ธนาคารน้ำในบริบทของท้องถิ่น (ตอน 2)

ธนาคารน้ำในบริบทของท้องถิ่น (ตอน 2)

21 ธันวาคม 2561

ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]  

      การนำเสนอเรื่องธนาคารน้ำใต้ดิน(Groundwater Bank) เพียงบทเดียวอาจสร้างความสับสน หรือสร้างความไม่เข้าใจในเรื่องการนำน้ำใต้ดินมาใช้ เพราะในหลายเรื่องเป็นองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เอาแค่ชื่อเรียกก็สับสนแล้วว่าจะเรียกว่าอะไรดีที่สื่อความหมายง่าย ๆ บางท่านเสนอให้เรียกว่า “บ่อเก็บน้ำ” หรือ “บ่อเก็บน้ำใต้ดิน” จะเข้าใจง่ายกว่า หรือ พูดอธิบายอย่างง่ายว่าคือ “การขุดน้ำบาดาลมาใช้” แต่ลักษณะมันไม่ใช่บ่อ เมื่อน้ำมาบ่อก็จม กลายเป็นเหมือนที่เก็บน้ำ เป็นต้น จึงขอเติมต่อบทความนี้อีกสักหน่อย

แก้มลิงที่มองไม่เห็น

          ในองค์ความรู้เรื่อง “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ดังพระราชดำรัสว่า “น้ำคือชีวิต” เป็นต้นแบบที่นำมาประยุกต์จากแนวทางตามพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง “ศาสตร์พระราชาการเติมน้ำใต้ดิน” ในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นั่นเอง ที่ อปท. ถือเป็น “โครงการต้นแบบจัดการน้ำตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” [2] เพราะน้ำใต้ดินจะมีกระจายอยู่ทั่วประเทศทุกแห่ง เกษตรสามารถทำธนาคารน้ำใต้ดินได้ แต่ปรากฏว่าน้ำบาดาลเริ่มน้อยลง และส่งผลต่อธรรมชาติที่เปลี่ยนไป ด้วยศาสตร์พระราชาที่ผสมผสานกับวิถีชีวิตชาวบ้าน เป็นแก้มลิงที่มองไม่เห็น [3] การเติมน้ำบาดาล ในระดับตื้น 3 รูปแบบด้วยวิธีการทางธรรมชาติ (1) เติมน้ำฝนผ่านบ่อวง (2) เติมน้ำผ่านสระหรือคลองก้นรั่ว (3) เติมน้ำฝนผ่านหลังคา ลงสู่บ่อบาดาลระดับตื้น ด้วยประโยชน์ว่าธนาคารน้ำใต้ดินสามารถแก้ปัญหา 'น้ำท่วม-น้ำแล้ง' ได้อย่างยั่งยืน

เริ่มจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

ข่าวความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา บราซิล เกาหลีเหนือ รวมถึงประเทศไทย ช่วงปี 2558 เป็นผลจากปรากฏการณ์เกิด “เอลนีโญ” [4] ผิวน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยประมาณ 1.4 องศาเซลเซียสทั่วโลกยิ่งอุณหภูมิสูงเท่าไหร่ ปรากฏการณ์ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าปกติทำให้ประเทศต่างๆ เกิดภาวะภัยแล้ง ถือเป็นจุดที่ทุกฝ่ายหันมาร่วมมือกันแก้ปัญหาภัยแล้ง มีการคิดถึง “ธนาคารน้ำใต้ดิน” [5]

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2560 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา [6]โครงการธนาคารน้ำใต้ดินคืนความสมบูรณ์ให้แผ่นดินไทย ตั้งแต่ปี 2560 มีการนำไปทดลองได้ผลในชุมชนหมู่บ้านไทยเชื้อสายจีนฮ่อที่ติดชายแดนประเทศพม่าที่บ้านอรุโณทัย [7] ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งหมู่บ้านมักขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งเป็นอย่างยิ่ง จนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนดีขึ้นที่เคยเป็นแหล่งยาเสพติดมีน้ำใช้ได้ตลอดปี

ปัญหาอุปสรรคโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน

มีพื้นที่หลายแห่งที่มีน้ำใต้ดินจำนวนมาก แต่ไม่สามารถน้ำน้ำใต้ดินเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ ด้วยมีประเด็นปัญหาต่าง ๆ อาทิเช่น ปัญหาการกั้นทางน้ำใต้ดิน ปัญหาการทำธนาคารน้ำใต้ดินประเภทบ่อปิด ปัญหาการเติมน้ำบ่อปิด ปัญหาการทำธนาคารน้ำใต้ดินบ่อเปิดในเรื่องศักยภาพ และเรื่องงบประมาณดำเนินการของชาวบ้าน ปัญหาคุณภาพน้ำใต้ดิน ปัญหามลพิษน้ำเสียจากโรงงานขนาดใหญ่ โรงฆ่าสัตว์ บ่อขยะ หรือสารเคมีต่าง ๆ ในภาคการเกษตร หรือจากโรงงานอุตสาหกรรมที่อาจมีผลต่อคุณภาพน้ำใต้ดิน ฯลฯ

ปัญหาเรื่องดินเค็มน้ำเค็ม

ภาคอีสานบางพื้นที่สามารถขุดบ่อน้ำตื้นได้ ยกตัวอย่างเช่น อำเภอคูเมือง จ.บุรีรัมย์ อำเภอเทพารักษ์ จ.นครราชสีมา รวมอีกหลาย ๆ แห่ง ที่สามารถนำน้ำเหล่านี้สูบไปใช้เป็นระบบน้ำหยดในแปลงเกษตร บางแห่งไม่ต้องสูบด้วยซ้ำน้ำดันพุ่งออกมาเองสะดวกแก่การนำน้ำไปใช้หล่อเลี้ยงต้นพืช การปรับสภาพน้ำใต้ดินให้น้ำลงใต้ดินมากน้ำจืดลง เช่นทุ่งกุลาร้องไห้ เดิมเป็นดินเค็ม มีเกลือโปรแตส (โปรแตสเซียม)ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ทำให้ต้นไม้แข็งแรงเติบโต

ในพื้นที่บางแห่ง เป็นหย่อม ๆ (เป็นโซนๆ) น้ำใต้ดินดื่มได้ (ไม่เค็ม) เพราะ มีการซึมของน้ำลงดินเป็นปริมาณมาก ในขณะที่บริเวณใกล้ๆ กัน หรือ อีกโซนหนึ่ง (เป็นหย่อมๆเช่นกัน) น้ำใต้ดินกลับเค็ม ใช้ดื่มไม่ได้ เพราะหากปริมาณน้ำซึมลงใต้ดินมากก็มีผลทำให้น้ำจืดขึ้น

ตัวอย่างภูมิปัญญาชาวบ้านในการแก้ปัญหาบ่อน้ำตื้นที่เค็ม โดยการปล่อยให้น้ำผิวดิน หรือน้ำท่าไหลผ่านบ่อ ผลการทดลองเพียงประมาณสามปี น้ำที่ไหนผ่านบริเวณบ่อ และซึมลงใต้ดิน ส่งผลทำให้น้ำบ่อเค็มจืดลง จนกระทั่งใช้ดื่มได้ ถือเป็นการปรับสภาพน้ำเค็มแบบภูมิปัญญาชาวบ้านในแหล่งพื้นที่ที่น้ำบ่อเค็ม เช่นบางพื้นที่ในภาคอีสาน เพราะการปล่อยให้มีน้ำผิวดินลงใต้ดินมาก ๆ จะทำให้นำใต้ดินจืดลง ซึ่งในหลวงคิดวิธีเติมน้ำใต้ดินมานานเป็นสิบปีแล้ว ต่างชาติเอาแนวคิดนี้ไปใช้ด้วย

ในพื้นที่แห้งแล้ง จ.นครราชสีมา เช่น อำเภอโนนไทย อำเภอพระทองคำ อำเภอด่านขุนทด อำเภอบ้านเหลื่อม อำเภอบัวใหญ่ อำเภอคง อำเภอขามสะแกแสง เป็นต้น การเอาน้ำจืด(น้ำท่า) ไปกดดินเค็ม แล้วเอาน้ำไปทำประปาน่าจะทำได้ เพราะเพียงให้มีน้ำหลากไหลผ่านพื้นที่ เช่น น้ำฝน ก็ได้

ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายน้ำบาดาล

การใช้น้ำในปริมาณที่มากๆของสถานประกอบการอุตสาหกรรม หรือ กิจการอาบอบนวด เช่นใน กทม. เพราะการแอบสูบน้ำบาดาลมาใช้ในปริมาณมากหรือผิดกฎหมาย หรือขาดการควบคุม จะมีผลต่อการใช้น้ำใต้ดินบริเวณ กทม. และปริมณฑล แม้ว่า ใน กทม.ไม่น่าเป็นห่วง เพราะน้ำใต้ดินถูกเติมลงไปเองโดยธรรมชาติ ยกเว้นบริเวณ จ.สมุทรปราการ ที่น้ำเติมลงใต้ดินไม่ทันเพราะไหลลงทะเลไปก่อน

ปัญหาค่าใช้จ่ายการขุดและความลึกของตาน้ำ

          เนื่องจากการทำธนาคารน้ำใต้ดินใช้ได้เฉพาะบางพื้นที่ มีต้นทุนเสียค่าใช้จ่ายมาก ชาวบ้านที่ไม่มีทุนไม่มีเงินก็ไม่สามารถขุดได้ที่ยากแก่การเปิดหน้าดิน แม้ว่าบางพื้นที่แหล่งน้ำใต้ดินปกติอยู่ที่ระดับลึกน้อยกว่า 10 เมตร ระดับความลึกในแต่ละพื้นที่ก็ไม่เท่ากัน เช่น แถบจันทบุรี ขุดลึกลงดินแล้วเอาท่อขนาดใหญ่วางไลน์นอนประมาณร้อยเมตรก็ใช้น้ำได้ตลอดปี หรือ ริมอ่าวไทยที่ผิวดินลึกประมาณหกเมตรครึ่งก็มีน้ำใต้ดิน แต่ลึกลงไปจากนั้นเป็นชั้นดินเหนียวไม่มีน้ำ ซึ่งไม่ใช่ชั้นดินหินอุ้มน้ำ หรือ มีการขุดเจาะแถบจ.ฉะเชิงเทราลึกถึง 25 เมตรแต่ก็ไม่เจอน้ำใต้ดินเลย เป็นต้น

แต่สำหรับพื้นที่นั้นแตกต่างกัน บางพื้นที่ในภาคอีสานเป็นเหมืองเกลือขุดลึกไม่ได้ ยิ่งขุดลึกน้ำยิ่งเค็มเพราะมีแต่เกลือขุดตื้นดีกว่า แต่อาจไม่ถึงตาน้ำ บ่อเปิดทำไม่ได้ทุกที่ ส่วนใหญ่จะทำบนที่นา ดูว่าพื้นที่นั้นน้ำไต้ดินอยู่ลึกแค่ไหน หากลึกมากก็ทำไม่ได้เช่นลึกมากกว่า 10 เมตรก็ยังไม่มีน้ำ ตาน้ำบางแห่งลึกมากถึง 40 เมตร ที่ไม่สามารถขุดเปิดหน้าดินลงไปถึง นอกจากนี้บางพื้นที่อุดมสมบูรณ์แล้ว การเสียเงินขุดบ่ออีกอาจไม่ได้ประโยชน์ ก็ไม่ต้องทำธนาคารน้ำใต้ดิน

ปัญหาการเติมน้ำลงใต้ดิน

ธนาคารน้ำใต้ดินทั้งแบบบ่อปิดหรือบ่อเปิด มีบ่อเติมน้ำลักษณะแบบเดียวกันคือเป็นทรงกรวย บ่อปิดจะเลือกจุดใกล้อยู่ชุมชน หรือใกล้อาคาร เช่น ห้องน้ำ รางระบายน้ำ สนามหญ้า รางน้ำฝนจากหลังคาบ้าน ฯลฯ ที่ต้องปิดเพราะเป็นพื้นที่อยู่อาศัย ป้องกัน คน สัตว์ ตกลงไป แต่บ่อปิด จะขุดลงไม่ค่อยลึก

สำหรับแบบบ่อเปิดนั้น จะขุดกลางลำน้ำ บึง สระน้ำ โดยเจาะลงลึก อาศัยปริมาณน้ำกดลงไป หากเป็นดินอ่อน ร่วนซุย เม็ดโต หรือเป็นหิน กรวด ทราย หินแตกร่อง จะช่วยให้น้ำไหลลงใต้ดินดีขึ้น หรือในภูมิปัญญาโบราณการก่อสร้างปราสาทหิน และ อโรคยาศาลาของอาณาจักรขอมก็คือ บริเวณแหล่งน้ำรอบปราสาทเรียกว่า “บาราย” [8]หรือที่เก็บน้ำรอบปราสาทนั่นเอง

