รักที่หลุดพ้น (ตอนที่ 21 ครอบครัวสายธรรม)

นวนิยายอิงธรรมะ เสริมสร้างศิลปะการดำเนินชีวิตที่มีความสุข

       ตอนที่ 21  ครอบครัวสายธรรม       
      ปิดภาคเรียนเทอมนี้นิพาดาชวนธรรศสมัครไปอบรมปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมจังหวัดจันทบุรี โดยจะไปชวนพ่อแม่ไปร่วมปฏิบัติด้วยเพราะเคยรับปากไว้แล้วครั้งหนึ่ง    พ่อกับแม่นิพาดายินยอมแต่โดยดีเพราะกลัวลูกสาวจะต่อว่าและอยากรู้เหมือนกันว่าไปอบรมแล้วจะเป็นยังไงบ้าง              
        ทางฝ่ายธรรศก็โทรชวนพ่อที่เมืองจีนให้มาปฏิบัติธรรมด้วยกัน พ่อตอบตกลงจะบินมาเมื่อใกล้ถึงวันนัดหมาย   ธรรศถามพ่อต่อ ถึงเรื่องที่พ่อเคยกล่าวอาฆาตชัชพงศ์ไว้  พ่อปฏิเสธว่าไม่ได้ทำอะไรกับครอบครัวของชัชพงศ์ เพราะหลังจากได้ฟังธรรศกับแม่ขอร้องในวันนั้น  พอกลับไปท่านก็หายโกรธ และไม่อยากผูกพยาบาทกันต่อ 

