ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีการศึกษา 2560-2561 ทีม “เครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม” (ทำดีเพื่อพ่อ ทำดีเพื่อแผ่นดิน) และเครือข่ายนิสิต “๙ ต่อBefore After” ยังคงทำตัวเป็น "คนบ่อึดเวียก” (ไม่ว่างงาน) ด้วยการเปิดรับสมัครนิสิตจิตอาสา เพื่อทำหน้าที่สำคัญๆ คือ
- เก็บขยะ คัดแยกขยะ
- บริการติดต่อญาติและบัณฑิตฟรีผ่านมือถือ โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย
- จัดเรียงเก้าอี้รองรับญาติบัณฑิตตามจุดพักญาติ และจุดรับชมการถ่ายทอดสด
- แนะนำเส้นทางและสถานที่สำคัญในมหาวิทยาลัยฯ

จะว่าไปแล้ว จริงๆ พวกเขาปักหมุดกิจกรรมมากกว่านี้ เช่น การทำหน้าที่ “วินมอไซด์” รับส่งบัณฑิตและญาติๆ จากจุดจอดรถมายังหอประชุมฯ แต่กิจกรรมนี้ผมไม่เห็นด้วย เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งความปลอดภัยบนท้องถนน และงบประมาณที่ว่าด้วยน้ำมันเชื่อเพลิง

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นในวันที่ 2 และ 4 ธันวาคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ในเมือง) เบื้องต้นนิสิตนำแนวคิดและรูปแบบกิจกรรมมาหารือกับผม จากนั้นผมแนะนำให้ทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบผู้บริหาร เพราะในเนื้องานบางอย่างเกินขอบเขตที่ผมจะตัดสินใจได้ ถึงกระนั้นก็ไม่อาจเข้าพบได้ เพราะท่านมีภารกิจยุ่งเหยิงในหลายเรื่อง
อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ได้หยุดนิ่ง หรือสกัดกระบวนการทำงานของนิสิตไว้แต่เพียงเท่านี้ ตรงกันข้ามกลับยืนยันด้วยตนเองเพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาพึงปรารถนา
เช่นเดียวกับในบางเรื่อง ผมก็พยายามหารือกับผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สามารถจัดหารถยนต์มหาวิทยาลัยนำส่งนิสิตในราว 30 คนนี้ได้เลย เพราะรถที่มีอยู่ต้องรองรับนิสิตช่วยงาน 300-400 คน ซึ่งต้องวิ่งวนรับ-ส่งอยู่หลายรอบ
และผมก็ยังยืนยันหนักแน่น ด้วยการไม่อนุญาตให้นิสิต “ขับมอไซด์” ไปกันเอง แต่แนะนำ (สั่งการ) ให้เช่าเหมารถสองแถวไปรับ-ไปส่ง

เอาจริงๆ เลยนะ การงานครั้งนี้ ไม่มีงบประมาณจากสถาบันมาสนับสนุน นิสิตทำงาน “จิตอาสา” ในแบบ “ใจนำพาศรัทธานำทาง” ล้วนๆ นับตั้งแต่ค่าเช่าเหมารถ ค่าข้าวค่าน้ำ รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตนเอง โดยไม่ผูกติดเป็นภาระกับสถาบัน เพราะรู้แก่ใจว่าสถาบันมีงานใหญ่ให้แบกหามอย่างหนักหน่วงอยู่แล้ว –
สำหรับผมแล้ว นี่คือ วีถี “จิตอาสา” หรือ “จิตสาธารณะ” ที่ผมอดชื่นชมไม่ได้ สมแล้วกับที่ทำงานในแบบฉบับ “ทำดีเพื่อพ่อ (หลวง) ทำดีเพื่อแผ่นดิน” ซึ่งเป็นการทำดีโดยปราศจากเงื่อนไข เป็นการทำดีในลักษณะ “ปิดทองหลังพระ”

ก่อนการงานที่ว่านี้จะเริ่มต้นขึ้น ผมพาแกนนำตะลุยพื้นที่ด้วยตนเองถึง 2 ครั้งเลยทีเดียว -
ผมพานิสิต “ไปดูให้เห็นกับตา” ว่าพื้นที่ตรงไหนสามารถจัดกิจกรรมอะไรได้บ้าง - พื้นที่ตรงไหน คืออะไร - พื้นที่ตรงไหนมีใครกำกับดูแล
เช่นเดียวกับการพานิสิตไปพบปะ “ผู้อำนวยการกองอาคารสถานที่” เพื่อบอกกล่าวและขออนุญาตในการเข้าหนุนเสริมกิจกรรมเรื่องการจัดการขยะ พร้อมๆ กับการหารือจุดพักวางขยะ รวมถึงการขอความอนุเคราะห์ “ถุงดำ” เพื่อบรรจุขยะ
นอกจากนั้นยังรวมถึงการ “ยกสาย” ถึง “ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์และกิจการต่างประเทศ” เพื่อขอหารือเกี่ยวกับพื้นที่ตั้งให้บริการ “โทรติดต่อ” ระหว่างญาติกับบัณฑิต – ครั้นถึงเวลาทำงานจริงๆ ผมก็เดินไปส่งมอบนิสิตให้กับทางเจ้าหน้าที่ด้วยมือของผมเอง มิใช่ปล่อยให้นิสิต “บินเดี่ยว” ไปด้วยตนเอง ประหนึ่งคนไร้ราก และไร้ที่มา

