รี้ลับจับครูหมอ

“อาจารย์รู้ไหมคะ ในห้องนี้มีเจ้าที่อาศัยอยู่ด้วย”

เชี่ยแล้วมั้ยล่ะ เล่นถามกันแบบนี้ ถามกันโต้งๆ ถามกันแบบไม่เกรงอกเกรงใจกันบ้างเลย

“จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อขอบเขตของมหาวิทยาลัยก็มีศาลพระพรหมตั้งอยู่ จะมีเทวดาเจ้าที่เจ้าทางอะไรกันมากมาย” ผมทำท่าแย้งไปแบบไม่ใคร่จะแยแสนัก แต่ในใจมันรู้สึกหนาวเหน็บชอบกลอยู่

“มันก็เหมือนกับประเทศเราไงคะ มีนายก มีผู้ว่าฯ นายอำเภอ แถมยังมีกำนันและผู้ใหญ่บ้านอีก ทุกๆที่ล้วนมีคนจับจอง” เธอยังคงอธิบาย

....................

หลายปีมาแล้ว ในช่วงเวลาที่ผมได้ทำงานและนั่งในห้องของรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล ผมจำได้ว่าในวันนั้น ได้ประชุมกลุ่มย่อยกับลูกน้องในเรื่องงานของเขา แล้วจู่ๆผมก็นึกอยากจะถามอะไรสักอย่างในเรื่องที่ตัวเองก็ไม่คิดว่าจะได้คำตอบ คือแบบว่า ถามไปเล่นๆน่ะ

“เธอคิดว่าเด็กคนนั้นที่พฤติกรรมเปลี่ยนไป มันมีอะไรเป็นพิเศษไหม” ผมกำลังหมายความว่า เจ้าเด็กน้อยคนนั้นถูกอะไรที่เป็นไสยศาสตร์มาครอบงำบ้างไหม

ถามไปเล่นๆ แต่คนถูกถามนั่งนิ่ง ร่างอวบๆของเธอมีเหงื่อซึม และนัยตาแดงเรื่อ

ใช่ครับ ตาแดงจริงๆ เมื่อกี๊ยังปกติอยู่เลยนี่หว่า

“บอกไม่ได้ค่ะอาจารย์” เธอบอก และจ้องหน้าผม สายตายังไม่เป็นมิตร

“ทำไมล่ะ” ผมทำเป็นใจดีสู้เสือ 

อันที่จริงแล้ว กิริยาแบบนี้ ไม่ใช่ผมจะไม่เคยเห็นสักหน่อย

ผมคิดถึงทวดของตัวเองขึ้นมาทันที

..............

ตอนนั้นผมยังเป็นเด็ก และได้ไปพักผ่อนช่วงปิดเทอมอยู่ที่บ้านของทวดที่เกาะสมุย

เกาะสมุยเมื่อคราวที่ยังงดงามประหนึ่งสาวบริสุทธิ์ไม่เคยต้องมือชาย

เอิ่ม..เอาเข้าจริงๆ มันไม่น่าจะใช่นะ ในตอนนั้น ที่สมุยมันเริ่มมีการเข้ามาของนักท่องเที่ยวมากพอสมควรแล้ว แต่ที่บ้านท้องกรูดมันไม่ใช่ที่ที่มีชายหาดสวยงาม มันเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่มีพื้นทะเลเป็นโขดหินและร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรใต้ท้องทะเลที่ใช้เพื่อการยังชีพเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ได้เป็นที่แปลกใจนัก หากที่บ้านทวดยังไม่มีไฟฟ้าใช้

ทวดเป็นคนพิเศษ

ยายกับแม่บอกว่า “ทวดจับครูหมอได้”

“ห๊ะ..จับครูหมอ” ผมเชื่อว่ามีคนอุทานประโยคนี้ออกมา เพียงแต่ผมคงไม่ได้ยิน

“มันคืออะไรเหรอยาย” ผมถามยายตัวเอง ยายซึ่งเป็นลูกสาวคนโตของทวด และยายก็มีลูกสาวเป็นแม่ของผมอีกที

“มันคือจิตวิญญาณของต้นตระกูลเราที่ยังคงอยู่กับลูกหลาน มาเข้าร่างลูกหลานได้เป็นครั้งคราวเพื่อช่วยเหลือคนอื่น” โห..ฟังดูเป็นฮีโร่ประจำตระกูลมาก

