อุทัย...ไปมาแล้ว

​ฉันกับคู่หูเคยเปรยเบาๆว่า เราน่าจะไปเที่ยวอุทัยธานีกัน...มันอยู่ตรงไหนของประเทศไทยนะ อันนี้พี่ปูเป็นฝ่ายสนับสนุน ไปเลยสุพรรณบุรี ชัยนาท อุทัย อ่างทอง สิงห์บุรี ทริปหลวมๆ กำหนดขึ้น ...อุทัย-อ่างทอง แต่ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ครั้งแรกฉันหลุดขบวน และมีการเลื่อนหลายครั้ง

งานนี้ไม่ได้คุยกันมาก ถ้าว่างก็กระโดดขึ้นรถทริป 4 วัน 3 คืน กับคน 3 คน  คู่หูคนเดิมและเพื่อนเก่าแก่ ขาไปขับรถไป ขากลับกลับเครื่องบิน  ให้เจ้าของรถจอดทำธุระที่กทม.สัก 5 วัน ท้ายสุดป้าปูคนออกเสียงสนับสนุนต้องตกขบวน ด้วยภารกิจ...ก็...คิดถึงนะคะ

เราบอกว่าออกกันแต่เช้าน่าจะอากาศดี เพราะเป็นช่วงหน้าฝน แต่ก็มีคิวแทรกเพราะว่าจะไปกินลาบเป็ดที่อ.ภูเขียวก่อนเข้าชัยภูมิ เลยต้องรอให้ร้านเปิด เราเปิดทริปทางไกลที่ออกเดินทางสายมาก เกือบ 8 โมงเช้าค่อยออกจากขอนแก่น

9 โมงเราจอดที่สเตชั่นแรก กับ ลาบเป็ดรสเนียนๆที่บ้านบัวพักเกวียน  อ.ภูเขียว แล้วจึงบ่ายหน้ารถเข้าไปจ.ชัยภูมิ 

และแล้วผลการประเมิน ก็มีคนติดใจลาบเป็ดร้านนี้...สิริพร ภูมิใจนำเสนอ

...จากการขับรถมาเองเราก็ได้เรียนรู้ว่าการไปภาคกลาง มุ่งหน้าไปอุทัยธานีไม่ยากเลย จากเลี่ยงเมืองชัยภูมิ ถึงแล้วเลี้ยวซ้ายก็ขับตรงมาทาง   ตามป้ายนครสวรรค์มาได้เลย

รู้สึกตัวอีกที ประมาณ 4 ชม.ก็ถึงอุทัยธานีแล้ว ระหว่างทางถนนสวย ทุ่งนาสวย และนักเดินทางอย่างเราก็สวย ฮร่าๆ  มันทำให้ทุกสิ่งอย่างสวยงามไปหมด

เมื่อจะเข้านครสวรรค์ฉันก็ไลน์ถามพี่ที่รู้จักกันว่า ของอร่อยที่นครสวรรค์คืออะไร พี่เค้าอาจจะไม่อยากตอบหรือไม่รู้จัก แต่เราก็ไม่แคร์คำตอบ  บอกผ่านป้ายนครสวรรค์เฉยเลย...เพราะยังหนักท้องกับข้าวเหนียว-ลาบเป็ดแสนวิเศษจากมื้อสาย

เราอยากหมุนเวลาให้ช้าลง จึงเลือกที่พักที่ อยู่แพโฮมสเตย์ ที่ได้รับการรีวิวที่ดี เมื่อมาใช้บริการเราเองก็เห็นเป็นเช่นนั้น

และยิ่งโชคดียิ่งกว่าที่เราออกรอบไปในวันราชการ ที่แพ 3 หลังมีแต่เรา

....ทำให้เรานอนตีแปลงกลางชานแพ นุ่งซิ่นกินเครื่องดื่มแบบสบายๆ ไม่ต้องเกรงใจใคร

เอาของเข้าที่พัก เปิดแอร์เย็นๆ ให้ร่างกายได้เอนหลังพักผ่อน ก่อนออกไปเลาะ

วันนี้แม่น้ำสะแกกรังเป็นสีแดง แต่ไม่ทำให้เสน่ห์ของดอกฟอร์เก็ตมีน้อทที่ชาวแพปลูกไว้ด้อยความสวย กลับทำให้มีสีสันของการอยู่แพสวยงามมากยิ่งขึ้น

