สมัยก่อนขณะอยู่ชั้น ม.ศ.๑ ตั้งวงดนตรีกับเพื่อน ๆ ในละแวกบ้าน มีกลองที่ทำจากหนังยางลูกโป่ง มัดกับไห และภาชนะที่ทำให้เกิดเสียงหลายอย่าง เช่น ถ้วยจานข้าวเก่า ๆ ผมทำหน้าที่เล่น MOUTH ORGAN ช่วยทำนองและร้อง เล่นกันทุกวันหยุด จนชาวบ้านข้าง ๆ รำคาญบอกและไล่ให้เลิกก็มีหลายครั้ง             

         เมื่ออยู่ที่โรงเรียน มักถูกครูเรียกให้ไปร้องเพลงหน้าชั้นเรียนในชั่วโมง ขับร้อง ครูคงเห็นว่าชอบร้องเพลง เพลงที่ร้องมักเป็นเพลงของครูสุรพล สมบัติเจริญ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ  เพลิน พรมแดน ที่ไม่ค่อยร้องคือของ Man City Lion เพราะสำเนียงไม่รับกับใบหน้าครับ                 

        พอมาถึงช่วงหนึ่ง หัดเล่นกีต้าร์ ออร์แกนได้บ้างไม่ได้บ้าง ไปเล่นร้านอาหารแถวประตูช้างเผือกขณะเรียน ป.กศ.สูง ที่ วค.ชม. จบ ป.กศ.สูง ไปบรรจุเป็นครูมัธยม อาจารย์ใหญ่มอบหมายให้ช่วยกันสอนนักเรียน เลยแต่งเพลงให้นักเรียนเล่นหลายเพลง ช่วงสมัยเดียวกับ วงนกแล แต่ไม่มีโอกาสดัง(คงเป็นเพราะขาดการตลาด)                   

          ก่อนที่จะถึงปัจจุบันนี้...แต่งเพลงไว้หลายเพลงครับ ท่าน อ.พิชัย กรรณกุลสุนทร คณบดีคณะมนุษย์ มร.ชม ให้โอกาสนำเสนออย่างเป็นการเป็นงานหลายครั้ง ในงานของมหาวิทยาลัย ลองไปฟังที่เรียบเรียงเสียงประสานโดย อ.นิรุตร์  แก้วหล้า ที่  http://www.sakaraj.net นะครับ ลองคลิกฟังเพลงด้วยรัก อาทร และผูกพันที่นี่ครับ (http://www.sakaraj.net/songraj6.htm)

         สรุปการแต่งเพลงมันมีเหตุที่ต้องแต่งหลายกรณี๑.      รักและชอบที่จะเล่นดนตรี ขับร้องมาตั้งแต่เด็ก๒.    เมื่อคนรักหนีจากทำให้อกหัก เลยชอบร้องเพลง หัวใจเดาะมาตั้งแต่เด็ก ๆ ๓.    ได้รับมอบหมายทั้งจากผู้บังคับบัญชา และเพื่อนที่ขอให้ช่วยแต่ง เช่น เพลงประจำโรงเรียน เพลงประกอบงานเกษียณ เพลงประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เป็นต้น๔.    คิดจะแต่งก็แต่งทันที โดยไม่มีอิทธิพลใด ๆ ให้แต่ง ๕.    แต่งเพื่อชื่นชมธรรมชาติในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น เพลงนิราศเมืองพะเยา

การแต่งเพลงเป็นสุนทรียภาพทางดนตรี  มีหลักการเดียวกับการผลิตงานศิลปะด้านทัศนศิลป์ คือ ต้องรู้ มูลฐานเบื้องต้น และหลักการหรือทฤษฎีดนตรีอยู่บ้าง และต้องเกิดมาจากความชอบ..รัก...เรียนรู้...ศึกษา...ทดลอง...ปฏิบัติ...อย่างมีสมาธิ ใจจดจ่อสิ่งที่กำลังจะทำ ทุกคนทำได้แน่นอน...

                           จบเรื่องเล่าวันพ่อนี้ครับ