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ผมมีนัยสำคัญของการสร้างการเรียนรู้อยู่หลายเรื่อง ทั้งการสอนให้นิสิตได้รู้ถึงโครงสร้างการทำงานว่าในงานครั้งนี้ใครเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง สอนให้นิสิตวิเคราะห์พื้นที่การทำงาน วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของกิจกรรมกับพื้นที่และเวลา เรียนรู้ถึงสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ โดยเฉพาะการย้ำว่าในความเ็นจริงของโลกและชีวิตนั้น เราไม่สามารถทำในสิ่งที่อยากทำได้ทุกเรื่อง ฯลฯ

กรณีวันที่ 4 ธันวาคม 2561 (วันรับจริง) นิสิตจิตอาสาทั้งหมดขึ้นรถสองแถวในตอนตี 4 (04.00 น.) ณ เขตพื้นที่ตั้งขามเรียง พวกเขามาถึงจุดนัดหมาย ณ เขตพื้นที่ตั้งในเมืองในเวลาเกือบๆ จะ 04.30 น. โดยเลือกเอา “หอพระ” เป็นศูนย์อำนวยการเชิงรุกของตนเอง
ในระยะแรกผมไม่ได้เข้าไปจัดแจงอะไร ปล่อยให้แกนนำได้ทำงานกันเอง ทั้งการชี้แจงระบบงาน การแจกข้าวปลาอาหารเพื่อ “ทานรองท้อง” จากนั้นก็ให้แต่ละคนพักผ่อนตามอัธยาศัย ก่อนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
ด้วยความที่ยังเหลือเวลาอีกมาก แกนนำไม่รู้จะขยับยังไงต่อ
พอแกนออกอาการเก้ๆ กังๆ เช่นนั้น ผมจึงเข้าไปจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง เริ่มจากการให้นิสิตนั่งล้อมวงหันหน้าเข้าหากัน ให้แต่ละคนแนะนำตัวเอง ถามทักถึงวัตถุประสงค์ของการเข้ามาทำงานจิตอาสาในครั้งนี้ จากนั้นผมก็ “เล่าเรื่อง” เพื่อสร้างมูลค่าของการเรียนรู้คู่บริการในครั้งนี้ให้นิสิตได้รับรู้-รับฟัง

เท่าที่จำได้ก็มีหลายสิ่งที่ผมพูดถึงในวันนั้น เป็นต้นว่า
- อย่าน้อยใจว่าการงานในครั้งนี้ว่าเป็นแค่การเก็บขยะ
- อย่าน้อยใจว่าการงานในครั้งนี้เป็นเหมือนคนชายขอบ
- อย่าน้อยใจว่าการงานในครั้งนี้เป็นงานเหลือเลือก
- อย่าน้อยใจว่าการงานในครั้งนี้ เป็นงานของคนที่ไม่สำคัญ เพราะไม่มีใครมาสนับสนุนสวัสดิการอันเป็นข้าวปลาอาหาร น้ำดื่ม รถรา เหมือนนิสิตอีก 300-400 คนที่มีระบบและกลไกรองรับ จนสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่านิสิตช่วยงาน คือกลุ่มที่ทำงานในนาม “มหาวิทยาลัย” อย่างถูกต้องเป็นทางการ
- อย่าน้อยใจว่าการงานในครั้งนี้จะไม่ได้เข้าไปใกล้ๆ หอประชุมฯ หรือบริเวณพิธีหลัก อันหมายถึงได้เสพสัมผัสบรรยากาศอย่างใกล้ชิด
- ฯลฯ

แน่นอนครับ ผมพูดปลุกเร้าเช่นนั้นจริงๆ ทว่าเป็นการปลุกเร้าจากใจอันบริสุทธิ์ เพราะต้องการให้นิสิตมี “ทัศนคติที่ดี” ต่อการงานที่พวกเขาเลือกที่จะมาทำ และเชื่อมั่นว่าการงานของตนเองมีความหมาย มีค่าและมีมูลค่า –
นอกจากนั้น ผมยังสร้างกระบวนการเรียนรู้อื่นๆ เข้ามาหนุนเสริมในแบบฉบับ “ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้และการเรียนรู้” หรือ “ไม่มีที่ใดปราศจากตำนานและเรื่องเล่า” กล่าวคือ ผมเล่าเรื่องราวของสถานที่สำคัญๆ ของเขตพื้นที่ตั้งในเมืองให้นิสิตได้เรียนรู้ความเป็น “ตัวตน-ประวัติศาสตร์” ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งแต่ยุค มศว มหาสารคาม สืบมาจนยุคปัจจุบัน
สิ่งที่ผมเล่า ผมมุ่งเน้นไปยังสถานที่สำคัญที่มีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของนิสิตแต่ละยุค เช่น อาคาร 1 อาคาร 2 อาคาร 3 อาคาร 4 โรงอาหาร หอพัก อาคารโภชนาคาร สนามฟุตบอล สวนป่า สวนพฤกษศาสตร์ สำนักคอมพิวเตอร์ อาคารไม้ที่ทำการชมรมพุทธศาสน์ สามแยกปากหมา ศาลพระภูมิ สโมสรอาจารย์ ห้วยคะคาง โรงเรียนคณาสวัสดิ์ อาคารที่ทำการ “วงแคน” ฯลฯ