เราไปไหว้เจ้าพ่อหลักเมืองที่ตั้งเป็นสง่าที่ริมน้ำสะแกกรัง แล้วขับรถชมเมือง มาร์คจุดเชคอินสำหรับพรุ่งนี้ 

เมืองอุทัยเป็นเมืองสีม่วง...แบบว่าตึกส่วนใหญ่ทาสีอาคารด้วยสีม่วง แต่ส่วนตัวแล้วฉันชอบตึกแถวไม้เก่ามันดูมีเสน่ห์ เหมาะกับคนเกิดนานอย่างฉัน

ตาม Guide Trip เราแวะไปที่ตรอกโรงยาที่เป็นถนนคนเดิน ตรอกโรงยา ...อ๋อ โรงยาฝิ่น คงมากับคนจีนและจับกังที่ทำงานท่าเรือ

ตรอกโรงยา เป็นถนนคนเดิน ที่เป็นชีวิตของชาวอุทัยธานีและนักท่องเที่ยว...ฉันชอบลานกิจกรรม มันทำให้ครอบครัวคือครอบครัว

มีอาหารหลากหลาย ที่ขนาดต้องจับบัตรคิวรอคือหมูสะเต๊ะต้นซอย...ลองนะคะ ถูก อร่อย และเต็มคำ

บางอย่างเราก็กินรองท้องที่ตลาด นั่งกิน เดินกินไป...บางอย่างหนักท้องหน่อยก็ซื้อไว้สำหรับการกินมื้อเย็น



เราซื้ออาหารเย็นกลับมากินที่แพ ด้วยอยากได้บรรยากาศเหมือนกินข้าวบ้านเพื่อน  

โลกหมุนกลับความเป็นเพื่อนก็กระชับขึ้น หลายเรื่องหลายราวที่เราได้มีเวลาเล่าสู่กันฟัง

อยู่แพ...ไม่มีทีวี เวลาค่ำคืนนี้จึงเป็นของเราสามคน

เช้าวันรุ่งขึ้นฉันตื่นแต่เช้า เดินเลียบแม่น้ำไปตลาด ไปด้วยหน้าสด เป็นที่น่าตกใจสำหรับผู้พบเห็นอย่างมาก 555+

แต่ฉันไม่อยากเสียเวลา ไปตลาดสาย เดี๋ยวจะพลาดของดี

อุทัยธานีปรับทางเดินเลียบริมแม่น้ำไว้ให้สำหรับคนเมืองและนักท่องเที่ยวดีมาก ทั้งใช้ในการสัญจรและพักผ่อน ผู้คนมีอัธยาศัยไมตรี คนที่ออกกำลังกายอยู่ระหว่างทางเอ่ยปากทักทายฉันด้วยไมตรีจิต ทำให้การหยุดทายในบางจุดใช้เวลาในการพูดคุยไม่น้อยกว่า 15 นาที ระหว่างทางเสียงเพลงรำวงก็ดังมาจากวัดอุโบสภการามที่วันนี้มีงานบวช...ได้อารมณ์ภาคกลางมาก

ตลาดเช้าน่าตื่นตาตื่นใจมาก ฉันพลาดกับขนมจีนน้ำพริกที่นั่งกินกลางตลาดด้วยม้านั่งไม้แบบเตี้ยๆ ใครที่ชอบปลาแรดที่เป็น IG ของเมืองอุทัย สามารถซื้อปลาแรดทอดหาซื้อกันตัวโตๆในตลาดได้เลย แถมด้วยจิ้มซีฟู้ดรสแซ่ป