ผมได้ฟังเรื่องเล่าแบบนี้จากยายบ้าง ป้าบ้าง แม่บ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ทวดย่อมไม่รู้ตัวและคงจำเหตุการณ์ไม่ได้

บางครั้ง ทวดออกจากบ้านแล้วเดินขึ้นไปบนภูเขา เพียงเพื่อจะได้เจอกับใครสักคนที่เขากำลังป่วยนอนติดกระท่อมไปไหนมาไหนไม่ได้

“มึงมาทำสวนตรงนี้ เคยขอเค้ารึเปล่า” นั่น..แกเริ่มต้นได้ทะนงมาก แล้วทวดก็จะบอกว่าให้เขาตั้งศาลตรงไหน ต้องไปขอโทษใคร แล้วทันใด ความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนๆนั้นก็หายไปแทบจะในทันที หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าตัวที่จะต้องทำตามที่ทวดแนะนำ ไม่ใช่สิ ต้องเป็นตามที่ครูหมอในตัวทวดแนะนำต่างหาก

เวลาจับครูหมอ ทวดจะไม่ใช่ทวด เขาเป็นต้นตระกูลของผมคนไหนผมก็ไม่น่าจะรู้จัก เพราะคนที่แก่กว่าทวดไปผมก็ไม่เคยเห็นหรือเคยรู้จักสักคน ผมไม่อยากเจอ แม้ว่าในใจรู้สึกถึงความภูมิใจในความพิเศษนั้นของตระกูลเรา 

ครั้งหนึ่ง มีคนวิ่งมาหาทวดที่บ้าน

บ้านทวดคือเรือนไม้ชั้นเดียวมีใต้ถุนเตี้ยๆ พื้นดินทรายของสมุยเป็นทรายที่ละเอียดนุ่มตีน ดังนั้นรองเท้าจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นของผมในทันทีที่มาถึงบ้านทวด

“ป้าป้อม ป้าป้อม” เสียงเรียกชื่อทวดดังมาแต่ไกล

“พรือนั้น” ทวดโผล่ออกมาจากครัวเพื่อทักทายกับชายเจ้าของเสียงนั้น

“ไอ้บ่าวไม่รู้พรือ มันนอนปวดท้องร้องโอดครวญอยู่ที่บ้าน ท้องมันแข็งไปหมด ต้องตัวไม่ได้เลย” เค้ากำลังบอกว่า คนชื่อบ่าวนั้นกำลังปวดท้องหนักมาก

“รอเดี๋ยวนะ” ทวดพูดเพียงสั้นๆ แล้วแกก็ลุกขึ้นพาร่างแก่ๆหลังงุ้มเดินเข้าไปในบ้านบริเวณที่เป็นที่นอนของแก 

หึหึ อันที่จริงมันก็คือที่นอนของผมด้วยนั่นแหละ ผมต้องนอนข้างทวดทุกคืน บนหัวนอนคือพระพุทธรูปหลายองค์ และอีกฟากของผนังบ้านคือรูปของบรรพบุรุษที่เป็นภาพวาดลายเส้นแรเงา มันคือผนังส่วนที่ผมไม่เคยแม้แต่จะจ้องได้นานเกินกว่า ๓ วินาที จึงไม่แปลก ที่ผมไม่สามารถจดจำรูปหน้าของบรรพบุรุษฝ่ายยายได้เลยสักคน

ผมเห็นทวดกราบพระ หยิบผ้าขึ้นมาพาดที่บ่า และนั่งสมาธิในท่าพับเพียบอยู่อย่างนั้น

“พาไอ้บ่าวไปโรงพยาบาลได้เลย ไม่มีอะไรหรอก” 

แค่นั้น

ยายสะใภ้แกบอกกับผมว่า ถ้าเป็นแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องโดนของหรือไสยศาสตร์ คนๆนั้นน่าจะไม่สบายเพราะโรคในตัวของเขา วันนั้นทวดไม่ได้จับครูหมอ และผมมารู้ในอีกไม่กี่วันต่อมาว่า คนๆนั้นน่าจะมีอะไรแตกอยู่ในท้อง จำได้แค่นี้ แหม..ถ้าเป็นตอนนี้ ผมคงได้รู้เรื่องราวมากกว่านี้แน่ๆ

จนแล้วจนรอด ผมก็ไม่เคยเห็นทวดจับครูหมอสักครั้ง กระทั่งวันหนึ่ง ซึ่งผมน่าจะอยู่ในช่วงม.ปลาย 