ปัญหาของบ่อระบบเปิด

ธนาคารน้ำใต้ดินเป็นวิธีการเก็บน้ำลงดิน “ระบบปิด” น้ำท่าจะซึมหายไปในบ่อที่ใส่วัสดุในการซับน้ำไว้ และใส่ท่อ 2-3 นิ้วไว้เป็นท่อระบาย แต่ “ระบบเปิด” ก็คือการขุดคูให้ลึกถึงตาน้ำ หรือถึงชั้นหินอุ้มน้ำ หรือที่เรียกว่า “หินตับควาย” น้ำก็จะไหลแทรกซึมไปตามหินอุ้มน้ำ แล้วไหลลงสู่ชั้นบาดาล เมื่อแหล่งน้ำใต้ดินมีการเชื่อมกันในระบบน้ำใต้ดินแล้วตามหลักและทิศทางน้ำทุกจุดน้ำจะดันกันตามหลักแรงดัน แรงเหวี่ยง เป็นกลไกในน้ำบาดาล ต้องอาศัยมวลน้ำสะสมด้วย

ความลึกตาน้ำต่างกัน เช่นที่ อำเภอน้ำยืน จ.อุบลราชธานี มีความลึกตาน้ำที่ประมาณ 10 เมตร (สะดือบ่อที่ 10 เมตร) และเปิดผิวด้านบนไว้ น้ำจะขึ้นลดตามสภาพตาน้ำใต้ดินธรรมชาติ แต่ระบบเปิดมีอันตรายหากคนพลัดตกลงไปเพราะน้ำลึก แต่อาจเลี้ยงปลาน้ำลึกไว้กินเช่นปลาบึกได้ ซึ่งเฉลี่ยแล้วน้ำจะระเหยไปเพียงวันละ 1 เซนติเมตรเท่านั้น บ่อเปิดจึงมีน้ำใช้ตลอดทั้งปีเพราะลึก แต่ที่อำเภอพาน จ.เชียงราย มีการทำบ่อเปิดหลายแห่ง พบว่าไม่ผ่านหน้าแล้งน้ำระเหยหมด ไม่มีน้ำมาเติม อาจเป็นเพราะน้ำใต้ดินไหลไปที่อื่น หรือกรณีเบื้องหลังการช่วยให้น้ำในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนลดลงอย่างเร็วก็ด้วยเทคนิคของ “ทีมธนาคารน้ำใต้ดิน” เป็นต้น

แต่ทั้งสองระบบ ก็ไม่ต่างจากการขุดบ่อน้ำทางใต้ หรือทางเหนือ ที่เรียกว่า “น้ำบ่อ” หรือทางอีสานเรียก “บ่อสร้าง” (น้ำสร้าง) ซึ่งจะต้องขุดลึกถึงตาน้ำลึกถึง 10-15 เมตร แล้วใส่ท่อซีเมนต์ขนาด 80-100-120-200 ซม. หรือท่อ 5 เมตร ที่ต้องใช้รถแมคโครขุดลึกและวางท่อกั้นดินเป็นชั้นๆ จนเลยผิวดิน สามารถดูดน้ำ (สูบน้ำ) ขายเชิงพาณิชย์ได้ และน้ำในบ่อก็ไม่แห้ง อาจมีปัญหาการวัดความคุ้มค่าในเชิงปริมาณ เนื่องจากเขต อปท.มีข้อจำกัดในพื้นที่ อาจยุ่งยาก นอกจากนี้ หากบริเวณพื้นที่ที่เหมาะสมในการทำธนาคารน้ำใต้ดินไปอยู่ในที่กรรมสิทธิ์เอกชนหวงห้าม ยิ่งจะวัดค่ายากมากขึ้น

ปัญหามลพิษ

สารพิษตกค้างที่มาจากพวกยาฆ่าแมลงอาจซึมลงไปกับน้ำไปอยู่ในบ่อด้วย เท่ากับว่าการทำธนาคารน้ำใต้ดินจะเป็นการนำสารพิษ สารเคมี หรือสิ่งเจือปนลงใต้ดินแบบไม่มีการกรอง แม้ว่าตามธรรมชาติส่วนหนึ่ง มันผ่านการกรองโดยชั้นดินชั้นหินอยู่แล้วก็ตาม เพราะการนำสารเคมีลงใต้ดิน อย่างรวดเร็วจะแผ่ขยายไปในวงกว้าง หากแถบนั้นเป็นเกษตรอินทรีย์ก็ไม่น่ามีปัญหา เนื่องจากน้ำที่มีสารเคมีจากนาข้าวจะไหลลงไปรวมกับน้ำใต้ดินได้ โดยเฉพาะหลายชุมชนยังมีการใช้น้ำบาดาลอยู่ เพราะยังไม่มีน้ำประปา

