กลัวผี

“คุณกลัวผีมั้ยครับ”

นี่ผมถามจริงๆนะ ว่าคุณน่ะ กลัวผีรึเปล่า

ผมนี่โคตรกลัวเลย

เมื่อได้ทราบคำตอบเช่นนี้ บางคนก็คิดขำผมในใจ “กลัวผีแล้วจะเรียนหมอได้รึ” 

ก่อนหน้านั้นผมก็ไม่ค่อยจะเชื่อตัวเองเท่าไหร่นักนะครับ ว่าจะเรียนได้จริงๆหรือไร ในเมื่อเราต้องเจอคนตายมาตั้งแต่เรียนชั้นปีที่ ๒ ครูใหญ่ร่างไร้ชีวิตที่นอนให้เราผ่าร่างท่านอยู่ตรงหน้าท่านก็เป็นคนที่ตายแล้ว

แต่ผมก็ผ่านไปได้นะครับ ผมกลับชอบการนั่งอยู่ใกล้ๆอาจารย์ใหญ่ในตอนกลางคืนเสียอีกด้วย

จำได้ว่า ในช่วงนั้นผมขยันเรียนมาก หลังจากกินข้าวมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย ก็จะขึ้นไปบนห้องกร้อสพร้อมๆเพื่อนอีก ๓-๔ คน นั่งอ่านหนังสือด้วยกัน ตรงไหนอ่านไม่รู้เรื่องหรือนึกภาพไม่ออกก็เอื้อมมือไปเปิดดูร่างอาจารย์ใหญ่ที่นอนอยู่ข้างๆ อ่านไปอ่านมาก็เพลินครับ ดูเวลาอีกครั้งก็ล่วงเลย ๒ ยามไปบ่อยๆ

ผมจึงมั่นใจว่า “ผมไม่น่าจะกลัวผีนะ” แต่ที่ไหนได้ ผมก็ยังคงกลัวผีอยู่นั่นแหละ

แล้วเมื่อวันที่ต้องขึ้นชั้นคลินิก ต้องทำงานในหอผู้ป่วยจนถึงค่ำมืดดึกดื่น ผมก็นึกหวั่นใจ แต่เมื่อครั้นเรียนไป ทำงานไป ผมคงยุ่งจนลืมไปว่า “ผมกลัวผี” ขนาดเดินกลับหอพักหลังลงจากเวรเวลาเที่ยงคืนที่ต้องเดินผ่านห้องเก็บศพ ผมจึงยังไม่ใคร่จะรู้สึกกลัวผีสักเท่าไหร่ แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า ในช่วงผลัดเปลี่ยนเวรเวลานั้นมีคนทำงานเดินกันพลุกพล่านก็เป็นได้

หึหึ

มีคนเคยเล่าให้ฟังว่า คนเป็นหมอจะมีบารมีสูงในเวลาทำงาน ดังนั้น บารมีนี้นี่เองที่จะช่วยให้เราถูกคุ้มครอง ผีจะมาหลอกเราไม่ได้ และนี่ก็คือคาถาที่ดีที่สุดของผมที่ช่วยประคองความกลัวผีไม่ให้มันมากจนเกินงาม เวลาถูกตามให้ไปดูคนไข้ยามค่ำคืน ผมจึงสามารถเดินไปดูคนไข้คนเดียวอย่างปล่าวเปลี่ยวเอกาได้อย่างสบายๆ ผมไม่กลัวผีขณะปฏิบัติหน้าที่ ผมสามารถเดินไปดูคนไข้ที่เพิ่งเสียชีวิตได้อย่างใจสงบ ผมจึงเดินเข้าห้องผ่าตัดในยามวิเวกได้โดยไม่ต้องหาเพื่อนร่วมเดิน 

นึกภูมิใจเล็กน้อย ว่าในช่วงขณะเวลาหนึ่งนั้น “ผมไม่กลัวผี”

แต่ผมว่านะ บางทีมันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาว่ามาเสียทุกครั้ง เพราะยังไงๆ ก็ยังคงมีคนทำงานเห็นผีกันอยู่บ้าง

“อาจารย์ เมื่อช่วงหัวค่ำ มีคนเห็นเด็กวิ่งร้องไห้อยู่ในห้องผ่าตัด” ผมได้รับการบอกเล่าในทันทีที่เดินเข้ามาในห้องผ่าตัดเพื่อผ่าตัดคนไข้ฉุกเฉินรายหนึ่ง

“เด็กมันร้องไห้ มาถามหนูว่า จะออกทางไหน แล้วก็วิ่งไปห้องนู้นห้องนี้ เห็นกันหลายคน” พยาบาลห้องผ่าตัดเล่าให้ผมฟัง

“จะบ้าเหรอ” ผมตอบเขาไปอย่างนั้น

“พวกหนูจึงมานั่งคุยกัน มีคนจำได้ว่า เด็กคนนั้นน่าจะเป็นเคสที่ผ่าตัดหัวใจแล้วเสียชีวิตไปเมื่อช่วงบ่ายนี้นี่เอง” เธอยังคงเล่าต่อไป

