“ในการสร้างตัวสร้างฐานะนั้น จะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ...”

              การรับราชการครู..มิใช่จะต้องประเมินนักเรียนอย่างเดียว ในสภาวะการณ์ปัจจุบัน ครู..ต้องประเมินตนเองด้วย..ประเมินเพื่อให้เห็นพัฒนาการ เพื่อเตือนตนเอง..

            ประเมิน..เพื่อความเข้าใจในตน มิใช่เพื่อความก้าวหน้าในวิทยฐานะ แต่เพื่อการเจริญ “สติ”  ว่าอยู่ในจุดใด ทั้งชีวิตและงาน..

            ประเมินได้ทั้งครูรุ่นเก่าและรุ่นใหม่..ครูรุ่นเก่า..ประเมินเพื่อการใช้ช่วงเวลาที่เหลือ ตอบแทนคุณแผ่นดิน เสียสละให้เป็นแบบอย่าง สร้างสรรค์งานให้ลูกหลานเห็น..มิใช่ทำงานเพียงเพื่อรอวัน..เกษียณ

            ครูรุ่นใหม่..ประเมินตนเองเพื่อจะได้ไม่เดินทางผิด ไม่ไปลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข จนลืม “หน้าที่” หลงแสงสีที่ยั่วเย้า จนลืม “ความรับผิดชอบ” อย่าทำตัวเป็นแมงเม่า ที่พร้อมจะบินเข้ากองไฟ..

            การอยู่ในจุดที่พอเหมาะพอดี จึงเป็นเรื่องที่ครู..ควรใคร่ครวญและคิดวิเคราะห์ แม้ว่า..ในความเป็นจริง..ความพอดีแต่ละคนไม่เท่ากัน..ก็ตาม

            แต่ถ้าเราไม่พร้อม และไม่พยายามหาจุดยืน ปัญหาจะถาโถมเข้ามา ตามกิเลสและสภาพแวดล้อมขององค์กร ชุมชนและสังคม..

            จึงมิอาจโทษเวรกรรม ทุกอย่างอยู่ที่การกระทำทั้งสิ้น..”การศึกษา”ยุคใหม่ที่เป็นยุคธุรกิจศึกษา ครูจึงต้องรู้เท่าทัน..เพื่อร่างกายและจิตใจ..จะได้ไม่กระทบความขุ่นข้องหมองมัว ส่งผลเสียต่อภาพรวมของชีวิตและองค์กร..

            “เงิน” มิใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต แต่ก็ไม่มีใครเคยปฏิเสธ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้เงินมีอำนาจเหนือเรา ลดความอยากได้อยากมี อยากได้อยากดีมีเงินจนลืมสถานะภาพ อันนี้คือจุดที่เกิน..”พอดี”

            ไม่เฉพาะแต่เรื่องเงินเท่านั้น..”งาน” ก็เช่นเดียวกัน..ศักยภาพแห่งตนและบริบทหรือภูมิสังคม จะช่วยเตือนทุกคนให้ ค่อยๆคิดค่อยๆทำ ก้าวทุกวัน..ให้ทุกก้าวย่างเป็นก้าวที่มั่นคงและมีคุณค่า..เสมอ

            อย่าก้าวกระโดด..เพียงเพื่อหวังลาภยศและเกียรติคุณ หวังโล่รางวัล ความโด่งดังเหนือคนอื่น..ทั้งที่อยู่ในท่ามกลางทุกข์ขนานใหญ่ ทั้งตนเองและเพื่อนครูผู้ร่วมงาน..

            จงทำงาน..อย่างมีจินตนาการ อย่าทำงานแบบไร้อิสรภาพ ทุกคนย่อมสื่อสารความรู้สึกถึงกันได้..ก็ควรให้เข้าถึง..”ความพอดี” ซึ่งกันและกัน

            ผู้เขียน..มิใช่เป็น “ครูต้นแบบ” แต่เมื่อรักที่จะจัดการความรู้(KM) ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะเรื่อง “เงินและงาน” มีประสบการณ์ที่บ่มเพาะความพอดีไว้มากมาย

