เที่ยงวันนี้ขณะผมกำลังทานอาหารกลางวันกับอาจารย์วิบูลย์ พี่ตูน และเพื่อนแม็ค ที่ลานคณะศึกษาศาสตร์

พ่อผมโทรมา .......

     พ่อผมถามผมว่า "ลูกจะไปประท้วงที่ กทม. กับเค้ามั้ยลูก" (ตอนนี้มีทั้งม็อบ ม.นอกระบบ และ ม็อบวันที่ ๑๐)พ่อบอกว่าพ่อเป็นห่วง ห่วงทั้งอันตราย ห่วงเรื่องต่างๆ และที่สำคัญ ห่วงที่ว่าพ่อจะไปเจอกับลูกที่ลานประท้วง

     พ่อผมเป็นทหารม้าครับ รับใช้ชาติมาตั้งแต่สงครามร่มเกล้า สงครามคอมมิวนิสต์ สงครามเขาค้อ ชีวิตท่านรบอยู่บนภูเขากว่า ๒๐ ปี ทุกวันนี้พ่อบอกว่าอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมสามารถเคลื่อนที่ได้ใน ๒ ชั่วโมง ท่านไม่ได้ไปเที่ยวไหน แต่ท่านบอกผมว่าบางทีอาจต้องไปปะทะกับม็อบที่ กทม. และถ้าหากลูกไปประท้วง เราอาจต้องเจอกัน .........
     อาจารย์วิบูลย์บอกผมว่า ในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ลูกเป็นนิสิตไปประท้วง พ่อไปทหารไปปราบนิสิต ส่วนแม่นั้นอยู่บ้านคอยฟังข่าว ผมว่าเหตุการณ์นั้นใกล้ที่จะซ้ำรอยอีกครั้งแล้วละครับ
     หากเรารู้จัดเรียนรู้ประวัติศาสตร์ รู้จักความพอเพียง รู้จักความดี และไม่ยึดติด สังคมปัจจุบันคงไม่วุ่นวายขนาดนี้
     อยากให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านรู้จักเรียนรู้อดีตนะครับ ไม่ว่าจะเป็น นิสิต เจ้าหน้าที่ อาจารย์ หรือ ใครก็ตาม รู้จักสกัดแก่นความรู้จากเหตุการณ์ในอดีต รู้จักนำหลักธรรมมาใช้ รู้จักพอ วิธีการจัดการความรู้ในปัจจุบันนั้นกำลังแพร่หลายครับ แต่จากสภาพปัจจุบัน คนในสังคมบางส่วนยังไม่รู้จักใช้ระบบการจัดการความรู้ให้เกิดประโยชน์ อาจรู้จัก แต่ไม่รู้จักใช้ เหตุการณ์แย่ๆแบบเดิมจึงเกิดขึ้น ไม่พัฒนาซักที 
     หวังว่าผู้อ่านจะนำหลักการจัดการความรู้ไปพัฒนาองค์กร สังคม และประเทศชาติ ให้พัฒนาไปได้โดยเร็วนะครับ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์จะได้ซ้ำรอยแต่รอยที่ดีๆ

ขอเจตนาดีจงอยู่ในใจท่านและประเทศไทย..ตลอดชีวิต