ฉันกลับมาจากตลาดพร้อมกาแฟ ทั้งที่อาหารเช้าทางแพเตรียมไว้ให้ แต่ฉันก็อยากกินกาแฟร้อนที่ชงใส่ถุงมา กลับมาถึงแพ จนท.แพเพิ่งมาถึง ดูสิว่าอุทัยธานีทำให้ฉันตื่นเช้าได้ขนาดไหน

เช้าแรกอยู่แพนำเสนอ ข้าวมันไก่ชื่อดัง กะข้าวเหนียวหน้าต่างๆ มาเสริฟ์เป็นอาหารเช้า  ที่นี้ซื้ออาหารที่คนว่าอุทัยกินกัน มาเปิดห่อให้นักท่องเที่ยวกิน ฉันก็มีไอเดียในเรื่องทำอาหารหากมีร้านเป็นของตัวเอง 

แดดเช้ากำลังตั้งใจทำงาน หลังมื้อเช้า ฉันยังมีเวลานอนเล่นสบตาแสดงแดดอ่อนระหว่างรอเพื่อนร่วมก๊วนอาบน้ำ

ลมแม่น้ำเย็นๆ พัดมา ทำเอาฉันอยากจะปรือตาอีกสักงีบ ...บอกแล้ววันนี้เป็นวันพัก

เสร็จกิจธุระส่วนตัว ก็มุ่งหน้าไปออกทริป วันนี้มีคิวที่ หุบป่าตาด  วัดท่าซุง หรือวันจันทราราม วัดเขาสะแกกรัง เอ่อออ ...วัดทั้งนั้น

หุบป่าตาด เดินออกกำลังเล็กน้อย มีไกด์เยาวชนนำเที่ยว อากาศอบอ้าวก่อนฝนจะลง แต่ไม่เป็นอุปสรรค


จากธรรมชาติแล้ว ก็เคลื่อนพลไปสายวัดกัน วัดแถวนี้ใหญ่เน๊อะ อุโบสถแก้ววัดท่าซุงงดให้สักการะพระประธานและเข้าชมโบสถ์ในช่วง 11.00-14.00 น. นะคะ ถ้าไม่อยากรอ โปรดตรวจสอบเวลาอีกครั้งหนึ่ง

วัดเขาสะแกกรัง รถขึ้นถึง และมีบันไดขึ้นถึงด้วย อากาศก็ยังร้อนอยู่ดี เราจึงเลือกทางรถ

มื่อเทียงเรากลับมาที่ตรอกโรงยาอีกครั้งตามรีวิวกับก๋วยเตี๋ยวเจ้โหนก--ก๋วยเตี๋ยวไก่-หมู ตุ๋น  


ปกติไม่ค่อนสนรีวิวเท่าไหร่ แต่งานนี้เชื่อรีวิวแล้วไม่เสียใจ

ต้องจัดทั้งเส้นเล็กและบะหมี่นะ ตามสูตรต้อง เล็กน้ำ--ตามด้วยบะหมี่แห้ง ร้านนี้รสเด็ดที่พริกผัด

ความร้อนของแดดบ่ายมันทำให้เรารู้สึกเพลีย ต้องแวะเติมพลังกันเรื่อย ที่น่าประทับใจคือ ร้านกาแฟที่เป็นพิพิธภัณฑ์ด้วย ...กาแฟบ้านจงรัก...ที่เจ้าของนำเสนอเรื่องราวของความเป็นอยู่แบบคนอุทัยในยุคที่ผ่านมา ร้านกาแฟนี้เปิดเฉพาะ Weekend นะจ๊ะ เชคเวลากับสื่อโซเชียลด้วย

ส่วนตัวแล้วฉันชอบผ้าม่านลูกไม้ครึ่งบานมาก พอเห็นที่บ้านจงรัก มันทำให้ฉันพอนึกได้ลางๆ ว่าบ้านหลังเก่าของฉันก็ใช้ม่านแบบนี้ เล่นเอาฉันคิดถึงแม่กับพ่อขึ้นมาจับใจ คิดถึงความอบอุ่นของพี่ๆ น้องๆ วันนี้หน้าที่การทำงานทำให้เราห่างกัน

