บันทึกชุด พลังแห่งวัยเยาว์ นี้ ตีความจากหนังสือ The Importance of Being Little : What Young Children Really Need from Grownups ซึ่งเป็นหนังสือ New York Times Bestseller  เขียนโดย Erika Christakis

ตอนที่ ๙ ความลับของวัยเด็ก  ตีความจากบทที่ 8 The Secret Lives of Children : Fear, Fantasy, and the Emotional Appetite 

ความลับสำคัญคือ เด็กคิดได้ลึกซึ้งกว่าที่เราเข้าใจ    หากได้อยู่ใน “พื้นที่เอื้อการเรียนรู้”    ซึ่งหมายถึง อยู่กับครูที่ตนรักและไว้วางใจ   ในบรรยากาศและพื้นที่ทางกายภาพที่เป็นธรรมชาติ 

 

แย่งของเล่น  

ผู้เขียนเล่าเหตุการณ์ที่ “ครู วอล์กเก้อร์” แก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทระหว่างเด็กผู้ชายสองคน โดยเด็กแย่งของเล่นที่โรงเรียนจัดไว้ให้    วิธีที่ครูวอล์กเก้อร์แก้ปัญหาเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วๆ ไป    คือให้เด็กขอโทษซึ่งกันและกัน   

นั่นเป็นวิธีการที่ไม่เข้าใจอารมณ์ของเด็ก    และไม่ได้ใช้พลังของอารมณ์เป็นเครื่องมือให้เด็กได้เรียนรู้    และตัวปิดกั้นหลักคือ ผู้ใหญ่ตีความเหตุการณ์ที่เด็กระเบิดอารมณ์ตามมุมมองหรือตามการตีความของผู้ใหญ่    ไม่ได้พยายามเข้าใจความรู้สึกของเด็กในตอนนั้น    ไม่ได้ใช้ความรู้ว่าด้วยพัฒนาการเด็กในการทำหน้าที่แก้ปัญหา     ซึ่งจะนำไปสู่กุศโลบายดึงจุดสนใจออกจากตุ๊กตาของเล่นที่ก่อปัญหา    

ผู้เขียน (Erika Christakis) เล่าเหตุการณ์ที่นำไปสู่การวิวาท และคำพูดโต้ตอบของครู วอล์กเก้อร์ กับเด็กทีละคน    แล้วเฉลยว่า “ครู วอล์กเก้อร์” คือตัว Erika Christakis เอง สมัยยังขาดประสบการณ์   

   ที่จริงความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติในชีวิต    เด็กควรได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ขัดแย้ง ที่ตนเผชิญ    แต่การที่มีความขัดแย้งระหว่างเด็กในห้องเรียน ถูกมองว่าเป็นความบกพร่องของครู    เมื่อเกิดเหตุการณ์ครูจึงต้องหาทางยุติโดยเร็วที่สุด    ไม่เอาใจใส่การใช้เป็นโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องอารมณ์   

การระเบิดอารมณ์ของเด็กในที่สาธารณะ เป็นเรื่องที่พ่อแม่อับอาย    นำไปสู่การระงับการอาละวาดด้วยวิธีการที่ไม่ก่อการเรียนรู้แก่เด็ก   

โปรดสังเกตว่า ผลประโยขน์ของผู้ใหญ่ กลายเป็นตัวบดบังผลประโยชน์ด้านการเรียนรู้ของเด็ก   

นอกจากนั้น เรายังหลงใช้มาตรฐานความประพฤติของผู้ใหญ่ต่อเด็กอีกด้วย    โดยยึดถือว่า ผู้ใหญ่ต้องมีความสามารถควบคุมอารมณ์ของตนได้    ไม่ระเบิดอารมณ์ หรือแสดงอารมณ์ออกมา     วิถีปฏิบัติต่อเด็กตามแนวนี้ผิด    เป็นการยับยั้งการแสดงออกของ “ชีวิตด้านใน” (inner life) ของเด็ก    มีผลลดทอนการเรียนรู้ในมิติที่ลึก 