นอกจากนั้นยังบอกเล่าเรื่องราวอันเป็นกิจกรรมสำคัญๆ ในอดีตที่เกี่ยวโยงกับสถานที่ข้างต้น เช่น ไหว้ครู ลอยกระทง รับน้อง รับน้องรถไฟ ส่งเทียนส่องทาง ฯลฯ
เชื่อไหมครับ – พอเล่าเสร็จ ผมถามนิสิตแต่ละคนว่า “รู้เรื่องเล่าเหล่านี้บ้างไหม” ซึ่งนิสิตทุกคนตอบว่า “ไม่เคยรู้มาก่อนเลย”
เชื่อไหมครับ – นิสิตหลายต่อหลายคนเรียนที่ “มอเก่า” (เขตพื้นที่ตั้งในเมือง) หลายคนพักอาศัยที่นี่ แต่กลับไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้เลย

ที่สุดแล้ว ผมจึงสรุปประมาณว่า “ขอให้ภาคภูมิใจกับการงานที่จะมีขึ้น ขอให้ภาคภูมิใจกับการงานในแบบปิดทองหลังพระ ขอให้ภาคภูมิใจ เพราะนิสิตก็ได้รู้อะไรมากกว่าการจัดเก็บขยะและการช่วยติดต่อสื่อสารระหว่างญาติกับบัณฑิต อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้เรื่องราวของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มากขึ้น อีกทั้งยังได้รู้มากกว่านิสิตช่วยงานอีก 300-400 คนที่เป็นระบบและกลไกหลักของงานในพิธีด้วยซ้ำไป”
และที่ลืมไม่ได้ ผมยังฝากให้นิสิตได้เรียนรู้บรรยากาศต่างๆ จากบริบทการทำงานของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย คำสนทนา ภาษา การกินอยู่ของญาติๆ บัณฑิต เพราะสิ่งเหล่านี้มันมีคุณค่าและความหมายอย่างมหาศาลต่อตัวของพวกเขา เพราะนั่นคือการเรียนรู้ตัวเองผ่านความเป็นตัวตนของตนอื่น –

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ คือส่วนหนึ่งที่ผมพบปะและพูดคุย หรือสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับนิสิตจิตอาสา

ภาพ : เครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม/๙ ต่อBefore After/พนัส ปรีวาสนา
เขียน : พุธที่ 12 ธันวาคม 2561
-สวัสดีครับอาจารย์-อย่าน้อยใจในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เพราะไม่แน่ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในใจของใครหลายๆ คน-ขอเพียงทำตามหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบให้ดีที่สุดฟันเฟืองแห่งพลังกาย พลังใจ ก็จะก่อเกิดขึ้น-ผมชื่นชอบการสอนการแนะแนวทางของการทำงานจิตอาสาของอาจารย์อยู่เสมอๆ ครับ-ความปลอดภัยต้องมาก่อน…สิ่งนี้คือหัวใจของการทำงานนะครับ-หากมีโอกาสคงได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตกัน ณ ที่ใดสักแห่งบนโลกใบนี้-ด้วยความระลึกถึงผู้ที่ไม่เคยพบหน้าเจอตา..ขอรับ.
ครับ อาจารย์เพชรน้ำหนึ่ง
จะว่าไปแล้ว กิจกรรมครั้งนี้ นิสิต “คิดการณ์ใหญ่” หลายเรื่อง อันหมายถึงออกแบบกิจกรรมรองรับอย่างหลากหลาย และมีพลังใจอย่างเหลือล้นในการที่จะขับเคลื่อน ส่วนหนึ่งคงได้ไอเดียมาจากจิตอาสา “วินมอไซด์” จากท้องสนามหลวง เมื่อครั้ง “พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต” นั่นเอง
แต่ทั้งปวง ผมก็พยายามสื่อสารแบบความนัยให้เขาได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่อยากทำ มันทำไม่ได้เสียทั้งหมด มันมีเงื่อนไขมากมาย หรือกระทั่งสอนให้เขารู้ว่าแม้แต่มหาวิทยาลัยเองก็เถอะก็ตัดสินใจในบางเรื่องไม่ได้ ต้องรอหารือจากภาคส่วนภายนอก เพราะเป็น “งานใหญ่”
สิ่งเหล่านี้เหมือนสอนได้อย่างเสียอย่างไปในตัว - ด้วยเช่นกัน
ขอบพระคุณครับ