“พวกหนูจึงรายงานพี่หัวหน้า แกว่าพรุ่งนี้จะนิมนต์พระมานำทางออกไป สงสัยเสียชีวิตตอนที่ยังไม่ทันเตรียมตัวเตรียมใจไม่รู้ตัว น่าสงสารนะจารย์นะ ยังเด็กอยู่เลย” เธอมีน้ำตาไหลออกมา 

แน่ะ..เปลี่ยนจากความกลัวไปเป็นความสงสารและเศร้าใจไปในบัดดล นั่งคงเป็นเพราะเธอเองก็คงมีลูกเล็กๆในวัยเดียวกันกระมัง และก็น่าแปลก ที่ผมไม่ได้รู้สึกกลัวผีขึ้นมาด้วยในตอนนั้น อาจจะเป็นเพราะว่ากำลังมีสมาธิในการจะเริ่มผ่าตัดกระมัง หรือผมอาจจะเชื่อในบารมีของความเป็นหมอที่ต้องเข้ามาช่วยชีวิตคนอื่น จึงขาดซึ่งความผีที่ติดตัวมาตั้งแต่จำความได้

แต่ผมยังคงจำเรื่องราวเรื่องหนึ่งได้

ผมถูกตามให้มาช่วยผ่าตัดในดึกของวันหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว นั่นมันคือเวลาราวตีสอง

ผมจอดรถบนตึกจอดรถ เดินผ่านหน้าห้องไอซียูเด็ก ผ่านทางเชื่อมตึกมายังข้างๆห้องไอซียูเด็กอ่อนแรกเกิด (ที่ตรงนี้ไม่น่ากลัวผี เพราะเด็กทารกแรกเกิดคงยังเดินมาหลอกผมไม่ได้) ผมเดินเลี้ยวผ่านมายังหน้าห้องคลอดและตรงเข้าห้องผ่าตัด ผมเปิดประตูเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าตามปกติ และเดินเข้าไปยังห้องผ่าตัดที่เค้าเรียกผมมา (หึหึ รู้นะ ว่ามีคนแอบนึก ว่าผมคงจะเจอผีระหว่างทางล่ะสิ เปล่าเลย ผมไม่ได้กลัวผีในขณะปฏิบัติหน้าที่ไง ลืมแล้วหรือ)

ผมล้างมือ สวมชุดเขียวปราศจากเชื้อ สวมถุงมือ ผมกรีดมดลูก ล้วงเด็กออกมา ทำคลอดรก และเริ่มการเย็บปิดผนังมดลูก และเมื่อถึงตรงนี้ความเครียดจึงได้ลดลง เราจึงเริ่มคุยกันได้ตามปกติ

“อาจารย์ เมื่อกี้พวกหนูถูกผีหลอก” พยาบาลผู้ส่งเครื่องมือเริ่มต้นสนทนา

“เป็นไงเหรอ” ผมสงสัยว่าการหลอกนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือมันคงเป็นเรื่องเย้ากันเล่นๆ

“พวกหนูนอนอยู่บนเตียง แล้วก็เห็นขาห้อยลงมาจากเตียงด้านบน” ผมนึกถึงเตียง ๒ ชั้นในทันที

“เธอแน่ใจได้ยังไง อาจจะเป็นขาของพวกเธอเองก็ได้” ผมแย้ง

“ผู้ชายค่ะอาจารย์ ขาผู้ชาย มันนิ่งมาก หนูเลยลุกขึ้นมาดูก็ไม่เห็นใคร มันมีแต่ขา นี่พวกหนูยังใจสั่นขวัญแขวนกันอยู่เลย” เธอยังไม่ยอม และผมก็เชื่อ 

“บ้า” ผมตะโกนด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเพราะโกรธผีที่มาหลอกคนทำงานอย่างพวกเรา

“มาหลอกคนทำงานช่วยชีวิตคนแบบนี้ คนเค้าเลยได้กลัวกันหมด บาปตายห่า นี่เรามาทำงานช่วยชีวิตคนนะโว้ย เค้าต้องการสมาธิ เข้าใจไหม ไม่ได้มานอนโรงพยาบาลเพื่อให้กลัวผี บ้าเอ๊ย” ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ คนกลัวผีจนขี้ขึ้นหัวอย่างผมจึงได้โกรธจนลืมกลัว โกรธจริงๆนะนั่น แล้วผมก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับผีตัวนั้นอีกเลย 

หลังจากเคลื่อนย้ายคนไข้เรียบร้อยก็ได้เวลากลับบ้าน ผมเดินกลับไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า และพลันก็ได้สติ

“เมื่อกี๊กูพูดอะไรไปบ้างวะ” ครับ เมื่อเสร็จงาน เสร็จหน้าที่ บารมีก็คงหมดไปด้วยกระมัง

ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าในเวลาตีสองเศษมันช่างวังเวงวิเวกยิ่งนัก ล๊อกเก้อร์เก็บของสีน้ำตาลล้วนปิดสนิท ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเล็กๆเปิดอ้าไว้ทุกห้อง ผมมองเข้าไปก็เห็นตัวเองในกระจก และในกระจกมีเฉพาะผมไม่มีคนอื่น แสงไฟจากนีออนส่องสลัว ผมขนลุกซู่

