ผมติดตามข้อคิดข้อเขียนของ คุณหมอสุรเกียรติ อาชานานุภาพ พบถ้อยคำที่เป็นแนวคิดความเห็นที่น่าสนใจ..คุณหมอบอกว่า “ความเครียดพอประมาณ คือแรงผลักดันให้ก้าวหน้า..ความเครียดหนักหน่วง คือแรงถ่วงให้เสื่อมถอย..”
คือความจริง..ที่สัมผัสได้ หลายคนคงเข้าถึงแล้ว ผมเองเป็นอยู่บ่อยๆ และไม่เคยปฏิเสธ “ความเครียด” ก็แค่เครียดในงานบริหาร..การเรียนการสอนทั้งระบบ
ที่ประกอบด้วยงานวิชาการ การเงิน บุคลากรและงานบริหารทั่วไป..การทำงานจริงๆและจริงจัง ทำให้เครียดบ้างในบางครั้งบางครา..และทุกครั้งที่เครียดงานก็สามารถทำงานได้ งานจะเดินหน้า..และสำเร็จลงได้ทุกครั้ง
เวลานั้น...จนถึงวันนี้ ก็ยังรู้ตัวอยู่ว่า เครียดพอประมาณ ไม่ได้หนักหนาสาหัสและไม่ได้หลอกตัวเอง เพราะเป็นห่วงและยังรักตัวเองอยู่ กลัวว่าเครียดกับงานหนักๆ จะอยู่ได้ไม่นาน งานจะไม่ก้าวหน้า..อย่างแน่นอน..
“งานหนัก” ไม่เคยฆ่าคน..แต่มันจะถ่วงให้ความคิด จิตใจและร่างกายเสื่อมถอย ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ..ดังนั้น..จึงขอเครียดพอเป็นสังเขปก็พอ
ยุคสมัยนี้..ใครล่ะ ที่ทำงานโรงเรียนแล้วไม่เครียด..ก็คงจะมี เขาและเธอเหล่านั้นน่าจะมีบุญมาตั้งแต่ชาติปางก่อน..หรือไม่ก็รู้จักบริหารจัดการ รู้จัก “ปล่อยวาง” แบบที่ปล่อยวางงานจริงๆ ไม่ต้องอินังขังขอบกับอะไร?
ครูบางคน..คุ้นเคยแล้วกับเรื่องเครียด และก็เชื่อว่า..ความเครียดพอประมาณ คือสีสันของชีวิต..ผมทำงานวันหยุดเสาร์อาทิตย์ตลอดทั้งวัน..เข้าใจความรู้สึกนี้ดี..ไม่เครียดบ้าง..จะทำงานไม่สนุกเอาเสียเลย
ผมมักจะไม่เครียดกับ “ครู” เพราะครูส่วนใหญ่รู้หน้าที่และมีความรับผิดชอบ เท่านี้ก็เพียงพอกับความต้องการของผู้บริหารตัวเล็กๆอย่างผม...
ผมจะรู้สึกเครียด..เมื่อมีงานธุรการโรงเรียนเข้ามามากๆ งานประชุมฯที่มีเนื้อหาซ้ำซาก และงานพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ที่เป็นกิจกรรมเสริม “ทักษะชีวิต” ผู้เรียน ที่ผมต้องเตรียมทุกอย่างให้เป็นปัจจุบัน..ทันต่อการใช้เป็นเครื่องมือ..เรียนรู้ควบคู่การปฏิบัติ
ผมอธิบายให้ครูเข้าใจ..ว่าผมไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร..ผมไม่ได้เป็น “ผู้บริหารในอุดมคติ”ของใคร? แต่ผมก็มี “โมเดล” ในการทำงานของผม..
เมื่อเราไม่มี “ครูธุรการ” ผมเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยช่วยครูทำ..ให้งานเอกสารมันราบรื่นและเรียบร้อย..ไม่ให้เขตพื้นที่ฯทวงถาม และให้งานเดินหน้าได้ทั้งระบบ..
แต่ครูประจำชั้นเอง..ก็ต้องเต็มที่ เต็มเวลากับการเรียนการสอน อย่าทิ้งห้องเรียน อย่าทอดธุระ..ใช้เวลาเพื่อเด็กให้ครบถ้วนตามหลักสูตร..ภายใต้การกำกับดูแล นิเทศติดตามของผม..ทุกวัน
งานพัฒนาสิ่งแวดล้อม เป็นงานที่ต้องทำควบคู่..มิใช่ทำเพื่อรองรับการ “ศึกษาดูงาน” แต่การประยุกต์ใช้ “ศาสตร์พระราชา” ด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทุกกิจกรรมทำเล่นๆไม่ได้ ต้องให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อ “ถอดบทเรียน” ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป..
ในความไม่รู้ ก็ต้องเรียนรู้ ในความขาดแคลน ก็ย่อมต้องเครียดเป็นธรรมดา แต่ก็ต้องอยู่กับงานให้ได้ เพราะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก..ไม่ใช่โรงเรียนประชารัฐ
เคยเครียดกับคำว่า “ประชารัฐ” แต่ตอนนี้เฉยๆ ก็แค่เปลี่ยนชื่อไปมา..เลือกตั้งครั้งหน้า..ประชารัฐจะหายไปในทันที
โรงเรียนมากมาย..ต่อสู้กับความยากจนและความไม่รู้ แทนที่จะให้โอกาสที่เท่าเทียม กับทุ่มเทให้กับโรงเรียน ที่มีศักยภาพ ทั้งคน เครื่องมือและงบประมาณ..ถูกต้องแล้วหรือ?
สำหรับผม..ไม่รู้สึกอิจฉา หรือกดดัน แต่สมเพชในนโยบายการกระจายรายได้และการใช้นโยบาย..เพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาล..ก็แค่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเท่านั้น..
ความเครียดเล็กๆ..เมื่อไหร่คนใหญ่คนโต..จะมองโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน ทำโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ควรจะเป็น มากกว่าการมองแบบเพ้อฝัน เลื่อนลอย และที่สำคัญ การศึกษาในโรงเรียน..ต้องใช้เวลา...
ผมเห็นกระทรวงศึกษาฯใช้เงินแล้ว...รู้สึกเครียดพอประมาณ..
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๕ สิงหาคม ๒๕๖๑