ในยุคที่คนไทยใส่ใจการศึกษา อยากให้ลูกหลานอ่านออกเขียนได้ และเป็นเด็กที่เรียนเก่ง จนบางครั้งลืมเรื่อง “สมอง” ที่ทำได้มากกว่า “ความรู้ความจำ”

            ทักษะ กระบวนการคิด วิเคราะห์และกระบวนการปฏิบัติงานที่เกิดจากการเรียนรู้ควบคู่กับการลงมือทำ เด็กไทยยังห่างสำหรับเรื่องเหล่านี้

            Learning by Doing จึงมิได้หมายถึงการเรียนภายในห้องเรียนเท่านั้น รวมไปถึง Active Learning ก็เช่นเดียวกัน คงไม่จัดกิจกรรมเฉพาะในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ

            จึงเป็นที่มาของ การเรียนรู้ตลอดชีวิต..ซึ่งจำเป็นต้องให้ “ทักษะชีวิต” เพื่อเป็นเครื่องมืออันสำคัญสำหรับไปแก้ปัญหาและดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข

            แต่ปัจจุบัน..เราให้เด็กเรียนเปลือกนอกของสาระ..ส่วนแก่นของสาระที่แท้จริงนั้น ครูเรากลับไม่เร่งปลูกฝังตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน

            ผม..ในฐานะครูผู้สอนคนหนึ่งของโรงเรียนขนาดเล็ก จึงปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอน..นำเด็กออกนอกห้องเรียนมาโดยตลอด เพื่อเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศึกษาเกษตรอินทรีย์ ในวิถีชุมชน ซึ่งถือว่าผมได้ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            ครูคือ “ผู้นำ” ทำให้เด็กดู อยู่ให้เด็กเห็น เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผมมุ่งมั่นตั้งใจให้เด็กทุกคนรักงาน “เกษตร” เป็นกิจกรรมที่ท้าทาย ฝึกฝนให้ได้ เพื่อให้เข้าถึงคุณธรรมจริยธรรม นำไปสู่ความอดทน อดกลั้น ขยันหมั่นเพียร เรียนรู้สู้งานและรู้จักการรอคอย..

            ปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก..ผมออกนอกตำรา นำพาเด็กลงมือทำในทุกขั้นตอน เด็กจะเข้าใจในกระบวนการผลิต เข้าใจในหลักการและเหตุผลว่าทำไม?ต้องทำและทำไปเพื่ออะไร?

            ขณะที่เด็กเรียนรู้วิชาเกษตรจากผม เด็กจะฝึกการสังเกตการเจริญเติบโตของพืชผัก มุ่งมั่นตั้งใจและเอาจริงเอาจัง แก้ปัญหาและสร้างภูมิคุ้มกันตลอดเวลา เพื่อให้ผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจ

            การสอน..แบบที่ไม่ต้องสอนหรือท่องจำ เด็กกลับทำได้ดี เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เด็กได้ซึมซับ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” อย่างไม่รู้ตัว

            ผม..จึงเป็นครู ที่ให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่จับต้องได้ ไม่ใช่ “เพ้อฝัน” เด็กได้รู้จักพันธุ์ผักที่มีประโยชน์ รู้วิธีปลูกจนถึงวิธีการเก็บเกี่ยวผลผลิต..

            ผม..จึงเป็นครูที่สอนให้เด็กทานผักปลอดสารพิษ และมีส่วนร่วมในโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน..ผมทำให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง..

            ผม..จึงเป็นครูที่สร้างงานอาชีพขั้นพื้นฐาน เมื่อกลับไปบ้านสามารถทำเองได้ เมื่อเด็กนำผักโรงเรียนไปขาย..เท่ากับได้ฝึกการจำหน่าย เข้าใจและเข้าถึงคุณค่าของ “เงิน” เป็นที่มาของการประหยัดอดออม..

            “งานเกษตร” ในโรงเรียนที่ผมสอนและฝึกปฏิบัติให้นักเรียน เป็นกระบวนการกลุ่ม ที่ส่งเสริมทักษะทางสังคมให้เด็ก และฝึกให้เด็กได้ทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ เสริมสร้างความรักและสามัคคี

            ในท่ามกลางการเรียนรู้ เด็กจะได้สังเกต จดบันทึกและทำบัญชี ตลอดจนทำโครงงานอาชีพ ฯ ซึ่งครูอย่างผมถือว่า นี่คือการบูรณาการหลักสูตรการเรียนรู้ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของวิชา “ชีวิต” ที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑

            ความเป็น “ครู” ต้องสร้างคนคุณภาพให้กับแผ่นดิน สร้างคนให้รักถิ่นฐานบ้านเกิด และไม่ดูถูกดูแคลนอาชีพเกษตรกรรม ที่ทำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

            ผม..จึงขอเป็นครูส่วนหนึ่ง ที่จะสร้างความเข้มแข็งในการสอน สร้างเด็กไทยให้มี “หัวใจ”ที่แข็งแกร่ง ด้วยการเรียนรู้และลงมือทำ รู้จักแก้ปัญหาและพัฒนาจิตใจ ควบคู่กับการสร้าง “งาน”

            ผมเชื่อว่า..หากครูสร้างสรรค์ให้เด็ก “รักงาน” ได้ ก็เท่ากับสร้าง “แรงบันดาลใจ” ให้เด็กก้าวไปสู่อนาคตที่งดงามได้อย่างแน่นอน

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๓  สิงหาคม  ๒๕๖๑

 <p></p><p></p><p></p><p></p><p></p><p></p><p></p>           <p>            </p><p></p>