
เดินจนทั่วสวนแล้วธรรศเป็นห่วงเลยถามทุกคนว่าเหนื่อยไหม ทุกคนบอกเหมือนกันว่าไม่เหนื่อย อยากเก็บเวลาอยู่ในสวนอย่างนี้ทั้งวัน ธรรศจึงพาคณะไปดูอะไรอย่างหนึ่งที่ริมถนนหน้าบ้านต่ออีก ซึ่งตอนรถเลี้ยวเข้าบ้านทุกคนไม่ได้สังเกต เป็นซุ้มเล็กๆซุ้มหนึ่งมีป้ายไวนิลเขียนข้อความว่า "โครงการแจกต้นไม้ไปปลูกเพื่อลดโลกร้อนและสนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" มีต้นไม้หลายชนิดใส่กระถางบ้าง ใส่ถุงดำบ้างวางอยู่เต็มซุ้ม ซุ้มยาวประมาณ 3 เมตร กว้างราวเมตรครึ่ง จัดเป็นชั้นต่างระดับเป็น 3 ชั้น พื้นที่นอกบ้านตามแนวยาวระหว่างซุ้มแจกต้นไม้ด้านหนึ่งปลูกผักสวนครัวหลายชนิด เช่น กระเพรา โหระพา ยี่หร่า ตะไคร้ มะเขือพวง ฯลฯ อีกด้านปลูกไม้กินยอดและอื่นๆ เช่น มันปู มะตูมแขก ชะอม มะกรูด มัลเบอรี่ ที่บนรั้วก็มีตำลึงเลื้อยทอดยอดเป็นแนวยาว แต่ละต้นมีร่องรอยการถูกเก็บและกำลังแตกยอดใหม่ ธรรศบอกว่า
“ปลูกให้ชาวบ้านและชาวเมืองแถบนี้เก็บไปทานกัน หวังว่าบางทีเขาอาจคิดไปทำที่บ้านตนเองบ้างก็ได้”
ธรรศเล่าให้ฟังต่ออีกว่า 7 ปีที่แล้ว เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่แผ่เป็นวงกว้างทั่วทั้งจังหวัดและไม่มีวี่แววว่าจะลดระดับลงเมื่อใด ไม่สามารถเข้าไปพักที่บ้านนี้ได้ ต้องอพยพไปพักที่อื่นชั่วคราว
หนึ่งเดือนผ่านไป ธรรศกับแม่นั่งเรือเข้าไปดูสภาพภายในบ้าน พบว่าต้นไม้ที่เราปลูก ดูแลด้วยใจรัก ทั้งทุเรียน มังคุด มะยงชิด มะม่วง กระท้อน มะเฟือง มะกอกฯลฯ ที่ออกดอกผลแล้ว ยืนต้นเฉาตายไปทั่วทั้งสวน ตลอดจนพืชผัก ไม้ดอก ไม้ประดับอื่นๆอีกหลายอย่างที่กำลังเจริญงอกงามก็ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น
ธรรศกับแม่มองภาพที่เกิดขึ้นด้วยใจหดหู่ เคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก ต่างมองตากัน ให้กำลังใจกันทางสายตา เขากับแม่นั่งนิ่ง ตั้งสติ มองภาพที่เกิดด้วยความเข้าใจในกฎธรรมชาติว่า จังหวะเวลาของธรรมชาติ เอกภพ จักรวาล ดวงดาว ตลอดจนพืช สัตว์ แร่ธาตุ มนุษย์ในโลก สรรพสิ่งเหล่านี้ย่อมมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ต่างอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติเดียวกัน
มนุษย์เราคิดว่าตนเองวิเศษ สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้ ที่สุดแล้วแม้จะเก่งแค่ไหนก็ไม่อาจเอาชนะกฎธรรมชาติไปได้ ยิ่งทำลายระบบธรรมชาติซึ่งเป็นระบบนิเวศจนขาดความสมดุลไปเท่าไร ธรรมชาติก็จะลงโทษเราเฉกเช่นนั้น เพราะสรรพสิ่งในธรรมชาติครอบคลุมไปทั่วจักรวาล เมื่อระบบนิเวศเปลี่ยนไป โลกก็ร้อนขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกก็ละลายสู่ทะเลทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น ความร้อนทำให้น้ำระเหยเป็นเมฆมากขึ้น กลายเป็นฝนตกหนักและรุนแรงขึ้น นี่ยังไม่รวมปรากฏการณ์แผ่นดินไหว และเรื่องอื่นๆอีก
บทเรียนครั้งนี้สอนเขาให้รู้ว่า ต่อไปนี้เราจะต้องดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างพึ่งพิงกันมากกว่าจะฝืนเอาชนะธรรมชาติ เราต้องช่วยกันดูแลอนุรักษ์ ฟื้นฟูธรรมชาติ จะปลูกสร้างบ้านเรือนก็ควรเป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนโล่ง เมื่อเกิดอุทกภัยน้ำจะได้ไหลผ่านสะดวก จะสร้างถนนหนทางก็ควรสร้างคู่ขนานกับทางน้ำไม่ให้ปิดกั้นทางน้ำ ถ้าจะสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นอีกก็ต้องมีฝายน้ำล้น ระบบผันน้ำ ระบายน้ำ อย่างมีจังหวะจะโคนและยืดหยุ่น เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาเข้าใจถึงความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่งได้ชัดเจนมากขึ้น ว่าทุกสิ่งย่อม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็นหลักความจริงที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ พอเขาและแม่ทำใจได้ไม่ยึดติดไปกับมัน ก็รู้สึกโล่ง มองภาพที่เห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ เลยคุยกับแม่กับทุกคนว่า
“หลังน้ำลด เราก็ปลูก ดูแลขึ้นมาใหม่ มันก็เท่านั้นเอง จะได้มีกิจกรรมทำไงล่ะ”
หลังน้ำลดไม่นานเราก็สามารถเนรมิตต้นไม้รุ่นใหม่ขึ้นมาจนเต็มพื้นที่ดังที่เห็นนี่แหละ แล้วเขาก็คิดกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากการปลูกต้นไม้ขึ้นมาอีก คือ การแจกต้นไม้ไปปลูกเพื่อลดโลกร้อนและสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง โดยเขาได้ทำซุ้มบริจาคต้นไม้ที่สร้างไว้ริมถนนหน้าบ้านดังที่เห็น แล้วเพาะชำต้นไม้หลายชนิดมาวางแจกในซุ้ม มีป้ายเชิญชวนให้คนที่ผ่านไปมารับไปปลูก เมื่อดำเนินการไปได้ระยะหนึ่ง คิดว่าเริ่มปลุกจิตสำนึกให้คนรักต้นไม้ได้มากขึ้นแล้ว เขาก็พยายามจูงใจให้คนรู้จักการเป็นผู้ให้ รู้จักแบ่งปัน เสียสละ ให้แก่ผู้อื่นบ้าง ไม่ใช่เพียงแต่รอรับแจกอย่างเดียว เพื่อเป็นการลด ละ กิเลสต่างๆให้เบาบางลง จึงทำป้ายเชิญชวนให้ผู้ที่มีต้นไม้ กระถางต้นไม้ ดิน และต้องการแจกร่วมกับเรา ก็สามารถนำมาวางแจกในซุ้มนี้ได้ด้วย โดยให้ถือว่าซุ้มนี้เป็นของทุกคน
กิจกรรมปลูกต้นไม้ แจกต้นไม้ ได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างต่อเนื่อง เขาเข้าใจสภาพพื้นที่และคนแถวนี้ดีว่าไม่ใช่ชาวสวน บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นบ้านจัดสรร ทาวเฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ที่มีพื้นที่จำกัด และพวกเขาก็ไม่มีความรู้และประสบการณ์ในการปลูกต้นไม้มาก่อน ธรรศเลยคิดต่อยอดความรู้เรื่องการเกษตรด้วยการไปอบรมเรื่องการขยายพันธุ์พืช การปลูกพืขในกระถางที่มีพื้นที่จำกัด และการทำเกษตรอินทรีย์ แล้วมาทดลองทำจนได้ผลดี และคิดแบ่งปันความรู้ให้แก่คนแถวนี้ โดยได้เขียนและจัดทำแผ่นพับแจก พร้อมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องการปลูก การดูแลต้นไม้แก่ผู้ที่สนใจ จนมีแฟนคลับมากขึ้น