     ครูและพ่อแม่ต้องรู้จักใช้เหตุการณ์สะเทือนอารมณ์ เป็นสื่อการเรียนรู้เชิงลึกของเด็ก    โดยตั้งคำถามให้เด็กผลัดกันแสดงความรู้สึก และการตีความออกมา     ซึ่งผมมองว่า นี่คือการเรียนรู้จากเหตุการณ์จริง ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิด (reflection) นั่นเอง    โดยครูต้องมีทักษะกระตุ้นให้เด็กแสดงออกอย่างอิสระ     

 

ถ้อยคำที่ลึกซึ้ง

ผู้เขียนเล่าเหตุการณ์ในชั้นเด็กเล็ก  ที่ครูให้ช่วยกันบอก คำเกี่ยวกับผักและสวนครัว ที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร s   แล้วครูเขียนคำนั้นขึ้นกระดาน    จนมาถึงเด็กชายคนหนึ่งเสนอคำว่า soul    ครูถามว่าหมายถึง sow, soil ใช่ไหม    เด็กย้ำว่า soul ชัดเจน   ครูบอกว่าไม่ตรงกับคำในเรื่องผักและสวนครัว    และไม่เขียนคำ soul ลงบนกระดาน

ผู้เขียนบอกว่า วิธีที่ดีกว่าคือ ครูเขียนคำ soul ลงบนกระดาน    ให้ผู้เสนออธิบายว่าเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับพืชผักและสวนครัวอย่างไร    และให้นักเรียนคนอื่นๆ ช่วยกันออกความเห็นด้วย    ครูก็จะได้ทำความเข้าใจความคิดในมิติที่ลึกของเด็ก   

เหตุการณ์ที่เด็กเผชิญในชีวิตประจำวันสามารถนำมาเป็นหัวข้อเรียนรู้ในมิติที่ลึกได้มากมาย    เช่นเรียนรู้เรื่องความเจ็บปวดจากอาการปวดฟันของเด็กบางคน   การมีญาติตาย   และเหตุการณ์อื่นๆ ในครอบครัว  และในชุมชน   ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เด็กสนใจและหยิบยกขึ้นมาเล่าความประทับใจของตน   

เด็กเล็กอเมริกันในยุคนี้จำนวนหนึ่งมีปัญหาพัฒนาการด้านอารมณ์    ร้อยละ ๑๐ มีปัญหาความผิดปกติทางอารมณ์อย่างรุนแรง    อีกร้อยละ ๕ – ๑๕ มีความผิดปกติไม่รุนแรง แต่อาจส่งผลต่อพัฒนาการเด็กได้    สาเหตุส่วนสำคัญคือความเครียด (toxic stress)    และบางคนเผชิญเหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลทางใจ ทำให้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งยิ่งเป็นการทำร้ายเด็กยิ่งขึ้นอีก    ตัวอย่างเช่น ผลการวิจัยชิ้นหนึ่งบอกว่า ในเด็กที่ไปรับการรักษาที่ คลินิกเด็ก ของโรงพยาบาลประจำนครบอสตัน ร้อยละ ๑๐ เคยเผชิญเหตุการณ์ยิงหรือแทงด้วยตนเองก่อนอายุ ๖ ขวบ   

นอกจากนั้นในสหรัฐอเมริกา มีเด็ก ๑๕ ล้านคน อยู่ในบ้านที่พ่อหรือแม่เป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง    ผลการวิจัยแม่ในนคร นิวฮาเวน รัฐคอนเน็คติกัต  พบว่าหนึ่งในสามเป็นโรคซึมเศร้า    และเด็กที่ไปเข้าศูนย์เด็กอายุ ๒ ขวบ (โครงการ Early Head Start) เกือบร้อยละ ๔๐ มีความอ่อนแอด้านความผูกพัน (attachment) กับแม่    ส่อสัญญาณว่า จะมีเด็กจำนวนมากเติบโตขึ้นเป็นคนมีปัญหา    และยิ่งกว่านั้น พบว่าพนักงานดูแลเด็กเล็กเองมีอุบัติการณ์ของโรคซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ มากกว่าคนทั่วไป    ทั้งหมดนี้สะท้อนสภาพความเครียดทางจิตใจที่เด็กเล็กอเมริกันจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่   

สถานการณ์ในสังคมไทยเรา เป็นอย่างไร? 

