ดิฉันยืนคุยอยู่นานสองนาน....ทั้งๆที่เค้าแขวนป้ายชื่อว่า ชาญวิทย์....แต่ดิฉันก็เฝ้าเรียกเค้าว่า..."ครูนง"
ในงานมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ที่ผ่านมา...ดิฉันได้พบคนคนหนึ่งที่ดิฉันสรุปได้ว่าเป็นคนเดียวที่ ตัวจริงเหมือนรูปใน blog เดินออกมายังไง ยังงั๊น....เขาคือใคร

..คุณ "สิงห์ป่าสัก"
ส่วนอีกคนที่พบพร้อมๆกัน....ซึ่งเป็นที่มาของความเปิ่น...คือ

คุณ "ชาญวิทย์ นครศรี"
ดิฉั๊นยืนคุยอยู่นานสองนาน....ทั้งๆที่เค้าแขวนป้ายชื่อว่า ชาญวิทย์....แต่ดิฉันก็เฝ้าเรียกเค้าว่า..."ครูนง" เป็นไงคะมาถึงเมื่อไรครูนงขอถ่ายรูปนะคะครูนง....และมากันหลายคนมั๊ยคะครู....ทั้งหมดนั้นดิฉันคุยกับคุณชาญวิทย์ นครศรี...."ประมาณว่าสมองหวาน" กับครูนงจริงๆ เจอกันแต่ไม่กล้าพูดกันค่ะ..แค่โบกมือให้กันห่างๆ......เออ...แบบนี้ก็มีด้วย...
เสียดายจังไม่เจอคุณเมตตา .. เอาไว้ไป มอ. จะไม่พลาด เตรียมหลบให้ทันก็แล้วกันครับ
คิดว่ามีแต่เราที่เปิ่น คุณเมตตาก็เป็นด้วย ตนเองก็ไปทักคนผิดเหมือนกันค่ะ พาทีมไปสวัสดีซะอย่างสวยงาม เข้าใจว่าเป็น อาจารย์ Panda ที่แท้ก็ไม่ใช่ หน้าแตกไปเลย
ดีนา......ที่ยังไม่ถึงหลักสี่........
ไม่อย่างนั้นเข้าขั้น.......ก่ แล้ว
เจอคนเปิ่นกว่าแล้ว…งานนี้..ชอบใจ…ว่าไปแล้ว
ท่านอาจารย์ประจักษ์แห่ง มข. กับ ท่าน panda มมส.บุคลิก ต่างกันมากทีเดียว ค่ะ อ.ปารมี
ว่าไปอีก...ครูนงกับคุณชาญวิทย์ คล้ายกันในเนื้อหาที่เขียน...ต่างกันในขนาดของร่างกาย....แต่ดิฉันก็ไม่เข้าใจตัวเอง....ป้ายเขาแขวน ชาญวิทย์... แต่ดันชวนสนทนาประหนึ่ง"ครูนง"....
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...มีทั้ง...หน้าแตกทั้งทีม....หน้าแตกเดี่ยว...ฮา...
คุณ handy ดิฉันเสียดายเช่นกันที่ไม่เจอท่านค่ะ
ขำครับขำ ขำมากๆด้วยครับคุณเมตตา ก็เราสองคน(พี่กับคุณเมตตา)เพียงแค่ได้ say hi ! กันเท่านั้น ดอดไปคุยกับคุณชาญวิทย์เสียเป็นนานสองนาน….คุณชาญวิทย์หนอ…คุณชาญวิทย์….ไม่บอกไม่กล่าวเลย…เจอกันต้องจัดการเสียแล้ว…..นอกจากสไตล์การเขียนคล้ายกัน….ยังตัวดำเหมือนกันอีกด้วย เพราะเราคือ KM สกุลเมืองคอน
เรียนคุณ เมตตา