ปิดเทอมนั้นก็คงเหมือนปิดเทอมปกติ ผมขึ้นจากเรือด้วยใจระเริง คิดถึงทวด คิดถึงทะเลท้องกรูด คิดถึงสาหร่ายข้อ ปูม้า วาย และปลิงทะเล

แต่ดูเหมือนว่าทวดไม่ได้คิดถึงผมนัก เพราะในทันทีที่ได้กอดเหลนอย่างเต็มอก ทวดก็ผละออกแล้วสั่งงาน

“พาทวดไปบ้านยายเที่ยวหน่อย” เสียงทวดดูร้อนรน

“ขอพักก่อนไม่ได้เหรอทวด เดินทางมาทั้งวันแล้ว” ผมขี้เกียจ

“มาเถอะลูก พาทวดไปบ้านยายเที่ยวหน่อย” ทวดก็ไม่ยอมเหมือนกัน

ทางทอดยาวขนาบด้วยต้นมะพร้าวทั้งสองข้าง จะมีต้นอื่นมาสลับบ้างก็คงเพียงหูกวางขนาดต้นเพียงคนโอบ ฤดูร้อนตอนปิดเทอม หูกวางมันเริ่มเปลี่ยนใบเป็นสีส้มแดงและทิ้งใบร่วงหล่น ทวดเดินนำผมออกไปจากบ้าน บ้านของยายเที่ยวที่ทวดพูดถึงนั้นอยู่ที่ริมถนนใหญ่ ห่างจากบ้านของทวดราว ๒๐๐ เมตร ทวดเดินเร็วเหลือเกิน 

“น้องเที่ยว น้องเที่ยว” ทวดตะโกนเรียกเจ้าของบ้าน

“พี่ป้อมเองเหรอ พรือนั้น อ้าว..นั่นแป๊ะมั้ย มาด้วยเหรอลูก” ผมยกมือสวัสดียายเที่ยว

“สุดจิตรอยู่ไหม” ทวดถามหาถึงลูกสาวคนโตของยายเที่ยว

“อยู่ในบ้านนี่แหละ เข้ามาเถอะ” ยายเที่ยวเอ่ยชวน

ป้าจิตรนอนอยู่บนตั่งไม้มะค่าสีส้มมันวาว เธอลุกขึ้นนั่งเมื่อเห็นทวดและผมเดินเข้ามา 

“ป้าป้อม จิตรไม่สบายอยู่พักหนึ่งแล้ว มันปวดตามกระดูกจนเดินแทบไม่ไหว” ป้าจิตรบ่นถึงอาการป่วยของเธอให้ทวดซึ่งนั่งอยู่บนตั่งอีกตัวหนึ่งด้านตรงข้ามกัน

“ผัวมึงนั่นแหละ ตัวดี” 

จู่ๆทวดก็ตวาดขึ้นมาเสียงดัง มือชี้ไปที่หน้าของป้าจิตร

“ไปเอาของของเขามา เขาหวง รู้ไหม” ทวดพูดไปเรื่อยๆ 

ไม่สิ นั่นไม่ใช่ทวดผู้อ่อนโยนของผม ตาของทวดแดงก่ำ นั่นคือใครไม่รู้ ผมขนลุกชัน แม่กับยายเคยบอกว่า “ทวดจับครูหมอได้” ผมได้ยินเสียงนั้นในใจ

“ของอะไร ของใคร” ยายเที่ยวถามขึ้น

“มันไปเอาถ้วยเอาชามเขามาจากไชยา ของมันมีเจ้าของ เอาไปคืนเขาไป๊” เสียงทวดยังคงดังกังวาน แล้วทวดก็กระทืบเท้า “ปึง ปึง”

บ้านยายเที่ยวเป็นบ้านที่ค่อนข้างมีฐานะ พื้นบ้านชั้นล่างถูกปูเรียงด้วยหินแกรนิตขัด พื้นหินแน่นปึกเพื่อให้มีความคงทนต่อไอเกลือทะเล มันคือแผ่นหิน

ยามที่ทวดกระทืบเท้าลงไปบนแผ่นแกรนิตนั้น มันสะเทือน

ผมเข้าใจในคำว่า “สะเทือนเลื่อนลั่น” ก็คราวนั้น 

แล้วทวดก็ทิ้งตัวนอนลงบนตั่ง แกนิ่งไปเหมือนคนทรงเจ้าที่เจ้าออกแบบกระโจนตัว

ผมทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปจับตัวทวด ผมกลัว กลัวครูหมอ กลัวผี และกลัวทวดตายไปต่อหน้า และเพียงไม่ถึงสองสามช่วงหายใจเข้าออก ทวดก็ตื่นลุกขึ้นมานั่งใหม่