การให้ความสำคัญต่อชีวิตด้านในของเด็กเล็กเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในการเลี้ยงและดูแลเด็ก  

ปัญหาสำคัญคือเป็นธรรมชาติของผู้ใหญ่ ที่ “ไม่ให้คุณค่าต่อสิ่งที่มองไม่เห็น  และเมื่อเราไม่เห็น เราก็ไม่ให้คุณค่า”  (What we don’t see, we don’t value; and what we don’t value, we don’t see.)    

เขาอ้างถึงผลการวิจัยศึกษาวิธีเลี้ยงเด็กอายุ ๒ - ๓ ขวบ ของชนเผ่าเอสกิโม (Inuit)  โดยการกระตุ้นความคิด ด้วยการถามคำถามที่ก่อความสะเทือนใจ เช่น ทำไมเธอไม่ตายเสีย ฉันจะได้เอาเสื้อตัวใหม่ของเธอ    ทำไมเธอไม่ฆ่าน้องที่นอนแบเบาะของเธอ  

เขาเล่าความกล้าหาญของศูนย์เด็กเล็กที่ผู้เขียนเคยทำงาน  ที่ริเริ่มโครงการ “สร้างเรื่องราวจากสิ่งที่พบเห็น”    ให้เด็กให้คำอธิบายเรื่องราวของสิ่งที่ไปพบเห็น  เพื่อทำให้การเรียนรู้ของเด็ก “ปรากฏแก่สายตา” (visible)    เช่นเมื่อไปเห็นประติมากรรม the fallen knight   ครูก็ตั้งคำถามว่า อัศวินไปที่นั่นได้อย่างไร  เรื่องราวของอัศวินเป็นอย่างไร  ตามมาด้วยคำถามอื่นๆ    ทั้งหมดนั้นเป็นแบบฝึกหัดให้เด็กเรียนโดยการคิด    ผิดถูกไม่สำคัญ  สำคัญที่ได้ฝึกคิด และฝึกฟังความคิดเของเพื่อนๆ   

แนวคิดเช่นนี้ นำไปสู่ place-based education    ที่เด็กเล็กได้เรียนจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น    ไม่ใช่เรียนตามข้อกำหนดของผู้คิดมาตรฐานการเรียนของเด็กเล็กที่กำหนดว่า วันจันทร์ให้เรียนรู้จาก ...   วันอังคารเรียนรู้จาก ...  ฯลฯ    ซึ่งเป็นการเรียนที่ขาดความเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพของเหตุการณ์จริง   

การเรียนรู้จากเหตุการณ์จริง ในสถานที่จริง  ภายใต้เงื่อนไขที่ถูกต้อง ช่วยให้เด็กได้ฝึกการคิดระดับสูง (Higher Order of Thinking)    การศึกษาเด็กเล็กที่ดี ต้องจัดสถานการณ์เช่นนั้นให้เกิดขึ้นบ่อยๆ   

ทั้งหมดนั้น เท่ากับว่า ต้องจัดสถานการณ์การเล่นของเด็กเล็กให้ปลอดจากการครอบงำของธุรกิจ 

 

มิติด้านอารมณ์

มิติด้านอารมณ์กับการเรียนรู้ของเด็กเล็ก มีหลายด้าน    ด้านแรกคือการเรียนรู้ด้านอารมณ์ เพื่อวางรากฐานสุขภาวะทางอารมณ์ให้แก่เด็ก  ด้านที่สองคือการสร้างสภาพอารมณ์ของเด็กให้เอื้อต่อการเรียนรู้  และด้านที่สามคือการตรวจสอบสภาพทางอารมณ์ของครู เพื่อให้ครูอยู่ในอารมณ์ที่เหมาะต่อการทำหน้าที่จัดการเรียนรู้แก่เด็ก

 มีเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์ เป็นเด็กก้าวร้าว  ที่มีโอกาสสูงที่จะถูกให้ออกจากโรงเรียน    ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย เยล ชื่อ Walter Gilliam คิดวิธีช่วยเหลือเด็กเหล่านี้โดยจัดบริการให้คำปรึกษาในชั้นเรียนเด็กเล็กในรัฐคอนเน็คติกัต    พบว่าช่วยให้ครูลดปัญหาเด็กก้าวร้าวลงไปได้    แต่วิธีให้คำปรึกษาในสภาพจริงนี้ไม่สามารถครอบคลุมชั้นเด็กเล็กทั้งหมดได้   

นอกจากนั้น ครูยังอยู่ภายใต้ข้อกำหนดให้ใช้วิธีจัดการชั้นเรียนเพื่อจัดการอารมณ์ของเด็กหลายรูปแบบ   โดยใช้เวลาสัปดาห์ละ ๒๐ - ๓๐ นาทีเช่นลดความโกรธด้วยเทคนิคเต่า (หดหัวเข้ากระดอง เพื่อไม่ต้องเผชิญเรื่องกวนอารมณ์)    บางวิธีการก็มีหลักฐานยืนยันว่าได้ผลดี    แต่ส่วนใหญ่ผลไม่ชัดเจน  

การที่วงการศึกษาเด็กเล็กเอาใจใส่ชีวิตด้านสังคมและอารมณ์ของเด็กเป็นเรื่องดียิ่ง    แต่การแยกส่วนเรื่องนี้เป็นเวลาเรียนเฉพาะเรื่องอารมณ์น่าจะไม่ถูกต้อง    การเรียนรู้ด้านอารมณ์น่าจะบูรณาการอยู่ในทุกส่วนของการเรียนรู้ของเด็ก   ตามหลักการ “อารมณ์คือหลักสูตรชั้นเด็กเล็ก” (emotion is curriculum)   การเรียนรู้ทั้งหมดของเด็กเล็กเป็นพัฒนาการด้านอารมณ์

วิธีการที่ผิดพลาดนี้เอง ที่เป็นตัวก่อปัญหา    และนำไปสู่ความละเลยที่จะสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ถูกต้องให้แก่เด็ก   ตามหลักการ “สภาพแวดล้อมของเด็กเล็กคือหลักสูตร” (the young child’s environment is the curriculum)    เพื่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก    การริเริ่มใดๆ เกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านสังคม-อารมณ์ของเด็กที่ไม่เชื่อมโยงหรือบูรณาการกับวัฒนธรรมในชั้นเรียน เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  เป็นการเสียเวลาและค่าใช้จ่ายแบบสูญเปล่า  

สำหรับเด็กเล็ก หลักสูตรมีความสำคัญน้อยกว่าบรรยากาศของความรักและความผูกพันระหว่างครูกับศิษย์

 

เอาการทดสอบออกไป

ปัญหาคือชั้นเรียนเด็กเล็กค่อยๆ เหมือนชั้นเรียนระดับประถมเข้าไปทุกที   คือมีการตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ทางวิชาการ    ทำให้บรรยากาศชั้นเรียนเป็นพิษต่อพัฒนาการเด็กเล็ก    มีการสร้างความเครียดแก่เด็กโดยไม่จำเป็นจากการทดสอบ   

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตวัยเด็กเล็กคือ จินตนาการ   ชั้นเรียนเด็กเล็กต้องเป็นพื้นที่ส่งเสริมจินตนาการของเด็ก    ไม่ใช่พื้นที่ดับจินตนาการอย่างในปัจจุบัน   

จินตนาการ (imagination) เป็นเส้นทางสู่ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy)    เมื่อเด็กเหยียบเท้าเพื่อน เด็กต้องจินตนาการความรู้สึกของเพื่อนออก  จึงจะเข้าใจความรู้สึกของเพื่อน   จินตนาการจึงเป็นเส้นทางสู่พัฒนาการทางอารมณ์  

นี่คือชีวิตด้านในของเด็กเล็ก ที่จะต้องมีการปกป้องให้เด็กได้มีพื้นที่และเวลาสำหรับพัฒนาตนเอง

ชีวิตด้านในที่เชื่อมโยงกับจินตนาการคือความเพ้อฝัน (fantasy)    ความเพ้อฝันของเด็กนำไปสู่ความอยากรู้อยากเห็น (curiosity)   และการค้นคว้า ทดลอง เพื่อหาคำตอบ จากธรรมชาติจริง ชีวิตจริง    ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ดีกว่าอ่านจากหนังสือหรือสื่ออื่นๆ    