            ผู้เขียนเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน..หลุดพ้นความจนมาได้เพราะเป็น “ข้าราชการ” รับใช้ภายใต้เบื้องพระยุคลบาท..เป็น “มนุษย์เงินเดือน”ตัวจริง ที่ไม่เคยจน (แต่ชาตินี้คงไม่รวยแล้วล่ะ)

            ทำบัญชีครัวเรือนมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ ทำให้มีเงินเหลือ คือเหลือมากกับเหลือน้อย แต่ไม่พยายามเป็นหนี้..ใช้จ่ายแต่พอดี มีแล้วก็ไม่ซื้อ ไม่เปรียบเทียบฐานะตัวเองกับใคร มีกินมีใช้ มีเที่ยวเตร่บ้างตามสมควร..และพร้อมที่จะทำบุญและช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ

            ผู้เขียนชอบ “ทำงาน” ถ้าไม่ทำ..ทั้งเราและเพื่อนครูร่วมงานในโรงเรียนขนาดเล็กไปไม่รอดแน่นอน..โรงเรียนไม่เคยพร้อมตลอด ๑๒ ปีที่ผู้เขียนอยู่ที่นี่..เราจึงต้องหาจุดที่ “พอดี” กับบริบท นั่นคือ บริหารจัดการบุคลากร นวัตกรรมและแหล่งเรียนรู้....

            ด้วยการลดงานประชันขันแข่ง ลดงานไล่ล่าโล่รางวัล..ลดธุรการงานเอกสาร บอกตัวเองว่า..พอ..คือ พอดีและพอเพียง เมื่อคิดได้และทำได้ มันจึงก่อให้เกิดงานที่เป็น “กุศล” ทั้งสิ้น จึงไม่มีงานใดที่ทำพอให้แล้วๆไป...

            “พอดี” หรือไม่แค่ไหน?จิตใต้สำนึกจะบอกเราเอง ไม่เหมือนนโยบายการศึกษา ที่เห็นภาพชัดเจน..ทุกวันนี้มีอะไรที่พอดีบ้าง..โรงเรียนแบบต่างๆเกิดขึ้นมากมาย แล้วมีอะไรดีขึ้น

             การรายงานฯจิปาถะในหลายรูปแบบ..ที่ไม่สอดคล้องกับโรงเรียนและอัตรากำลัง การอบรมด้วย”คูปองครู” ทั้งที่รู้ว่า..บางเขตพื้นที่..ไม่ได้ทำตามกรอบวัตถุประสงค์ด้วยซ้ำ..

            รัฐ..ต้องหมดเงินกับเรื่องประมาณนี้มากี่ครั้ง ทำเรื่องซ้ำซากที่ไม่เคยตอบโจทย์เขตพื้นที่และโรงเรียนเลย หมดเงินมาแล้วกี่หมื่นล้าน..หากครูเข้าใจ เข้าถึง และอยู่ในจุดที่ “พอดี” เราจะได้ไม่ต้องวิ่งตามกับสิ่งไม่สวยงามเหล่านี้...เพียงแค่รู้เท่าทันระบบเน่าๆก็น่าจะเพียงพอ แล้วเราก็จะอยู่ได้..โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน

                ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า..หากเราอยู่ในจุดที่..พอดี พองาม..เป็นที่ตั้ง ยึดมั่นในประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลักชัย แม้นโยบายจะมีอำนาจมากแค่ไหน..หรือถอยหลังเข้าคลองไปมากน้อยเพียงใด จะไม่ทำเราเสียศูนย์ ขณะเดียวกันก็ต้องอดทน จะเห็นผลที่งดงาม..ถ้าเราเดินมาถูกทาง..และถูกต้อง

            ท้ายที่สุดนี้..ขอฝากพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙..ความว่า..

            “ในการสร้างตัวสร้างฐานะนั้น จะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ...”

            “..เมื่อมีพื้นฐานแน่นหนารองรับพร้อมแล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริม ความเจริญก้าวหน้าในระดับสูงขึ้น ตามต่อกันไปเป็นลำดับ ผลที่เกิดขึ้นจึงจะแน่นอน มีหลักเกณฑ์ เป็นประโยชน์แท้และยั่งยืน มีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอนในความอดทนของตนเอง..”

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๙  กรกฎาคม  ๒๕๖๑


 <p></p> <p></p>

          </strong>