       แม่กับน้าสาวของธรรศก็จะไปร่วมปฏิบัติครั้งนี้ด้วย ส่วนตากับยายอาสาขอเฝ้าบ้าน ครั้งต่อไปจึงจะไป  ธรรศและนิพาดาทำหน้าที่สมัครเข้ารับการอบรมให้กับทุกคนและได้รับการตอบรับกันทุกคน  นิพาดาไม่ลืมที่จะโทรชวนนิศมาและกรนุชไปด้วย แต่ทั้งสองคนติดภารกิจไปด้วยไม่ได้         สองครอบครัวเหมารถตู้เดินทางไปด้วยกันก่อนวันอบรมสองวัน ถือโอกาสไปเที่ยวพักผ่อน และทานผลไม้กันด้วย  รถตู้วิ่งจากสายมอเตอร์เวย์ ไปตามเส้นทางชลบุรี - แกลง มุ่งสู่ตัวเมืองจันทบุรี  ธรรศและพนิดาจองบ้านพักหลังหนึ่งที่รีสอร์ทริมหาดเจ้าหลาวไว้  เป็นบ้านพักที่ติดกับชายหาด ได้ฟังเสียงคลื่นกระทบชาดหาด อากาศเย็นสบาย  บ้านพักหลังนี้มีห้องพักสองห้องใหญ่แบ่งกันห้องละครอบครัวได้พอดี ทุกคนต่างพอใจในบรรยากาศที่พักนี้มาก  โดยมีโปรแกรมจะพักที่นี่กันสองคืน เพื่อจะได้เที่ยวให้ทั่วจันทบุรี ซึ่งเป็นเมืองที่ใครๆก็อยากมาเที่ยว มีทั้งทะเล ภูเขา น้ำตก อาหารการกินอร่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลไม้อร่อยให้รับประทานกันมากมาย                
        ธรรศเคยเป็นไก๊ด์พาคณะท่องเที่ยวชาวจีนมาเที่ยวจันทบุรีหลายครั้ง จึงรู้เส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยวเมืองนี้ได้ดี  จึงอาสาเป็นไก๊ด์พาคณะนำเที่ยว  เริ่มจากบ่ายวันนี้ไปเที่ยวในตัวเมืองจันทบุรีกันก่อน  นั่งรถไปวนเที่ยวรอบเมือง ผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่ง ได้ย้อนประวัติศาสตร์เหตุการณ์สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินเข้ามาตีเมืองจันทบุรี  แล้วสะสมอาวุธ พาหนะ อาหารและผู้คนก่อนยกทัพไปกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมาจากพม่า  พ่อนิพาดาซึ่งมีความรู้ในประวัติศาสตร์ดีได้เล่าเหตุการณ์สมัยนั้นให้คณะฟังเพิ่มเติมจากที่ธรรศแนะนำสถานที่  ท่านกล่าวตอนหนึ่งว่า                "ตอนนั้นถ้าไม่มีสมเด็จพระเจ้าตากสิน ไม่รู้เหมือนกันว่าจะยังมีประเทศไทยอยู่ในตอนนี้หรือไม่"        
        ทุกคนฟังแล้วสะท้อนใจ รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสงสารท่านจับใจ ท่านต้องผจญความยากลำบากในการปกครองบ้านเมืองของท่านในตอนนั้น และชะตาชีวิตท่านในตอนปลายรัชกาล             
        อาหารมื้อเย็นวันนี้ธรรศพาคณะไปทานร้านอาหารที่ขึ้นชื่อของจังหวัด ซึ่งจะมีอาหารของเมืองจันทบุรีโดยเฉพาะ  คณะจึงตกลงกันว่าจะเลือกสั่งอาหารของเมืองจันทบุรีจริงๆ จะได้ชื่อว่ามาถึงเมืองจันทบุรีแล้ว อาหารที่ได้รับคำแนะนำและสั่งทานกันคือ  แกงหมูชะมวง  เส้นจันท์ผัดปู  กระวานผัดฉ่าไก่  ยำมังคุด  ส้มตำทุเรียน  และแกงเผ็ดเป็ดย่างเงาะสด แล้วตามด้วยของหวานคือ สละลอยแก้ว  ทุกคนทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย  แล้วกลับที่พัก               
       วันรุ่งขึ้นทุกคนตื่นกันแต่เช้า ไปเดินสูดอากาศและดูพระอาทิตย์ขึ้นที่หาดเจ้าหลาว  ทานอาหารเช้าที่ รีสอร๋ทเสร็จ ธรรศนำคณะไปที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติอ่าวคุ้งกระเบนเป็นจุดแรก  แล้วพาไปทานบุฟเฟต์ผลไม้ที่สวนๆหนึ่ง ทุกคนได้เข้าไปเที่ยวในสวนและได้ทานทุเรียน  มังคุด  เงาะ  ลองกอง  สละจากสวนจนอิ่มแปร้ ถือเป็นอาหารกลางวันที่ถูกใจในมื้อนี้ด้วย  อิ่มแล้วทุกคนหนังตาเริ่มหย่อน  ธรรศจึงบอกให้ทุกคนไปนอนกันบนรถระหว่างเดินทางไปอุทยานแห่งชาติน้ำตกพริ้วในจุดต่่อไป  พอรถวิ่งออกไปไม่นานทุกคนก็เข้าสู่นิทราด้วยฤทธิ์ของทุเรียน  เวลาล่วงเลยไปกับการเดินทางและการชมธรรมชาติที่น้ำตกพริ้วจนบ่ายคล้อย  ธรรศแนะนำว่าถ้าจะไปอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏอีกแห่งเกรงว่าจะมืดค่ำ  ทุกคนจึงตกลงว่าจะเดินทางกลับที่พัก  ได้ทานอาหารมื้อเย็นที่หาดเจ้าหลาวซึ่งเป็นอาหารซีฟู๊ดล้วนๆ ถูกใจและสมใจ ทุกคนถือว่าได้ถึงเมืองจันทบุรีอย่างสมบูรณ์และมีความสุข ทั้งยังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย                        
        บ่ายวันต่อมาคณะเดินทางมาถึงศูนย์ปฏิบัติธรรม ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอโป่งน้ำร้อน เพื่อเข้าสู่การอบรมหลักสูตรวิปัสสนา 10 วัน  ทุกคนเตรียมตัวมาพร้อมแล้ว และรู้ว่าจะต้องปฏิบัติตนเช่นไร  จะมีเพียงบางท่านคือพ่อแม่นิพาดา  พ่อ แม่และน้าของธรรศที่เพิ่งเข้าปฏิบัติเป็นครั้งแรก จึงรู้สึกตื่นเต้นและทำอะไรไม่ค่อยถูกในตอนแรก  ธรรศและนิพาดาจึงคอยแนะนำและฝากให้ธรรมบริกรช่วยดูแลเป็นพิเศษ              
       ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ล้อมรอบด้วยสวนผลไม้หลายชนิด  อยู่ระหว่างเทือกเขาสองลูกล้อมรอบอยู่ไม่ไกล คือเทือกเขาสอยดาวอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และเทือกเขาคิชฌกูฏอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้  จึงมีอากาศเย็นสบายตลอดปีและมีทิวทัศน์ที่สวยงามมากๆ   รวมทั้งที่พัก ที่ฝึกอบรมก็สะดวกสบาย ระเบียบปฏิบัติต่างๆก็เป็นมาตรฐานเดียวกันกับทุกศูนย์  จึงเป็นบรรยากาศที่ดี เอื้อให้ทุกคนได้ฝึกอบรม ผ่าตัดจิดใจเป็นเวลา 10 วันด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ให้พบกับความสุขและความสงบอย่างแท้จริง       นิพาดากับธรรศดีใจที่ได้พบหลวงพี่ชัชพงศ์พาชาวบ้านมาร่วมอบรมครั้งนี้ด้วย 8 คน ซึ่งธรรศกับนิพาดาก็รู้จักทุกคนเป็นอย่างดี ต่างเข้ามาทักทายกัน หลวงพี่บอกว่าเที่ยวนี้หลวงพ่อไม่ได้มาด้วย  ท่านฝากให้หลวงพี่ชัชพงศ์นำทีมมาเอง และปีนี้หลวงพี่ได้นำชาวบ้านไปอบรมที่ศูนย์อื่นๆมาสองครั้งแล้ว   ธรรมะช่วยทำให้ชีวิตของหลวงพี่ชัชพงศ์เปลี่ยนแปลงไปสู่ความสงบสุขได้จริงๆ                   
      10 วันผ่านพ้นไป ผู้เข้ารับรับการอบรมเกิดความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากความทุกข์ตามคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ลึกซึ้งมากขึ้น ผู้ปฏิบัติใหม่เหมือนกับได้สัมผัสกับโลกใหม่ ผู้ปฏิบัติเก่าได้เพิ่มพูนทักษะการปฏิบัติให้ก้าวหน้ามากขึ้น  ต่างได้รับความสุขความสงบจากธรรมะตามพื้นฐานของแต่ละคนโดยถ้วนหน้า พร้อมที่จะกลับไปเผชิญชีวิตในโลกปกติตามความเป็นจริงอย่างผู้มีสติที่มั่นคงกันต่อไป                            

           --------------                                                                

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธเนศ ขำเกิด



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

650662

เขียน

25 Aug 2018 @ 10:48
()

แก้ไข

08 Apr 2019 @ 19:31
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
อ่าน: คลิก
บันทึกที่เกี่ยวข้อง