ตัวอย่างต้นแบบธนาคารน้ำใต้ดิน

ตัวอย่างการนำน้ำไหลลงใต้ดิน และเก็บไว้ที่สระน้ำ มีระบบบำบัด(เติมอากาศ) และสร้างระบบนิเวศน์ ตามแนวศาสตร์พระราชา เช่น สวนมิ่งมงคล [9]ริมถนนมิตรภาพ ต.ทับกวาง อำเภอแก่งคอย จ.สระบุรี ที่สร้างโดย บ.ปูนซีเมนต์นครหลวง หรือ โครงการโคกหนองนา [10]ศูนย์กสิกรรมเกษตรอินทรีย์ หรือ ตามศาสตร์พระราชา โดยอาจารย์ยักษ์  (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ในหลายจังหวัด

มีตัวอย่างธนาคารน้ำใต้ดินที่ประสบความสำเร็จอีกหลาย ๆ แห่งนอกจากต้นแบบที่ อำเภอน้ำยืน จ.อุบลราชธานี ที่ อบต.ขามเก่า อาทิเช่น อำเภอคุ้งตะเภา จ.อุตรดิตถ์, อบต.แม่ถอด อำเภอเถิน จ.ลำปาง, อบต.วังหามแห อำเภอขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร, ที่เขาขยาย อ.เมือง จ.ชัยนาท, อบต.ยางขี้นก อำเภอเขื่องใน จ.อุบลราชธานี, บ้านคำระหงษ์ ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จ.อุบลราชธานี, อบต.หนองแก้ว อำเภอเมือง จ.ศรีสะเกษ, โรงเรียนพุนพินวิทยาคม อำเภอพุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ฯลฯ เป็นต้น

หวังว่าข้อมูลนี้คงเพิ่มองค์ความรู้เรื่องธนาคารน้ำใต้ดินแก่คนท้องถิ่นได้ตามสมควร

[1] Phachern Thammasarangkoon & Watcharin Unarine, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 66 ฉบับที่ 15 วันศุกร์ที่ 21 -  วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม 2561, เจาะประเด็นร้อน อปท.หน้า 66 

[2] “การบริหารจัดการน้ำนั้นที่สำคัญคือจังหวะการปิด เปิด ระบาย หรือรับน้ำ เพราะน้ำเมื่อไหลไปแล้วไม่ไหลย้อนกลับขึ้นมาจะทำได้ต้องใช้พลังงานมาก นอกจากนี้หากเข้าใจธรรมชาติของน้ำอย่างถ่องแท้ไม่ใช่แค่การไหล ต้องเข้าใจตั้งแต่น้ำในมหาสมุทรที่อุณหภูมิเปลี่ยนต่างกัน จึงเกิดการไหลระเหยเป็นฝนตกลงมาบางส่วนซึมเป็นน้ำใต้ดิน ซึ่งหากเข้าใจศึกษาก็พัฒนาเขื่อนใต้ดิน แหล่งน้ำใต้ดินเหมือนที่เชียงดาวหรือแม่ฮ่องสอนและหากเข้าใจพืชชนิดต่าง ๆ ก็สามารถเลือกพืชมาปลูกให้ดูด ซับ ดึง สร้าง และรักษาความชื้นในแผ่นดินไว้ได้”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

วันที่ 30 กรกฎาคม 2553 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติโรงพยาบาลศิริราช

&ดู โครงการ อปท.ต้นแบบจัดการน้ำตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ธนาคารน้ำใต้ดิน), กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สิ่งที่ส่งมาด้วย 1), 21 พฤษภาคม 2561, http://www.dla.go.th/upload/document/type2/2018/5/19947_2_1526005667692.pdf

[3] แก้มลิงที่มองไม่เห็น , ข่าวเที่ยง NBT, 3 กันยายน 2560, https://www.youtube.com/watch?v=21BVRUn9cJQ

