๘๗๘. วัฒนธรรมการอ่าน..คือรากฐานที่ต้องสร้างให้เข้มแข็ง


เพียงครูใส่ใจและให้เวลา..ตลอตจนลงมือทำในทันที..ทำตั้งแต่วันนี้เพื่อให้วัฒนธรรมการอ่านเข้มแข็ง ทำให้เป็นอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของโรงเรียน เมื่อการอ่านเข้มแข็ง..สังคมแห่งการเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้น “คุณภาพ”ของเด็กและเยาวชนของชาติก็จะตามมาอย่างที่ไม่ต้องสงสัย..

        ผมเสร็จสิ้นการประชุมปฏิบัติการฯเป็นคณะทำงานของสพฐ.จัดทำต้นฉบับชุดส่งเสริมการอ่านและการเขียน..ระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๗ มกราคม ๒๕๖๒ ณ โรงแรมบียอนด์ สวีท เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

    ผมได้รับมอบหมายให้ทำในส่วนของกรอบแนวทางการขับเคลื่อน เพื่อให้ได้คู่มือดำเนินงานกิจกรรมโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการพัฒนาห้องสมุด ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๒ – ๒๕๖๔

        ด้วยหลักการและเหตุผลของการอ่าน เป็นวัฒนธรรมในการแสวงหาความรู้ของทุกคน ซึ่งเป็นที่ยอมรับและปรากฏชัดเจนในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ.๒๕๖๑ – ๒๕๘๐)

        คู่มือดังกล่าว..เมื่อเสร็จแล้ว ก็จะได้แผนงานส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและพัฒนาห้องสมุดโรงเรียน ของ สพฐ. หน่วยงานที่จะต้องนำไปใช้คือเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียน โดยสามารถปรับแนวทางการดำเนินงานได้ เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละบริบท

        แต่ต้องคำนึงถึงเป้าหมาย นั่นก็คือ “นักเรียนทุกคนมีการอ่านหนังสืออย่างน้อย ๑๒ เล่มต่อปี หรือ ๖๐ นาทีต่อวัน..”

        โดยกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุด ก็เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนทุกคนมีนิสัยรักการอ่าน..และโรงเรียนต้องไม่ลืมที่จะส่งเสริมและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ สภาพแวดล้อมและบรรยากาศในโรงเรียนที่เอื้อต่อการอ่านด้วย..

        เพราะโรงเรียนเป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่โดยตรงในการส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนชอบอ่านและมีนิสัยรักการอ่าน..โดยมีครูเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน..

        ปัจจุบัน..”ห้องสมุด”มิใช่แหล่งเรียนรู้เพียงแห่งเดียวที่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และครูบรรณารักษ์..ก็มิใช่ครูเพียงคนเดียวที่จะนำพาให้วัฒนธรรมการอ่านเกิดขึ้นในโรงเรียน.. 

        ครูทุกคนทุกวิชา..คือผู้นำการเปลี่ยนแปลง..”การอ่าน”ของนักเรียนให้บรรลุวัตถุประสงค์ของแผนงานโครงการฯ ตั้งแต่แผนระดับชาติไปจนถึงแผนปฏิบัติการฯในระดับโรงเรียน...

        ถึงแม้ว่าสื่อการอ่านจะตอบสนองการอ่านของนักเรียนอย่างหลากหลายแล้วก็ตาม..แต่ครูก็ยังต้องชี้แนะเพื่อให้นักเรียนรู้จัก “เลือก” สื่อสิ่งพิมพ์และอื่นๆ ให้การอ่านเกิดประโยชน์สูงสุด มิใช่เพื่อสนุกเร้าใจอย่างเดียว แต่ต้องให้เกิดปัญญา ที่จะช่วยพัฒนาไปสู่ “ทักษะชีวิต”

        ตลอดระยะเวลาที่ผมร่วมประชุมปฏิบัติการฯ ทำให้ผมมีโอกาสทบทวนกิจกรรมที่ผมทำเพื่อสร้างนิสัยให้นักเรียน “รักการอ่าน”..ประสบการณ์บอกผมว่ามิได้ยากเย็นแต่ประการใดเลย..

        เพียงครูใส่ใจและให้เวลา..ตลอตจนลงมือทำในทันที..ทำตั้งแต่วันนี้เพื่อให้วัฒนธรรมการอ่านเข้มแข็ง ทำให้เป็นอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของโรงเรียน เมื่อการอ่านเข้มแข็ง..สังคมแห่งการเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้น “คุณภาพ”ของเด็กและเยาวชนของชาติก็จะตามมาอย่างที่ไม่ต้องสงสัย..

        ก่อนที่ท่านประธานในที่ประชุมฯจะกล่าวปิดการประชุม ได้ถามผู้เข้าร่วมประชุมว่า..มีความคิดเห็นอย่างไร? ได้ข้อสรุปอะไรบ้าง? สำหรับผมแล้วยังยืนยันในถ้อยคำเดิมว่า “นิสัยรักการอ่าน..แม้ว่าจะมีคู่มือและแผนงานโครงการแล้วก็ตาม แต่คนขับเคลื่อนที่ดีที่สุดก็คือ..ครูทุกคน”

        ผมในฐานะที่เป็น “ครู”คนหนึ่ง จึงมีความคิดอยู่เสมอว่า...”เมื่อไม่อ่านแล้วไยเล่าเจ้าจะรู้ ครูจึงสู้เพื่อเฝ้าสอนทักษะภาษา หวังให้เจ้ารักการอ่านที่ผ่านตา มีหัวใจใฝ่ค้นคว้า..พัฒนาตน”

        “ครูส่งเสริมให้เจ้าเน้นเป็นนิสัย อ่านทุกวันอ่านทุกวัยให้เกิดผล อ่านด้วยรักจักเพิ่มพูนคุณค่าคน ไม่สับสนสู่การเขียน..เรียนรู้ไว”

        “มาอ่านกันเถิดหนอครูรออยู่ เปิดประตูสู่หนังสืออันสดใส ท่องโลกกว้างสร้างปัญญาพาก้าวไกล ไม่ทิ้งใครในเส้นทาง..สร้างคนดี”

        เมื่อไม่อ่านแล้วไยเล่าเจ้าจะรู้ ครูจะอยู่เพื่อปลอบปลุกทุกวิถี จะปลูกฝังสร้างนิสัยให้เข้าที อ่านทุกที่ทุกเวลา..พายั่งยืน”

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๗  มกราคม  ๒๕๖๒

หมายเลขบันทึก: 659521เขียนเมื่อ 27 มกราคม 2019 13:29 น. ()แก้ไขเมื่อ 27 มกราคม 2019 13:29 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

 เพิ่มความเห็น
สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี