตัว และผมก็เป็นสัตว์ประเภทกุ้งมาแต่กำเนิด 

แบบว่า “ขี้ขึ้นหัว” น่ะ เข้าใจไหม

อีกครั้ง

ในวันนั้น ผมมีนัดคุยธุระสำคัญกับทีมผู้ตรวจการฝ่ายพยาบาล เราก็นั่งคุยกันอยู่ในห้องทำงานของผมนั่นแหละ 

ผมจำไม่ได้แล้วว่าเราคุยกันเรื่องอะไร แต่ในช่วงเวลาที่กำลังรู้สึกหงุดหงิดในใจอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นมาจากด้านหลัง 

“เปรี๊ยะ” 

ดังเหมือนกระจกถูกเขวี้ยงด้วยก้อนหิน 

ผมหันไปมองที่กระจกข้างห้อง ซึ่งมันยังอยู่ดี หันไปทางต้นเสียงซึ่งอยู่ด้านหลังของผมก็พบว่า กรอบรูปที่ใส่ภาพวาดโรงเรียนสวนกุหลาบซึ่งเป็นของรองผู้อำนวยการท่านก่อนล้มคว่ำหน้าลง

“ออ กรอบรูปล้ม” ผมบอกพี่ๆพยาบาลที่นั่งทำหน้าตาตกใจอยู่ให้รับทราบ และเดินไปหยิบกรอบรูปที่คว่ำหน้าอยู่นั้นให้กลับตั้งอย่างเดิม

ฉับพลันทันใด ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว เพราะเมื่อมาถึงกรอบรูปนั้น นึกได้ ว่ากรอบรูปจะล้มคว่ำลงมาท่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อโดยปกติแล้ว มันถูกตั้งให้เอียงแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยขาตั้งด้านหลังนี่นา การโน้มตัวมาเพื่อให้ล้มแบบคว่ำหน้าอย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้ตามหลักแรงโน้มถ่วงของท่านเซอร์ไอแซค นิวตัน 

“นี่กรอบรูปนะ ไม่ใช่แอปเปิ้ล” ผมมือสั่นน้อยๆ มันไม่ใช่ มันไม่ใช่การล้มลงโดยบังเอิญจริงๆ

น่าแปลกใจ ที่หลังจากได้ไปตั้งกรอบรูปขึ้นใหม่ หัวใจที่มันกำลังหงุดหงิดในช่วงประชุมนั้นกลับรู้สึกสงบลง และประชุมได้ข้อตกลงตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก

“ท่านคงมาช่วย” ผมยกมือไหว้ลอยๆไปที่บริเวณผนังห้องส่วนนั้น แล้วรู้สึกอุ่นใจ

“ห้องผมมีเจ้าที่จริงๆเหรอ” 

ผมถามตัวเองเป็นบางครั้งที่มีความรู้สึกว่าเหมือนมีคนมาแต่ไม่มีคนมา และไม่เห็นว่ามีใครมา ซึ่งก็ดี เจ้าที่เจ้าทางจะคอยปกปักรักษาไม่ให้มีสิ่งร้ายใดๆโผล่เข้ามารบกวนเราได้ ผมเชื่อเช่นนั้น

ครั้งหนึ่งผมต้องนั่งทำงานอยู่กับทีมในห้องนั้นตั้งแต่ช่วงบ่าย เพลินกันไปจนเลยสองยามไปเกือบสองชั่วโมง 

การเขียนรายงานเพื่อเตรียมขอรับ “รางวัลบริการจากภาครัฐ” ถูกปรับถูกแก้ไขกันจนเสร็จ 

เรานั่งสุมหัวทำงานกัน ๓ คน มีผม พี่ที่เป็นรองผู้อำนวยการอีกคน และป๊า ซึ่งเป็นคำเรียกที่ผมใช้เรียกท่านคณบดีในตอนนั้น

หลังจากเซ้ฟไฟล์ ปิดคอมพิวเตอร์ และเตรียมเก็บของออกจากออฟฟิซนั้น จู่ๆก็ได้ยินเสียง 