โดยนายทองปาน เผ่าโสภา เกษตรกร หมู่ที่ 14 บ้านหนองปลวก ตำบลหนองกุลา อำเภอบางระกำ จ.พิษณุโลก เป็นการเก็บน้ำช่วงน้ำหลากลงไว้ใต้ดิน   

[4] ลักษณะของเอลนีโญ ( El Niño) คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุณหภูมิผิวน้ำทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ที่เกิดขึ้นเฉลี่ยทุกห้าปี โดยอุ่นขึ้นหรือเย็นลงผิดปกติ ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ เอลนีโญทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ        

[5]ธนาคารน้ำใต้ดิน, กรมส่งเสริมการเกษตร, 4 สิงหาคม 2559, http://reportnews.doae.go.th/fileupload/pr_form/86_20160804044518.docx  

[6]ศาสตร์พระราชากับการเติมน้ำใต้ดิน, ห้องข่าว NBT, 11 สิงหาคม 2560, https://www.youtube.com/watch?v=svYyIL8zV2c 

& ศาสตร์พระราชา กับการเติมน้ำใต้ดิน, ข่าวค่ำNBT, NewsNBT THAILAND, 14 สิงหาคม 2560, https://www.youtube.com/watch?v=VguXKNlxHkg 

& ดร.เทอดศักดิ์ ชี้ !!ควรนำหลักธนาคารน้ำใต้ดินของในหลวงในรัฐกาลที่ 9 จะทำให้คนไทยรอดพ้นน้ำท่วม, 8 สิงหาคม 2561, https://www.vihok.com/?p=2302  

[7]ธนาคารน้ำใต้ดิน ของพระนิเทศศาสนคุณ ที่บ้านอรุโณทัย, 16 กันยายน 2560, https://www.youtube.com/watch?v=40Iz0RNwMUI     

[8] บาราย ( Baray)หรือ สระน้ำขนาดใหญ่ เป็นแหล่งเก็บน้ำที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบของอาณาจักรขอมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  บารายที่ใหญ่ที่สุด มีอยู่สองแห่งคือ บารายตะวันออก และ บารายตะวันตก ในเมืองพระนคร ประเทศกัมพูชา  ซึ่งแสดงความหมายถึงทะเลที่อยู่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ หรือใช้บารายเป็นแหล่งเก็บน้ำ สำหรับการชลประทานของไร่นา    

[9]เที่ยว 7 จุดสะดุดตา 'สวนมิ่งมงคล' สวนสวยด้วยพลังงานสะอาด,ไทยรัฐ, 12 กันยายน 2558, https://www.thairath.co.th/content/524270  

& สวนมิ่งมงคล จุดแวะพักสีเขียว ปอดของเมืองสระบุรี, Travel MThai, 17 กันยายน 2558, https://travel.mthai.com/blog/123149.html   

[10] 'โคก-หนอง -นา' ยกระดับสู่นโยบายรัฐ, ไทยโพสต์, 2 พฤษภาคม 2561, https://www.thaipost.net/main/detail/8363

เบื้องต้นได้มอบแบบมาตรฐาน โคก หนอง นา โมเดล จำนวนประมาณ 40 แบบให้กับกรมพัฒนาที่ดินไว้แจกจ่ายประชาชน ทั้ง  40 แบบ จะเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับที่ดินขนาดแบบ  3 ไร่ 5 ไร่ หรือ 10-15 ไร่  ที่เป็นโมเดลพื้นที่ขนาดเล็กก็เพราะ แนวคิดเรื่อง โคก หนอง นา นั้นที่จริงก็คือ เป็นการแปลงมาจากเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นการทำเกษตรในพื้นที่ขนาดจำกัด หรือขนาดเล็ก   

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ได้ไปที่ อบต.. (ลิ่นถิ่น).. ถามถึง.. ธนาคารน้ำ.. มีคำตอบว่า.. “ไม่เข้าใจ และไม่สามารถ.. ให้ความ กระจ่างได้.. เจ้าหน้าที่.. บอกว่า.. มีเอกสาร.. ส่งมา.. แต่.. ตอบโจทย์.. ไม่ได้.. (เออเนอะ.. เอ้อเร้อ.. เอ้อเต่อ)…. ก็ได้แต่เดินกุมขมับ.. กลับ.. บ้าน…. 5…