 สมัยนี้โซเซี่ยลจะนิยมในการสื่อสาร แต่ที่บ้านจงรัก ทำให้ฉันควักเงินซื้อโปสการ์ดส่งถึงใครหลายคน ผิดที่ไหนที่ความคิดถึงมันทำงาน ขอไม่ใช้ไลน์สักวัน

4 โมงเย็นเรามีนัดล่องเรือ คนเรือหนุ่มรูปหล่อมารับพร้อมลูกชายตัวน้อยที่หล่อกว่าอีก 3 คน มารับเราที่แพในราคาหัวละ 50 บาท ฉันชอบนะ ไม่รับแบบ Mixed ไม่รับแบบเหมา รับเฉพาะกลุ่ม 


เรือพาทวนน้ำไปด้านบนและล่องลงมา 

คนเรือขับเรือไปพลาง พลางเล่าเรื่องโฉนดทะเบียนแพ การเสด็จของรัชกาลที่ 5 ความสัมพันธ์ของเมืองอุทัยกับละครเรื่องออเจ้า ฤดูน้ำแดง--ห้ามจับปลา  และดูพันธุ์นกนานาชนิด ปีที่น้ำท่วมใหญ่ พระตำหนักสมเด็จพระเทพฯ   และพาไปซื้อผลิตภัณฑ์ปลาแปรรูปจากแพของชาวบ้าน เราได้ปลากรอบที่ย่างด้วยฟืนกลับบ้านมาฝากคุณยายด้วย

มื้อเย็นเราไปกินข้าวร้านอาหาร"นกน้อย" ริมแม่น้ำกันเมนูปลาแรดคือสิ่งที่ตั้งใจ....แต่ที่ประทับใจคือ ร้านนี้เป็นร้านใหญ่ใช้รับแขกบ้านแขกเมือง สะอาด...แต่ไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์...กรี๊ดๆๆๆๆ ฉันชอบ ขายแค่อาหาร 4 ทุ่มคนงานก็ได้กลับบ้านพักผ่อนแล้ว สังคมสโลว์ไลฟ์จริงๆ 

หลังมื้อเย็น เรากลับมาใช้ชานแพอย่างมีความสุข 

ดึกหน่อยโบกมือลาดาวดวงน้อยเข้านอนพร้อมการส่งจูบให้ชาวแพข้างๆ ที่ใช้ชีวิตความเป็นอยู่กับธรรมชาติ และสิ่งจำเป็นในชีวิต การปรุงแต่งยังน้อย หยิบผ้าถุงที่ทางอยู่แพเตรียมไว้ให้ ไม่ได้ใส่นานแล้ว ลองดู...ใส่นอนคืนนี้ ตื่นมามันจะมาอยู่ที่คอแบบเค้าเล่ากันไหม 555+

เช้าต่อมาฉันตื่นสายหน่อย แต่ยังเช้ากว่าการอยู่เมืองขอนแก่น เช้าวันใหม่ของฉันคือการตื่นมากินกาแฟเอาเท้าจุ่มแม่น้ำสะแกกรัง นั่งดูวิถีชาวแพอยู่ฝั่งตรงข้าม ฉันรู้สึกถึงความสงบเงียบ ค่าของชีพก็ถูก จนอยากจะมาเช่าแพอยู่สักอาทิตย์ ...แต่คิดใหม่มาหาสามีเป็นคนอุทัยซะเลยจะดีกว่า ดูท่าอนาคตฉันจะรวยแน่นอน

เรื่องอุทัยยังไม่จบ ติดตามตอนต่อไปกับตอน จากอุทัยไปอ่างทอง

 

 

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โลกละไม-ใจมีสุข

คำสำคัญ (Tags)#ภาคกลาง#การท่องเที่ยว#อุทัยธานี#slow life#แพ#เมืองเดินช้า#การท่องเที่ยวทางน้ำ

หมายเลขบันทึก: 649366, เขียน: 05 Aug 2018 @ 19:44 (), แก้ไข: 11 Dec 2018 @ 11:08 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)