ไม่น่าเชื่อ !!! 
<p>ว่าสมัยนี้เราสามารถสับสนกับ “การทำความดี”ได้ง่ายมากๆ ครับ
เพราะการทำความดีนั้นมีหลายแบบ จึงทำให้หลายคนเกิดความสับสน
และเพื่อให้เพื่อนๆ เกิดความชัดเจนและมีความเข้าใจตรงกัน
ผมขออนุญาตจัดประเภทของ “การทำความดี”ไว้ดังนี้นะครับ

ประเภทที่ 1 ดีเสมอต้นเสมอปลาย </p><p>การทำความดีแบบนี้ ถือว่าเป็นความดีในอุดมคติครับ
ถ้าใครทำได้แบบนี้ ผมขออนุโมทนาบุญด้วยนะครับ
เพราะเป็นการทำความดีอย่างสม่ำเสมอ
ทำความดีแบบ non-stopหรือเรียกว่า “ทำดีจนเป็นนิสัย” นั่นเอง
คนแบบนี้อยู่ที่ไหนก็เจริญครับ
เจริญทั้งตนเองและหมู่คณะ
ถ้าเป็นผู้บริหารก็จะพาให้องค์กรก้าวหน้า
เพราะมีคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหาร
ถ้าเป็นผู้นำประเทศ ประเทศชาติก็เจริญก้าวหน้า
สามารถนำพาประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤติไปจนได้
ไม่ว่าบ้านไหนเมืองไหน เราก็คงต้องการคนแบบนี้เยอะๆ..จริงไหมครับ?

ประเภทที่ 2 ต้นร้ายปลายเลว</p><p>ประเภทนี้เราคงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก
พูดง่ายๆก็คือ “เลวตั้งแต่เด็กยันแก่”
หรือจะพูดอีกอย่างว่า... “เกินเยียวยา!”ก็น่าจะได้
คนพวกนี้จะเป็นที่รังเกียจของสังคม
เพราะทำร้ายทั้งตนและคนอื่น
สร้างความเสียหายและเสื่อมเสียให้หมู่คณะตลอดเวลา
ประเทศไหนเมืองไหน ก็คงไม่อยากให้มีคนแบบนี้หรอกครับ</p><p>ประเภทที่ 3 ต้นดีอับปรีย์ปลาย</p><p>ประเภทนี้เป็นอะไรที่น่าเสียดายมากครับ
เพราะออกตัวมาดีมากๆ ทำความดีมาตั้งแต่เริ่ม
แต่เพราะกิเลสบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็น…
ความโลภ ความโกรธ หรือความหลงก็ตาม
มาชักนำให้เดินทางผิด คิดทำชั่วในช่วงท้าย
ซึ่งเราจะเห็นได้ในหลายๆ วงการของบ้านเรา
ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองบางคน พระสงฆ์บางรูป และในอีกหลายๆวงการ
เราก็คงไม่อยากเห็นใครเป็นแบบนี้หรอกจริงไหมครับ</p><p>ประเภทที่ 4 ต้นร้ายปลายดี</p><p>ประเภทนี้เป็นประเภทที่น่าชื่นชมมากๆครับ
เพราะเขาอาจเป็นคนเลวในตอนเริ่ม
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากการเลี้ยงดูที่มีปัญหา
ได้รับการปลูกฝังความคิดความเชื่อที่ผิดๆ มาตั้งแต่เด็ก
จึงทำความผิดไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
แต่ในช่วงปลายของชีวิตอาจได้พบกัลยาณมิตร
ที่คอยให้คำแนะนำและชักจูงให้ไปในทางที่ดี
จึงสามารถกลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้ในที่สุด
คนแบบนี้เราสมควรให้โอกาสเขาในการทำดี..มิใช่หรือครับ?</p><p>ประเภทที่ 5 เปลือกนอกหลอกว่าดีแต่อัปรีย์หลบใน</p><p>ประเภทนี้เป็นประเภทที่อันตรายมากๆครับ
เพราะคนเหล่านี้จะเป็น “คนเลวที่ฉลาด”
เขาสามารถหลอกให้เราหลงเชื่อว่าเขาเป็น “คนดี”
โดยที่เราไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ แม้แต่น้อย
เขาจะค่อยๆ ตักตวงผลประโยชน์จากเราโดยที่เราไม่รู้ตัว
ทำตัวให้เป็นคนที่น่าเลื่อมใส จนผู้คนเกิดความเชื่อถือศรัทธา
กว่าที่เราจะตาสว่าง บางสิ่งบางอย่างก็อาจจะสายไปเสียแล้ว
ทำให้ผู้อื่นต้องเสียทรัพย์ สังคมเสื่อมเสีย ประเทศชาติเสียหาย
และไม่ว่าเขาจะอยู่ในวงการใด
เขาก็สามารถสร้างหายนะให้เกิดขึ้นได้ชนิดที่เราคิดไม่ถึง
คนแบบนี้เราสมควรช่วยกันกำจัดให้หมดไปจากสังคมไทย..เห็นด้วยไหมครับ?</p><p>ประเภทที่ 1,2 และ 4 คงไม่มีปัญหาอะไรครับ เพราะมีความชัดเจนอยู่แล้ว
ส่วนประเภทที่มักจะเกิดความสับสนก็คือประเภทที่ 3 กับประเภทที่ 5 ครับ
ซึ่งถ้าเราดูเผินๆมันจะคล้ายกันมากครับ จนทำให้เราสับสนได้
จนทำให้บางคนเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าประเภทที่ 5 เป็นประเภทที่ 3 ก็มีครับ</p><p>ส่วนการที่เราจะแยกแยะคนประเภทที่ 3 ออกจากคนประเภทที่ 5 นั้น
เราสามารถดูได้ไม่ยากครับ !!!
เพราะสิ่งที่จะแยกคน 2 ประเภทนี้ออกจากกัน ก็คือ…“เจตนา”นั่นเอง</p><p>ถ้าสิ่งที่เขาทำแต่แรก เป็นการทำความดีโดยไม่มีเจตนาร้ายแอบแฝง
ก็ต้องถือว่าเป็นการทำความดีอย่างบริสุทธิ์ใจครับ
แต่ถ้าสิ่งที่เขาทำแต่แรกนั้น เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ในภายหลัง
ซึ่งจะดูได้จากข้อมูลและหลักฐานต่างๆที่เขาได้ทำไว้ในอดีต
ก็แสดงว่า เป็นการเสแสร้งแกล้งทำความดีโดยมีเจตนาซ่อนเร้น
หาใช่การทำความดีที่แท้จริงไม่ !!!</p><p>ดังนั้น..ก่อนจะตัดสินใจว่าใครเป็นคนดีหรือคนเลว
จึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน
พิจารณาจากข้อมูลและหลักฐานที่มีทั้งหมด
พิจารณาด้วยเหตุด้วยผล อย่าใช้อารมณ์ !!!
เราจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อหรือเป็นเครื่องมือของคนประเภทนี้ไงล่ะครับ</p><p>นิวัฒน์  ลีวงศ์วัฒน์
12 กุมภาพันธ์ 2562</p><p>ขอบคุณภาพประกอบจาก www.pixabay.com</p>