“ไปลูก พาทวดกลับบ้าน” แน่ะ..เมื่อกี๊ทำอะไรไปเหมือนไม่รู้ไม่เห็นนะทวด ผมรู้สึกเหมือนทวดเหนื่อย ไม่เหมือนตอนที่รบเร้าผมเหมือนเมื่อตอนขามาเลย คราวนี้ผมเป็นฝ่ายประคองทวดเดินกลับเรือน

ป้าจิตรหายเจ็บกระดูกแทบจะในทันทีที่ทวดออกจากบ้านของเธอ น้องสาวคนสุดท้องถูกไหว้วานให้ช่วยขับรถกลับบ้านของเธอที่เฉวง ถ้วยโถโอชาม ของเก่าที่สามีเธอขนมาจากอำเภอไชยาถูกเก็บอย่างทะนุถนอม มันถูกส่งกลับไชยาที่เดิม 

ผมลืมถาม ว่าของชุดนั้น ถูกส่งไปลงตรงไหน บ้านใคร หรือว่าวัดอะไร

เอาเหอะ ไม่ต้องรู้ทุกเรื่องก็ได้นะ

นั่นคือเรื่องของทวดกับการจับครูหมอ ความพิเศษในตำนานของตระกูลผม

ทวดตายไป ๒๓ ปีแล้ว ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้อีกเลยตั้งแต่คราวนั้น กระทั่งการได้มานั่งทำงานอยู่ในห้องรองผู้อำนวยการ และมีลูกน้องนั่งตาแดงอยู่ตรงหน้า

“ว่าไงเธอ ทำไมบอกไม่ได้” ผมยังคงจ้องดวงตาที่แดงก่ำนั้น

“เจ้าที่ห้องนี้ไม่ให้บอก” เอ้า..เอาเข้าไป ขนผมลุกชันอีกรอบ ความเงียบเข้าครอบคลุม แอร์เย็นเฉียบ นี่ผมนั่งอยู่ในห้องทำงานร่วมกับเจ้าที่เหรอเนี่ย

“อาจารย์ เด็กคนนั้น ถูกวิญญาณของบรรพบุรุษมาครอบงำจิตใจเขาอยู่ หนูเห็นคนแก่หลังงอ หน้าตาโกรธเกรี้ยว” เธอเสียงอ่อนลง นัยตาคลายความแข็งกร้าวต่างจากเมื่อครู่

“ทำไมเธอบอกได้แล้วล่ะ” ผมงง

“ท่านอนุญาตค่ะ” เธอมองไปที่ผนังห้องแล้วตอบคำถามผม

“แล้วนี่ ผมต้องมานั่งกับเจ้าที่อยู่ในห้องนี้ล่ะหรือ” เอาล่ะสิ นี่ผมไม่ได้กะจะแย่งที่อยู่ที่ทำงานกับใครหรอกนะ แต่ผมกลัว เข้าใจไหม ผมกลัว

“ใจเย็นๆค่ะอาจารย์ เจ้าที่เจ้าทางคือคนที่ดูแลและรักษา อาจารย์อุ่นใจได้เลย ไม่มีสิ่งแปลกปลอมมายุ่งอาจารย์ที่นี่ได้ หนูรับรองได้เลย” เธอบอกมา 

“ท่านใหญ่อยู่นะอาจารย์” นั่น..เธอยังไม่หยุด

ผมไม่เข้าใจอะไรมากนักหรอก บอกแล้วไงว่าเรื่องแบบนี้กับผมมันไม่คลิก

แต่ก็นะ..ผมนั่งทำงานในห้องนี้มาได้สักพักหนึ่ง (ในช่วงนั้น) ซึ่งมันก็นานมากพอที่จะรู้สึกได้ ว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียวจริงๆนั่นแหละ

อยากเล่าต่อจัง แต่วันนี้ไม่ไหวแล้ว 

ธนพันธ์ ชูบุญมีบรรพบุรุษเป็นครูหมอนะ

๑๑ มีค ๖๒

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

660541

เขียน

18 Mar 2019 @ 10:05
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 3, อ่าน: คลิก