ขอให้ภาคภูมิใจกับการงานที่จะมีขึ้น ขอให้ภาคภูมิใจกับการงานในแบบปิดทองหลังพระ ขอให้ภาคภูมิใจ เพราะอย่างน้อยนิสิตก็ได้รู้มากกว่าการจัดเก็บขยะ การช่วยติดต่อสื่อสารระหว่างญาติกับบัณฑิต เพราะที่สุดแล้วนิสิตก็ได้เรียนรู้เรื่องราวของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มากขึ้น อีกทั้งยังได้รู้มากกว่านิสิตช่วยงานอีก 300-400 คนที่เป็นระบบและกลไกหลักของงานในพิธีด้วยซ้ำไป”

ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีการศึกษา 2560-2561  ทีม “เครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม”  (ทำดีเพื่อพ่อ ทำดีเพื่อแผ่นดิน)  และเครือข่ายนิสิต “๙ ต่อBefore After   ยังคงทำตัวเป็น "คนบ่อึดเวียก”  (ไม่ว่างงาน)  ด้วยการเปิดรับสมัครนิสิตจิตอาสา  เพื่อทำหน้าที่สำคัญๆ คือ

  • เก็บขยะ คัดแยกขยะ
  • บริการติดต่อญาติและบัณฑิตฟรีผ่านมือถือ โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย
  • จัดเรียงเก้าอี้รองรับญาติบัณฑิตตามจุดพักญาติ และจุดรับชมการถ่ายทอดสด
  • แนะนำเส้นทางและสถานที่สำคัญในมหาวิทยาลัยฯ

จะว่าไปแล้ว จริงๆ พวกเขาปักหมุดกิจกรรมมากกว่านี้  เช่น  การทำหน้าที่ “วินมอไซด์”  รับส่งบัณฑิตและญาติๆ  จากจุดจอดรถมายังหอประชุมฯ แต่กิจกรรมนี้ผมไม่เห็นด้วย  เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งความปลอดภัยบนท้องถนน  และงบประมาณที่ว่าด้วยน้ำมันเชื่อเพลิง

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นในวันที่ 2 และ 4 ธันวาคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ในเมือง)   เบื้องต้นนิสิตนำแนวคิดและรูปแบบกิจกรรมมาหารือกับผม  จากนั้นผมแนะนำให้ทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบผู้บริหาร  เพราะในเนื้องานบางอย่างเกินขอบเขตที่ผมจะตัดสินใจได้  ถึงกระนั้นก็ไม่อาจเข้าพบได้  เพราะท่านมีภารกิจยุ่งเหยิงในหลายเรื่อง  

อย่างไรก็ตาม  ผมก็ไม่ได้หยุดนิ่ง หรือสกัดกระบวนการทำงานของนิสิตไว้แต่เพียงเท่านี้  ตรงกันข้ามกลับยืนยันด้วยตนเองเพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาพึงปรารถนา 

เช่นเดียวกับในบางเรื่อง  ผมก็พยายามหารือกับผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต  แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สามารถจัดหารถยนต์มหาวิทยาลัยนำส่งนิสิตในราว 30 คนนี้ได้เลย  เพราะรถที่มีอยู่ต้องรองรับนิสิตช่วยงาน 300-400 คน  ซึ่งต้องวิ่งวนรับ-ส่งอยู่หลายรอบ  

และผมก็ยังยืนยันหนักแน่น  ด้วยการไม่อนุญาตให้นิสิต “ขับมอไซด์”  ไปกันเอง  แต่แนะนำ (สั่งการ)  ให้เช่าเหมารถสองแถวไปรับ-ไปส่ง 

เอาจริงๆ เลยนะ  การงานครั้งนี้  ไม่มีงบประมาณจากสถาบันมาสนับสนุน  นิสิตทำงาน “จิตอาสา”  ในแบบ “ใจนำพาศรัทธานำทาง”  ล้วนๆ นับตั้งแต่ค่าเช่าเหมารถ  ค่าข้าวค่าน้ำ  รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตนเอง  โดยไม่ผูกติดเป็นภาระกับสถาบัน  เพราะรู้แก่ใจว่าสถาบันมีงานใหญ่ให้แบกหามอย่างหนักหน่วงอยู่แล้ว –

สำหรับผมแล้ว  นี่คือ วีถี “จิตอาสา” หรือ “จิตสาธารณะ”  ที่ผมอดชื่นชมไม่ได้  สมแล้วกับที่ทำงานในแบบฉบับ  “ทำดีเพื่อพ่อ (หลวง) ทำดีเพื่อแผ่นดิน”   ซึ่งเป็นการทำดีโดยปราศจากเงื่อนไข  เป็นการทำดีในลักษณะ “ปิดทองหลังพระ”



ก่อนการงานที่ว่านี้จะเริ่มต้นขึ้น  ผมพาแกนนำตะลุยพื้นที่ด้วยตนเองถึง 2 ครั้งเลยทีเดียว -

ผมพานิสิต “ไปดูให้เห็นกับตา” ว่าพื้นที่ตรงไหนสามารถจัดกิจกรรมอะไรได้บ้าง  - พื้นที่ตรงไหน คืออะไร -  พื้นที่ตรงไหนมีใครกำกับดูแล

เช่นเดียวกับการพานิสิตไปพบปะ “ผู้อำนวยการกองอาคารสถานที่”  เพื่อบอกกล่าวและขออนุญาตในการเข้าหนุนเสริมกิจกรรมเรื่องการจัดการขยะ  พร้อมๆ กับการหารือจุดพักวางขยะ  รวมถึงการขอความอนุเคราะห์ “ถุงดำ”  เพื่อบรรจุขยะ

นอกจากนั้นยังรวมถึงการ “ยกสาย”  ถึง “ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์และกิจการต่างประเทศ”  เพื่อขอหารือเกี่ยวกับพื้นที่ตั้งให้บริการ “โทรติดต่อ” ระหว่างญาติกับบัณฑิต – ครั้นถึงเวลาทำงานจริงๆ  ผมก็เดินไปส่งมอบนิสิตให้กับทางเจ้าหน้าที่ด้วยมือของผมเอง  มิใช่ปล่อยให้นิสิต “บินเดี่ยว”  ไปด้วยตนเอง ประหนึ่งคนไร้ราก และไร้ที่มา

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น  ผมมีนัยสำคัญของการสร้างการเรียนรู้อยู่หลายเรื่อง  ทั้งการสอนให้นิสิตได้รู้ถึงโครงสร้างการทำงานว่าในงานครั้งนี้ใครเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง  สอนให้นิสิตวิเคราะห์พื้นที่การทำงาน  วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของกิจกรรมกับพื้นที่และเวลา  เรียนรู้ถึงสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้  โดยเฉพาะการย้ำว่าในความเ็นจริงของโลกและชีวิตนั้น  เราไม่สามารถทำในสิ่งที่อยากทำได้ทุกเรื่อง  ฯลฯ 



กรณีวันที่ 4 ธันวาคม 2561 (วันรับจริง)  นิสิตจิตอาสาทั้งหมดขึ้นรถสองแถวในตอนตี 4 (04.00 น.) ณ เขตพื้นที่ตั้งขามเรียง  พวกเขามาถึงจุดนัดหมาย ณ เขตพื้นที่ตั้งในเมืองในเวลาเกือบๆ จะ 04.30 น. โดยเลือกเอา “หอพระ” เป็นศูนย์อำนวยการเชิงรุกของตนเอง  

ในระยะแรกผมไม่ได้เข้าไปจัดแจงอะไร  ปล่อยให้แกนนำได้ทำงานกันเอง  ทั้งการชี้แจงระบบงาน  การแจกข้าวปลาอาหารเพื่อ “ทานรองท้อง”  จากนั้นก็ให้แต่ละคนพักผ่อนตามอัธยาศัย  ก่อนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง 

ด้วยความที่ยังเหลือเวลาอีกมาก  แกนนำไม่รู้จะขยับยังไงต่อ  

พอแกนออกอาการเก้ๆ กังๆ เช่นนั้น  ผมจึงเข้าไปจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง  เริ่มจากการให้นิสิตนั่งล้อมวงหันหน้าเข้าหากัน   ให้แต่ละคนแนะนำตัวเอง   ถามทักถึงวัตถุประสงค์ของการเข้ามาทำงานจิตอาสาในครั้งนี้  จากนั้นผมก็ “เล่าเรื่อง” เพื่อสร้างมูลค่าของการเรียนรู้คู่บริการในครั้งนี้ให้นิสิตได้รับรู้-รับฟัง

เท่าที่จำได้ก็มีหลายสิ่งที่ผมพูดถึงในวันนั้น เป็นต้นว่า

  • อย่าน้อยใจว่าการงานในครั้งนี้ว่าเป็นแค่การเก็บขยะ
  • อย่าน้อยใจว่าการงานในครั้งนี้เป็นเหมือนคนชายขอบ  
  • อย่าน้อยใจว่าการงานในครั้งนี้เป็นงานเหลือเลือก  
  • อย่าน้อยใจว่าการงานในครั้งนี้  เป็นงานของคนที่ไม่สำคัญ  เพราะไม่มีใครมาสนับสนุนสวัสดิการอันเป็นข้าวปลาอาหาร น้ำดื่ม รถรา เหมือนนิสิตอีก 300-400  คนที่มีระบบและกลไกรองรับ จนสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่านิสิตช่วยงาน คือกลุ่มที่ทำงานในนาม “มหาวิทยาลัย” อย่างถูกต้องเป็นทางการ
  • อย่าน้อยใจว่าการงานในครั้งนี้จะไม่ได้เข้าไปใกล้ๆ หอประชุมฯ  หรือบริเวณพิธีหลัก  อันหมายถึงได้เสพสัมผัสบรรยากาศอย่างใกล้ชิด
  • ฯลฯ