ธรรศเล่าต่ออีกว่ามีคนถามเขาว่าทำไมเขาจึงปลูกต้นไม้งอกงามดีจัง คงเรียนมาทางนี้จึงเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เขาก็ตอบไปว่า
“ไม่ได้เรียนทางนี้เลย แต่ด้วยใจรักและคลุกคลีกับต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก จึงพยายามศึกษา แล้วเอาใจเข้าไปปลูก ลองผิดลองถูกไป ต้นไม้เป็นสิ่งที่มีชีวิต เขาก็ต้องการความรักความเอาใจใส่เหมือนกับคน ถ้าปลูกแล้วปล่อยทิ้งๆขว้างๆเขาก็จะเหี่ยวเฉาไม่งอกงาม แต่ถ้าประคบประหงมเลี้ยงดูเขามากไปเขาก็จะเคยตัว ขาดภูมิต้านทานเหมือนเด็กที่เลี้ยงไม่โต เราจึงต้องยึดหลักทางสายกลางดีที่สุด”
ธรรศบอกว่าเขาพยายามทดลองทำ ทดลองใช้ เป็นแบบอย่างเรื่องเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนแถวนี้ที่มีลักษณะเป็นแบบชุมชนเมือง อยากให้เขาตระหนักถึงการดูแลสภาพแวดล้อม รักษาความสมดุลของธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ หลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่อาจเกิดมลพิษในสภาพแวดล้อม โดยเขาเน้นการใช้อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ฮอร์โมนชีวภาพ เชื้อราชีวภาพไล่แมลงศัตรูพืช เพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ให้ต้นพืชมีความแข็งแรงสามารถต้านทานโรคและแมลงด้วยตนเอง
เกษตรอินทรีย์ที่ธรรศกับตาทำและเผยแพร่แก่ชาวบ้านแถวนี้จนได้ผลดีเป็นที่ยอมรับ เช่น จุลินทรีย์หน่อกล้วย ปุ๋ยชีวภาพมูลค้างคาว ฮอร์โมนไข่ ฮอร์โมนจานด่วน เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราบิวเวอเรีย เป็นต้น นอกจากนี้ธรรศยังทำดินหมักสูตรพิเศษที่ธรรศคิดค้นขึ้นเองและใช้ได้ผลดี โดยมีส่วนผสมของวัสดุธรรมชาติหลายชนิดด้วย
ธรรศสรุปบทเรียนจากการปลูกต้นไม้ แจกต้นไม้ ที่ตนและครอบครัวช่วยกันทำว่า เป็นเพียงกิจกรรมเล็กๆที่อยู่บนพื้นฐานของความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพชุมชนที่นี่ได้ตามความเป็นจริง โดยพยายามใฝ่หาองค์ความรู้เพิ่มเติม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน พากเพียร ความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อต้องการพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถเลี้ยงชีวิตได้ ทำให้ชีวิตมีความสุข บนพื้นฐานของความพอเพียงได้จริงๆ นี่กระมังที่เรียกว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่คำนึงถึงขีดจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมโดยทำอย่างเป็นองค์รวมที่บูรณาการทั้งมนุษย์ สังคม ธรรมชาติและเทคโนโลยีเข้าด้วยกันให้เป็นความสัมพันธ์อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
จากนั้นธรรศก็พาทุกคนไปนั่งพักที่ม้านั่งใต้ร่มไม้ที่อยู่หน้าบ้าน น้าของธรรศส่งแก้วน้ำเย็นให้ทุกคนดื่มรู้สึกชุ่มชื่นใจ แม่ธรรศยกกระจาดผลไม้จากสวนที่มีหลายอย่างมาวางบนโต๊ะด้านหน้าแล้วเชิญให้ทุกคนทานกัน
