ย้อนหลังไปสิบปี เมื่อเริ่มมีลูกชายคนแรก ดิฉันรู้ตัวว่าต้องเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมกับเขา ด้วยภาษาของเขา ไม่ใช่ภาษาของเรา ประสบการณ์เลวร้ายที่ดิฉันไม่เคยลืมเลยก็คือเมื่อเรียนจบมาใหม่ๆ งานแรกที่ดิฉันอยากทำคือการเป็นครู คิดว่าตัวเองรักเด็ก (โดยไม่ได้เป็นนางงาม) และชอบดนตรี ก็ได้เป็นครูสอนนักเรียนมัธยมปลายในโรงเรียนราชนิกูลเก่าแก่แห่งหนึ่ง สอนทั้งวิชาหลักคือ สังคมศึกษา วิชาเลือกคือสายศิลปะและดนตรีอย่างที่ชอบ ในขณะนั้นมีหลักสูตรดนตรีสากล และเผอิญว่าเป็นครูคนเดียวที่ได้เรียนโน้ตสากลมาด้วย จึงได้รับการขอร้องให้ไปช่วยสอนนักเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่ง ในเวลา 7 คาบเรียนอาทิตย์ละ 1 ชั่วโมง แรกๆ เด็กๆ ตื่นเต้นกับดิฉันมาก ด้วยความเป็นครูใหม่ ยังดูวัยรุ่น ดิฉันก็ตื่นเต้นกับพวกเขาพอๆ กัน วันแรกผ่านไปอย่างชื่นมื่น แต่วันต่อๆ มาดิฉันเริ่มเครียดที่ไม่สามารถสอนให้พวกเขาจำโน้ตแค่ 7 ตัวบนบันทัด 5 เส้น ที่คิดว่าง่ายแสนง่าย ดิฉันเริ่มมีอารมณ์เพราะใกล้หมดเวลา 7 คาบตามเป้าหมายแต่พวกเขายังอ่านโน้ตไม่ได้เลย

จากความสนุกสนานกลายเป็นความเครียด และมีสาวน้อยผู้กล้าหาญคนหนึ่งลุกขึ้นยืนตะโกนใส่หน้าดิฉันว่า"ครูใจร้าย หนูเกลียดครู"

ดิฉันจึงได้เรียนรู้ครั้งแรกว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่มีแค่ความรู้จะเป็นครูที่ดี โดยเฉพาะครูที่ต้องจับมือเขียนตัวอักษรตัวแรก

ความเป็นผู้ใฝ่รู้ ดิฉันมั่นใจว่าดิฉันมีความรู้และพยายามอย่างยิ่งที่จะให้ความรู้กับนักเรียนของดิฉัน

แต่นักเรียนส่วนใหญ่ของดิฉันสอบตก และออกปากว่าวิชาที่ดิฉันสอนทุกวิชายากมาก

วันนี้ดิฉันเข้าใจแล้วว่าตัวเองไม่ได้สร้างความรักในการเรียนรู้ให้นักเรียนเลย แม้ว่าจะมีความรู้และรักพวกเขา แต่ขาดศิลปะในการถ่ายทอดโดยสิ้นเชิง

เมื่อดิฉันมีลูก จึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ที่จะทำความเข้าใจในการที่จะสื่อสารกับเขา การ์ตูนจึงเป็นสื่อแรกทีคิดว่าใกล้ตัวเด็กที่สุด แม้ว่าเดิมจะไม่เคยสนใจดูการ์ตูนเลยก็ตาม ดิฉันจึงได้รู้จักบาร์นี หมีพูห์ เอลโม คุณบ๊อบ เดอะบิวเดอร์ ฯลฯ ซึ่งต้องยอมรับว่าการ์ตูนต่างประเทศเหล่านั้นมีวิธีสอนที่ละเอียดอ่อน และทำการบ้านมากกว่าการ์ตูนไทย การย่อยความรู้ให้กับเด็กๆ ทำได้อย่างแนบเนียนมาก และยิ่งทำให้ดิฉันเห็นความผิดพลาดในการเป็นครูดนตรีของตัวเองมากขึ้นเมื่อดู เอลโมตอนที่สอนให้เด็กเข้าใจในการบอกเล่าของเครื่องดนตรี และการตีความเพลงจากวงออเครสตร้า

บาร์นี ตัวไดโนเสาร์สีม่วงที่สร้างจินตนาการไม่รู้จบให้กับเด็กๆ สอนให้เด็กมีความรัก ความเข้าใจในกันและกัน ก็เป็นตัวการ์ตูนที่น่าประทับใจ ลูกชายได้รู้จักบาร์นีตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบจนปัจจุบัน 12 ขวบก็ยังชอบอยู่ เมื่อวันอาทิตย์ปลายเดือนพฤศจิกายน มีการแสดงสดของบาร์นีที่สยามพารากอน ดิฉันพาเขาไปดู สิ่งทีได้เห็นไม่ใช่แค่ความสามารถในการเล่นโชว์ที่เร้าใจตลอดเวลา แต่เห็นความสุขของเด็กๆ ที่ประทับใจยิ่งกว่า

เวลาที่ดิฉันคุยกับลูก เราจะคุยกันโดยมีตัวละครเหล่านี้อยู่ด้วยเสมอ เช่น ทำใมหมีพูห์จึงทำอย่างนั้น บาร์นีทำอย่างนี้ ซึ่งทำให้เราเข้าถึงกันง่ายกว่า

น่าดีใจที่ตอนนี่การ์ตูนไทยก็พยายามสร้างสรรค์ขึ้นมาบ้างแล้ว แม้จะเป็นส่วนน้อยและยังไม่ดีเท่าก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

เช่นเดียวกับมีหนังสือที่ช่วยย่อยความรู้มากขึ้น ทำให้เข้าถึงความรู้ง่ายขึ้น เด็กสมัยนี้จึงนับว่าโชคดีจริงๆ และเป็นโชคดีของพ่อแม่และครูด้วยที่มีตัวช่วยมากขึ้น