“เห้ย..” ดังมาก 

มันดังอยู่ที่หน้าห้องทำงานของผม

เราสามคนมองหน้ากัน

“แป๊ะได้ยินมั้ย” ป๊าถาม

“คงมีคนอยู่ข้างนอกมั้งครับ เดี๋ยวผมออกไปดู” ผมรีบเดินออกไป แล้วพบแต่แสงไฟของช่องทางเดินและความว่างเปล่า หันหลังกลับไปอีกทางเพื่อจะเดินไปถามยามที่อยู่บริเวณชั้นหนึ่ง เสียงดังขนาดนั้นเขาต้องได้ยิน

“ไม่ได้ยินครับอาจารย์ ผมนั่งอยู่ตรงนี้ตลอด” เขาตอบ มันคือคำตอบที่ไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย ผมขนลุกตั้งชันทั้งตัวอีกรอบ

“ไม่มีอะไรมั้งครับ คงเป็นเสียงคนนั่นแหละ เค้าคงเดินขึ้นชั้น ๓ ไปแล้ว” ผมบอกกับทั้ง ๒ ท่านที่ยืนรออยู่ แล้วเราก็ปิดไฟสำนักงานเพื่อกลับบ้านกันสักที

“ผมว่าไม่น่าจะใช่เสียงคน” ป๊าพึมพัมตอนที่เราเดินไปอาคารจอดรถด้วยกัน

“อาจารย์กลัวเหรอ” ผมถาม

“ไม่กลัวหรอก แต่ก็ไม่ได้ชอบ” แกตอบมา แล้วก็หัวเราะหึหึตามสไตล์ 

ผมมานั่งนึก 

จะไปกลัวอะไร ในเมื่อเสียงนั้นมันดังอยู่ข้างนอก อย่าลืมสิ ห้องผมมีเจ้าที่อยู่ ดูท่านจะใหญ่เสียด้วย ผมยังจำคำที่ลูกน้องคนนั้นบอกมา ยังไงเสีย อะไรสักอย่างที่มองไม่เห็นก็เข้ามาในห้องไม่ได้อยู่ดี คิดได้ดั่งนี้ จึงยังคงมีความสุขในการนั่งทำงานในห้องนั้นต่อไป

วันหนึ่ง

โรงพยาบาลได้นิมนต์ท่านเจ้าคุณมาตรวจร่างกาย เนื่องจากท่านมีอาการอาพาธ หลังจากเสร็จกิจธุระจากการตรวจ ผมได้นิมนต์ท่านมาฉันน้ำและพักผ่อนในห้องทำงานของผม

ผมนั่งที่เก้าอี้ในตำแหน่งเดิม ตำแหน่งที่เวลาประชุมกลุ่มย่อยแล้วผมต้องนั่งหัวโต๊ะ ตำแหน่งที่ด้านหลังคือกรอบรูปที่เคยคว่ำหน้าลงมาเยาะเย้ยต่อกฏของท่านเซอร์ไอแซคนั่นแหละ

“หลวงพ่อครับ มีคนบอกผมว่าในห้องนี้มีเจ้าที่อยู่ด้วย” ผมถือโอกาสถามท่านหลังจากที่ท่านได้ฉันน้ำเสร็จ

“มีสิโยม” ท่านบอก 

“แต่จะเรียกว่าเจ้าที่ก็ไม่น่าจะถูกนัก เพราะเขาทำหน้าที่สำคัญบางอย่างตรงนี้” เอาแล้ว ผมนึกในใจ “นี่กูจะไปถามท่านทำไมวะ ของบางอย่างไม่ต้องรู้ก็ได้มั้ย” 

“พื้นที่ที่โยมหมอนั่งอยู่ตรงนั้น ด้านหลังคือทางเข้าออกของโรงพยาบาล ใครจะเข้าจะออกก็จะต้องผ่านทางนี้ทั้งนั้น ท่านที่โยมว่ามา เค้าทำหน้าที่เฝ้าทางออกอยู่ตรงนี้นี่แหละ ใครจะเข้าใครจะออกต้องผ่านเขา ห้องนี้คือห้องที่สำคัญของโรงพยาบาลเลยนะ” ท่านเจ้าคุณอธิบายต่อไป