เวลาเริ่มบ่ายคล้อย ธรรศสังเกตเห็นว่าทุกคนยังไม่เบื่อที่จะอยู่ต่อไป เลยชวนคุยและเล่าเรื่องราวต่างๆของที่นี่ให้ฟัง ในตอนหนึ่งธรรศได้เล่าทบทวนถึงเรื่องที่อาจารย์เคยสอนไว้ ถึงสิ่งชี้วัดของความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันซึ่งตัวเขาเองได้พยายามนำมาใช้ถามตัวเองเพื่อประเมินตรวจสอบตนเองตลอดเวลาว่า
"ทุกวันนี้เรายังเสียสละได้มากขึ้นหรือเปล่า เรามีน้ำใจมากขึ้นหรือเปล่า เราทำอะไรให้พ่อ แม่ ตา น้าบ้างหรือเปล่า เราสร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่นหรือเปล่า เราขี้หงุดหงิดน้อยลงหรือเปล่า เราขยันขันแข็งมากขึ้นหรือเปล่า เรายังนินทาผู้อื่นอยู่หรือเปล่า เมื่อมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิตเรายังโทษคนอื่น โทษฟ้าโทษดินอยู่หรือเปล่า เรายังเอาแต่ใจตัวเองอยู่หรือเปล่า เรายังเป็นคนขี้บ่น ใช้เงินเปลือง พูดจาแง่ร้าย ชอบพูดชอบวิจารณ์ผู้อื่นอยู่หรือเปล่า สิ่งที่เรารับผิดชอบอยู่เราทำได้ดีขึ้น แย่ลง หรือไม่ค่อยใส่ใจ เราสามารถให้อภัยผู้อื่นได้ไหม โกรธน้อยลงหรือไม่
การตรวจสอบประเมินตนเองบ่อยๆก็จะทำให้เราเกิดสติ และหยุดคิดหยุดทำในสิ่งที่ไม่ดี ใจก็คิดจะทำแต่เรื่องดีๆ เราก็ชุ่มชื่นใจที่เรายังไม่ละเลยการปฏิบัติธรรม เพราะเราเชื่อว่าการปฏิบัติธรรมก็คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตนั่นเอง"
นิศมากล่าวเสริมอีกว่า
"ใช่แล้ว การปฏิบัติธรรมนั้น เราปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลเป็นความสงบร่มเย็นของใจ เกิดกำลังใจ และเกิดศักยภาพในการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือในส่วนของการละกิเลส เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อมุ่งหวังเรื่องอื่นใด เมื่อจิตใจของเรามีสมดุล มีความสงบเย็นไปเรื่อยๆ ใจของเราก็จะถอยห่างจากกิเลสมากขึ้นเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการรู้เห็นตามความเป็นจริงของโลก เกิดคุณค่าต่อตนเองและคนรอบข้าง"
นิพาดาถือว่าตนเองยังอ่อนพรรษาเรื่องนี้กว่าสามคนจึงได้แต่ตั้งใจฟังด้วยใจที่คล้อยตาม การมาเที่ยวบ้านธรรศครั้งนี้ ทำให้นิพาดาได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย พอเพียง อบอุ่น มีความรักความผูกพันต่อกันของคนในครอบครัวและการรู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่นของธรรศและทุกคนในครอบครัว ซึ่งหาได้ยากมากในครอบครัวของคนในชุมชนเมืองปัจจุบัน ทำให้นิพาดารู้สึกชื่นชมศรัทธา และมีความสุขใจที่ได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอรู้สึกชื่นชม ศรัทธาในตัวธรรศเพิ่มมากขึ้นอีก
เธอฝันไปว่าสักวันเธออยากมีชีวิตที่สงบสุขเช่นนี้จริงๆ
--------------------------------------
(จบตอนที่ 11)