“เมื่อกี๊กูพูดอะไรไปบ้างวะ” ผมยังย้อนถามตัวเองด้วยคำถามเดิม

“ไม่กล้าเปลี่ยนเสื้อ” ผมนึกในใจ ไม่กล้าถอดเปลี่ยนเสื้อผ่าตัด ผมกลัวว่าเมื่อถกเสื้อเขียวขึ้นมาเพื่อถอดออกและเสื้อมันพ้นหัวออกไปแล้วจะเจอเจ้าของขาคู่นั้นมายืนอยู่ ผมพูดอะไรออกไป ผมกลัวผี ผมจึงยืนนิ่งๆและมองรอบห้อง มองเพดานห้อง ขนยังไม่หยุดลุกซู่ๆ ผมไม่เจออะไรหรอก แต่ผมก็กลัวสุดชีวิต ว่าแล้วก็ตัดสินใจไม่ถอดเสื้อ เพราะถึงจะอยากถอดมือมันก็ไม่ยอมขยับ จึงกลับบ้านด้วยชุดผ่าตัดเขียวๆไปอย่างนั้น เมียคงงงที่ตื่นมาแล้วมีชุดเขียวอยู่ที่ปลายเตียงนอน

เห็นไหม ผมยังคงกลัวผีจริงๆ

...................

ความกลัวในสิ่งที่ไม่เคยเห็น หรือมองไม่เห็นมันคือความกลัวที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก 

สมัยก่อนผมถูกเลี้ยงมาด้วยความกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น

“นอนห่มผ้าซะ อย่าให้ตีนโผล่ ผีจะมาเลียตีน” ญาติผู้พี่เคยบอกผมเมื่อครั้งยังเป็นเด็กและมานอนที่บ้านทวด “ท้องกรูด” สมุย

“อย่าเล่นซ่อนหาเวลากลางคืน ผีจะมาบัง คนจะหาไม่เจอจริงๆนะ” ยายบอก แกคงรำคาญหรือกลัวเรามีอันตรายจากการเล่นตอนกลางคืน จึงได้หลอกมาอย่างนั้น

และผมก็เชื่อ และผมก็กลัว และผมก็แกะมันไม่ออก

หูและสมองมันเชื่อไปตามนั้น โดยไม่รู้ว่าหูมันเพี้ยนหรือสมองมันเพี้ยน

.................

วันนี้ผมขึ้นเครื่องบินไทยยิ้ม เค้าแจกขนมหวานจากร้านชื่อดัง แถมด้วยกาแฟซองจากร้านแมลงดาว พนักงานบริการบนเครื่องแจ้งว่าเป็นโอกาสอันเนื่องมาจากครบรอบวันเกิดไทยยิ้มปีที่เท่าไหร่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ (แต่ชอบใจมากๆ)

เวลาขึ้นเครื่องบิน บางครั้งผมก็สงสัย ว่าพนักงานสาวสวยเหล่านั้น เค้าจะรีบประกาศหรือรีบพูดกันไปทำไมหนักหนา เพราะฟังไปก็ไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ทัน หรือเอ๊ะ..หรือว่าผมหูไม่ดีไปเสียแล้ว

“ขำ นี่มันสายการบินไก่ขันหรือไร” ผมได้ยินคุณป้าข้างหลังพึมพัม

“ทำไมเหรอ” หลานสาวคนนั้นคงสงสัยเหมือนผม

“ก็เห็นเขาประกาศอะไรสักอย่าง แล้วพูดว่า เอกอี๊เอ้กเอ้ก ยังกะไก่ขัน” ป้าแกตอบ

ออ.....

For more information, please contact zero two one one eight eight eight eight eight

ขำ

ซีโร่ทู วันวันเอ้ท เอ้ทๆ เอ้ทๆ

แกเลยฟังเป็น “เอกอี๊เอ้กเอ้ก” พ้นไป

ช่างสร้างสรรค์ยิ่งนัก 

ธนพันธ์ ชูบุญอันที่จริงก็กลัวผีน้อยลงตั้งแต่มีลูกนะ พ่อต้องเป็นฮีโร่ไง

๑๐ กค ๖๑

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง

คำสำคัญ (Tags)#โรงพยาบาล#ผี

หมายเลขบันทึก: 648878, เขียน: 11 Jul 2018 @ 21:38 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 3, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก


ความเห็น (2)

เล่าเผีทีไร ทั้งสนุก ทั้งกลัวแบบมันๆชอบๆ

เขียนเมื่อ 

อ่านทีไร..สนุก ทุกที ๆ…ขอบคุณมาก เจ้าค่ะ คุณหมอ…(อย่าเล่าเรื่องผีๆหลอกเด็กแล้วกัน..เดี๋ยวนี้..ผีมันหลอก..อยู่ในมือ..ถือ..น่าจะลองถามลูกดู..ว่าเชื่อรึเปล่า…๕…)…