เพียงแว่บหนึ่ง ผมนึกถึงเรื่องที่อาจารย์ที่รักท่านหนึ่งได้เล่าให้ฟัง 

ตอนนั้นท่านกำลังทำงานอยู่ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการเหมือนกัน ห้องทำงานของอาจารย์อยู่อีกห้องหนึ่งซึ่งติดกับห้องผม คราวนั้นโรงพยาบาลต้องเขียนรายงานเตรียมรับการประเมินด้านคุณภาพ 

ดึกแล้ว ในคราวที่อาจารย์ได้ละสายตาจากรายงานบนโต๊ะ เงยหน้าขึ้น ก็ได้พบผู้คนจำนวนมากยืนอออยู่ที่หน้าห้องมองเข้ามาหาอาจารย์

“วิญญาณ” แกบอกผมอย่างนั้น

“แล้วอาจารย์ไม่สติแตกเหรอ” คือ ที่ถามไปก็เพราะว่า หากผมได้เห็นแบบนั้น คงกระโดดหนีออกทางหน้าต่างไปเรียบร้อย หรือไม่ก็นั่งร้องไห้อยู่ในห้องนั้นจนถึงเช้า

“ผมก็แค่บอกพวกเค้าไปว่า ผมต้องการสมาธิทำงาน ผมกำลังทำงานให้โรงพยาบาล อย่าได้รบกวน แล้วผมก็หลับตาแผ่เมตตาให้ พวกเค้าก็หายไป” โห..อาจารย์แน่มาก 

แหม..ถ้าผมได้ฟังเรื่องนั้นหลังจากวันนี้ ผมคงปะติดปะต่อไปได้ว่า พวกเค้าเหล่านั้นคงมายืนรอคิวผ่านทางออกโรงพยาบาลในห้องของผมเป็นแน่แท้ คงเหมือนเรื่องที่ “น้อง” ญาติผู้มีสัมผัสพิเศษได้เคยบอกไว้ “โลกของเขาไม่เหมือนโลกของเรา เส้นทางของเขาแตกต่างจากเส้นทางของเรา” คิดแบบติดตลก แต่ไม่ตลก ขนที่แผงคอผมก็เย็นวูบ

“ท่านคนนี้ต้องใหญ่มากเชียวสินะ” ผมทวนความคิดในใจ ผมกำลังคิดในใจ!

“ใช่ ต้องใหญ่มาก เพราะเป็นหน้าที่ที่สำคัญ” ท่านเจ้าคุณเห็นด้วย

“ครับ เอ๊ะ..” ผมหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านั้น สายตาจับต้องเข้าไปที่สีหน้าของท่านเจ้าคุณ ซึ่งผมรับได้ถึงความเมตตาที่ส่งมา ผมยกมือไหว้ท่านอีกครั้ง

“โยมไม่ต้องกลัวหรอก ทุกคนก็มีหน้าที่ของตัวเอง ต่างคนต่างก็ทำงาน ไม่ก้าวก่ายไม่ข้องเกี่ยว อย่างเช่นตอนนี้ เขาก็ยืนอยู่ที่ด้านหลังเก้าอี้ตัวที่โยมหมอนั่งอยู่นั่นแหละ” ผมยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณอีกครั้งและขยับเปลี่ยนเก้าอี้ไปใกล้ท่านมากขึ้น ท่านก็มีเพียงรอยยิ้ม พยักหน้าแล้วบอกว่า “ห้องนี้น่ะ คนทำงานที่มีจิตเป็นกุศลจะอยู่เป็นเป็นสุข”

“สาธุ” ผมยกมือท่วมหัว

............................