แน่นอนครับ  ผมพูดปลุกเร้าเช่นนั้นจริงๆ  ทว่าเป็นการปลุกเร้าจากใจอันบริสุทธิ์   เพราะต้องการให้นิสิตมี “ทัศนคติที่ดี” ต่อการงานที่พวกเขาเลือกที่จะมาทำ และเชื่อมั่นว่าการงานของตนเองมีความหมาย  มีค่าและมีมูลค่า –

นอกจากนั้น  ผมยังสร้างกระบวนการเรียนรู้อื่นๆ เข้ามาหนุนเสริมในแบบฉบับ “ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้และการเรียนรู้”  หรือ “ไม่มีที่ใดปราศจากตำนานและเรื่องเล่า”  กล่าวคือ  ผมเล่าเรื่องราวของสถานที่สำคัญๆ ของเขตพื้นที่ตั้งในเมืองให้นิสิตได้เรียนรู้ความเป็น “ตัวตน-ประวัติศาสตร์” ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ตั้งแต่ยุค มศว มหาสารคาม สืบมาจนยุคปัจจุบัน

สิ่งที่ผมเล่า  ผมมุ่งเน้นไปยังสถานที่สำคัญที่มีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของนิสิตแต่ละยุค  เช่น อาคาร 1 อาคาร 2 อาคาร 3 อาคาร 4 โรงอาหาร  หอพัก  อาคารโภชนาคาร  สนามฟุตบอล  สวนป่า  สวนพฤกษศาสตร์  สำนักคอมพิวเตอร์  อาคารไม้ที่ทำการชมรมพุทธศาสน์  สามแยกปากหมา  ศาลพระภูมิ  สโมสรอาจารย์  ห้วยคะคาง โรงเรียนคณาสวัสดิ์  อาคารที่ทำการ “วงแคน”  ฯลฯ

นอกจากนั้นยังบอกเล่าเรื่องราวอันเป็นกิจกรรมสำคัญๆ ในอดีตที่เกี่ยวโยงกับสถานที่ข้างต้น  เช่น  ไหว้ครู  ลอยกระทง  รับน้อง  รับน้องรถไฟ  ส่งเทียนส่องทาง ฯลฯ

เชื่อไหมครับ – พอเล่าเสร็จ  ผมถามนิสิตแต่ละคนว่า “รู้เรื่องเล่าเหล่านี้บ้างไหม”  ซึ่งนิสิตทุกคนตอบว่า “ไม่เคยรู้มาก่อนเลย”

เชื่อไหมครับ – นิสิตหลายต่อหลายคนเรียนที่ “มอเก่า” (เขตพื้นที่ตั้งในเมือง)  หลายคนพักอาศัยที่นี่  แต่กลับไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้เลย

ที่สุดแล้ว  ผมจึงสรุปประมาณว่า  “ขอให้ภาคภูมิใจกับการงานที่จะมีขึ้น  ขอให้ภาคภูมิใจกับการงานในแบบปิดทองหลังพระ  ขอให้ภาคภูมิใจ  เพราะนิสิตก็ได้รู้อะไรมากกว่าการจัดเก็บขยะและการช่วยติดต่อสื่อสารระหว่างญาติกับบัณฑิต   อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้เรื่องราวของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มากขึ้น  อีกทั้งยังได้รู้มากกว่านิสิตช่วยงานอีก 300-400 คนที่เป็นระบบและกลไกหลักของงานในพิธีด้วยซ้ำไป”

และที่ลืมไม่ได้  ผมยังฝากให้นิสิตได้เรียนรู้บรรยากาศต่างๆ จากบริบทการทำงานของตนเอง  ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย  คำสนทนา  ภาษา  การกินอยู่ของญาติๆ บัณฑิต  เพราะสิ่งเหล่านี้มันมีคุณค่าและความหมายอย่างมหาศาลต่อตัวของพวกเขา  เพราะนั่นคือการเรียนรู้ตัวเองผ่านความเป็นตัวตนของตนอื่น –

ทั้งหลายทั้งปวงนี้  คือส่วนหนึ่งที่ผมพบปะและพูดคุย  หรือสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับนิสิตจิตอาสา


ภาพ : เครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม/ ต่อBefore After/พนัส  ปรีวาสนา
เขียน : พุธที่ 12 ธันวาคม 2561