จุดอ่อนของการศึกษาเด็กเล็กในปัจจุบัน คือเน้นเฉพาะ ความจริง หรือข้อเท็จจริง    ละเลยจินตนาการ และความเพ้อฝัน  

 

นิทานสำหรับเด็ก

นิทานสำหรับเด็กมีทั้งที่คุณภาพดี และคุณภาพไม่ดี    นิทานคุณภาพดีมีทั้งที่เป็นนิทานอมตะ และที่แต่งขึ้นใหม่ในสมัยปัจจุบัน    สำหรับเด็กเล็กมักเป็นนิทานภาพ สำหรับให้ผู้ใหญ่อ่านให้เด็กฟัง เพราะเด็กเล็กยังอ่านหนังสือไม่ออก  

บริบทสำหรับการเรียนรู้ของเด็กเล็กเป็นบริบทที่ช่วยให้เด็กเชื่อมโยงกับโลกของตนเองได้    แต่ในขณะเดียวกันเด็กก็ต้องการบริบทสมมติที่เปิดมุมมองใหม่ๆ ที่เด็กเชื่อมโยงกับตนเองได้   นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ที่มีตลอดชีวิต   ดังกรณีผู้ใหญ่อ่านนวนิยาย ก็เพื่อเชื่อมโยงโลกของตนเองกับบริบทใหม่ๆ ที่ตนอาจจะไม่คุ้นเคย   

นิทานอมตะสำหรับเด็กอาจมีบริบทที่แตกต่างจากชีวิตในปัจจุบันมาก   ผู้ใหญ่อาจช่วยอธิบายความแตกต่างนั้นให้เด็กเห็น   เช่นเป็นเรื่องราวผจญภัยของเด็กผู้ชายทั้งสิ้น   ครูอาจเริ่มต้นอธิบายก่อนอ่านนิทาน   ว่าสมัยร้อยปีก่อน เด็กผู้หญิงไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอิสระเท่าเทียมกับเด็กผู้ชายอย่างในสมัยนี้    แล้วจึงอ่านนิทาน  

การอ่านนิทานให้เด็กฟัง เป็นการเปิดจินตนาการให้แก่เด็ก    ผมมีความเห็นว่า ผู้อ่านควรหยุดเป็นช่วงๆ  และชวนเด็กคิด ว่าตนมีมมุมมองต่อเหตุการณ์ หรือตัวละคร ในนิทานส่วนที่อ่านมาแล้วอย่างไรบ้าง    นี่คือการทำ กิจกรรมสะท้อนคิด (reflection) ฝึกการคิดให้แก่เด็ก    รวมทั้งฝึกฟังความคิดของเพื่อนที่อาจคิดต่างจากตนเองด้วย  

 

คุณธรรมในนิทาน

นิทานที่เด็กชอบคือนิทานคุณธรรมที่ผู้แต่งแต่งเก่ง    เพราะเด็กมีธรรมชาติรักความยุติธรรมและความเป็นธรรม   ผู้เขียนเล่าประสบการณ์อ่านนิทานอมตะเรื่อง Big Bad Bruce (1) ให้เด็กเล็กฟัง    เด็กๆ ตื่นเต้นและชอบตอนจบ ที่หมียังคงสภาพโดนแม่มดสาปให้มีตัวเล็กเท่าหนู    ที่ไม่สามารถไปรังแกสัตว์อื่นได้อีก อย่างสมัยมีร่างกายกำยำใหญ่โต    

 

ความลับของวัยเด็กคือ เด็กมีธรรมชาติ “ตีสองหน้า”   หน้าหนึ่งเด็กเป็นคนอ่อนแอ ต้องการความช่วยเหลือ   อีกหน้าหนึ่งเด็กมีพลัง ต้องการเป็นตัวของตัวเอง    วัยเด็กเป็นวัยของการอยู่ใต้ปกครอง     และในขณะเดียวกัน เป็นวัยที่ต้องการอิสระ  

วิจารณ์ พานิช        

๑๕ เม.ย. ๖๑