ตอนนี้ผมลงจากตำแหน่งบริหาร กลับมาทำงานเป็นหมอและเป็นครูเหมือนเดิม อาชีพที่รักมากกว่าการเป็นนักบริหารมากนัก

ผมไม่ต้องนั่งทำงานในห้องนั้น ไม่ต้องเดินทางไปประชุมที่ไหนไกลๆเหมือนก่อน ไปทำงานตอนเช้า กลับบ้านมาก็อยู่และได้นอนกับเมีย ได้คุยได้กอดจูบลูกทุกวัน

คืนหนึ่ง มันดึกมากแล้ว ผมนอนไม่หลับ ยังไงก็นอนไม่หลับ พลิกตัวไปมาเพื่อคลายอิริยาบทก็ยังไม่สามารถทำให้รู้สึกง่วงได้สักที จึงตัดสินใจลุกขึ้นไปฉี่

ค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงเบาๆ เพราะกลัวเธอซึ่งกำลังหลับสบายต้องรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วย ค่อยๆเลื่อนประตูและเดินคลำทางไปห้องน้ำตามความคุ้นชินของฝ่าตีน บ้านหลังนี้อยู่มานานชนิดที่ผมสามารถหลับตาเดินไปยังที่ต่างๆได้

ค่อยๆนั่งลงบนโถส้วมเพื่อฉี่ เอามือกดเจี๊ยวให้สายน้ำพุ่งลงไปในโถ

ผมไม่ยืนฉี่ เพราะขี้เกียจเล็งสายเยี่ยวให้ลงโถได้โดยไม่เปื้อนที่รองนั่งให้เมียบ่น ผมไม่อยากเปิดไฟให้กระตุ้นสายตาอันจะทำให้ประสาทมันตื่นเต็มที่อีกครั้ง แก่แล้ว หลับยากเหลือเกิน

ผมปล่อยฉี่ไปตามใจสบายอารมณ์ สายน้ำพุ่งลงไปกระทบน้ำในชักโครกเสียงดังจ๊อกกกกกก มันช่างสุนทรีย์ยิ่งนัก

แต่แล้วผมก็ขนลุกซู่ในทันทีที่มองขึ้นมาสายตาจ้องไปในกระจกแล้วพบร่างของใครสักคนยืนอยู่ที่ประตูหน้าห้องน้ำ มันเลือนลางด้วยความสลัวซึ่งผมอาศัยเพียงแสงไฟที่เล็ดลอดมาจากริมถนนของหมู่บ้านส่องเข้ามาเท่านั้น

เชี่ย..ผีหลอก

เชี่ย..กูถูกผีหลอก

เชี่ย..เกิดมาก็ถูกหลอกจริงๆคืนนี้แล้ว

เชี่ย..ไหนว่าที่บ้านมีพระดี มีเจ้าที่ดูแล 

เชี่ย..แล้วผีเข้ามาได้ยังไง

มีทั้งหมด ๕ เชี่ย มันเหมือนนานในการประมวลความคิด แต่นั่นก็แค่เพียงเสี้ยวเศษวินาที

“เฮ้ย..” ผมสะดุ้งตัวโยน ตะโกนออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

“แม่ปวดฉี่”

“แม่.....” ผมร้องออกมาด้วยความโกรธ

“ทำไมมาเงียบแบบนี้ หัวใจพ่อวายตายได้เลยนะรู้ไหม” ยังโกรธไม่เสร็จ แต่เยี่ยวเสร็จ มันจะกระเด็นออกนอกโถบ้างก็เรื่องของมัน ท่าทางจะกระเด็นเยอะเสียด้วย

โกรธ โกรธ โกรธ และขำ

ธนพันธ์ ชูบุญ

๑๓ มีค ๖๒

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณสำหรับทำมีรอยยิ้มและได้ยินเสียงหัวเราะของตัวเองทุกครั้งที่ได้อ่านบันทึกของอาจารย์ค่ะ

เขียนเมื่อ 

ชอบตอน.. จบ…. (ยายธี ค่ะ)​

หมายเลขบันทึก

660542

เขียน

18 Mar 2019 @ 10:07
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 3, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก