บันทึกชุด พลังแห่งวัยเยาว์ นี้ ตีความจากหนังสือ The Importance of Being Little : What Young Children Really Need from Grownups ซึ่งเป็นหนังสือ New York Times Bestseller  เขียนโดย Erika Christakis ผู้เคยทำงานเป็นครูเด็กเล็ก  ได้รับใบรับรองคุณวุฒิครูก่อนอนุบาลถึง ป. ๒ ของรัฐแมสซาชูเซทส์  สหรัฐอเมริกา     และเคยเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเยล ที่ The Yale Child Study Center    หนังสือเล่มนี้สื่อสารว่า เด็กเล็กมีพลังของการเรียนรู้มากกว่าที่เราคิด    โดยที่เด็กจะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา     หากผู้ใหญ่ทำความเข้าใจเด็ก และรู้วิธีส่งเสริมการเรียนรู้    เด็กจะเติบโตเต็มศักยภาพและเป็นคนดีมีประโยชน์ต่อสังคม มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้มากมาย  

บันทึกตอนที่ ๒ ผู้เรียนรู้ตัวเล็กๆ เป็นครู นี้ ตีความจากบทที่ 1 : Little Learners : The Classroom Called Childhood

กล่าวง่ายๆ บันทึกชุด พลังแห่งวัยเยาว์ ตั้งคำถามว่า “เด็กคือใคร”  บันทึกที่ ๒ นี้ตอบว่า “เด็กคือครู” ที่ช่วยให้เข้าใจการเรียนรู้ของเด็กเล็ก

 

ดินแดนที่การเรียนรู้ดีที่สุด (Optimal Learning Zone)

ผู้เขียน (Erika Christakis) เล่าเรื่องการเสวนาของตนกับเด็กผู้หญิงอายุ ๕ ขวบ ชื่อ Abby ที่คลั่งใคล้เรื่อง นกล่าเหยื่อ จากการอ่านหนังสือเรื่องนกล่าเหยื่อสำหรับเด็ก   ที่มีรูปนกขนาดใหญ่พร้อมคำอธิบาย    เครื่องมือเรียนรู้เรื่องนกล่าเหยื่อนอกจากหนังสือ ยังมีกล้องส่องดูนกขนาดเล็กสำหรับเด็ก  เอาไว้ส่องดูนกจากหน้าต่างห้องเรียน  แท่งสีเครยอง  และกระดาษสำหรับวาดรูปนก    นอกจากนั้นยังมีรังนกขนาดและชนิดต่างๆ วางไว้บนโต๊ะโดยเด็กนักเรียนช่วยกันจำแนกประเภทของรัง  ชนิดของนก  และเขียนบอกชื่อนกไว้    โดยค้นคว้าความรู้จากหนังสือ Nature Guide

ข้อความที่เสวนากัน สะท้อนว่า Abby มีความรู้เรื่องนกล่าเหยื่อมากอย่างไม่น่าเชื่อว่าเด็กอายุ ๕ ขวบจะมี    รวมทั้งมีคลังคำยากๆ เกี่ยวกับนกและคำพูดโต้ตอบ    แต่เมื่อดูการ์ตูนรูปนกคาบขวดพริกไทยโรยตัวงู    Abby ก็แสดงท่าทีงุนงงสงสัยว่าขวดนั้นคืออะไร    และทำไมนกต้องเอาไปโรยตัวงู    คำพูดเสวนาของผู้เขียนค่อยๆ ช่วยให้ Abby เข้าใจความหมายและอารมณ์ขันในการ์ตูน          

อ่านเรื่องเล่านี้แล้ว  ผมสรุปข้อเรียนรู้แก่ตนเอง ๓ ข้อ  (๑) โรงเรียนของ Abby จัด “ดินแดนที่การเรียนรู้ดีที่สุด” ให้แก่นักเรียน  (๒) คำเสวนาของผู้เขียน ช่วยให้ Abby ได้ทำความเข้าใจและเรียนรู้ความหมายของภาพการ์ตูน   แยกแยะกับเรื่องจริง  (๓) คำสนทนาของผู้เขียน เป็น “นั่งร้าน” (scaffolding) ให้ Abby ค่อยๆ เกิดความเข้าใจความหมายของการ์ตูน แยกแยะออกจากเรื่องจริง    ปฏิสัมพันธ์และการสนทนาโต้ตอบแบบเคารพความคิดของเด็กแบบนี่แหละ ที่เป็นการทำหน้าที่ครูเด็กเล็กที่ถูกต้อง    คือช่วยให้เด็กยกระดับความรู้ความเข้าใจเรื่องต่างๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ   

สิ่งที่ผู้เขียนทำได้แก่ การนิยามคำ  การกล่าวคำนิยามนั้นซ้ำ  ช่วยทบทวนสิ่งที่เด็กรู้แล้ว  และช่วยทำให้วลีหรือแนวคิดสำคัญกระทบความสนใจโดยกล่าวให้เกินจริง    ทั้งหมดนั้นเป็นไปตามหลักของการทำ scaffolding ต่อการเรียนรู้    คือช่วยขยายดินแดนของความสงสัยใคร่รู้ของเด็กออกไป    ตามทฤษฎี cycle of disequilibrium ของ Jean Piaget    ซึ่งในคำไทยเรามักพูดกันว่าเป็นการกระตุ้น “ต่อมเอ๊ะ” (เอ๊ะ! นี่อะไร   ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน)    ตามด้วย “อ๋อ” (accommodation) (อ๋อ! เป็นอย่างนี้เอง)    

ผู้เขียนบอกว่า ในช่วงที่เสวนากับ Abby ตนเองก็อยู่ใน optimal learning zone เช่นเดียวกัน  

ใน “ดินแดนการเรียนรู้ที่ดีที่สุด” ของเด็ก ต้องการผู้ใหญ่ที่เข้าใจเด็กใน ๒ ระดับ  (๑) ระดับทั่วไป   คือความเข้าใจทฤษฎีว่าด้วยพัฒนาการเด็ก    ว่าในอายุขนาดนั้น เด็กเข้าใจอะไร ไม่เข้าใจอะไร    ดังกรณี Abby ไม่รู้ว่าขวดพริกไทยคืออะไรในตอนแรก   (๒) ระดับตัวเด็กเป็นรายคน  ว่ามีนิสัย อารมณ์ ระดับพัฒนาการด้านต่างๆ เป็นอย่างไร    แล้วผู้ใหญ่ใช้ความรู้ทั้งสองระดับนี้ในการมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอย่างเหมาะสมเป็นรายคน    เพื่อสร้าง “พื้นที่เรียนรู้” (learning habitat) ที่เหมาะสมแก่เด็กเป็นรายคน   

พื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสมประกอบด้วยสองส่วน   คือ ส่วนกายภาพ  ได้แก่ห้องเรียน สนามเด็กเล่น  สนามกีฬา  และวัสดุช่วยการเรียนรู้ต่างๆ    กับส่วนปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ได้แก่ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน และกับครู (และพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้าน)    การเรียนรู้ที่ดีของเด็กเล็กส่วนใหญ่เกิดจากปฏิสัมพันธ์    ไม่ได้เกิดจากการสอน  

 

ทำไมต้องมีโรงเรียนเด็กเล็ก (pre-school)

โรงเรียนหรือชั้นเด็กเล็ก ไม่ได้มีไว้เพื่อเรียนวิชา    แต่มีไว้เพื่อ “เตรียมความพร้อมในการเรียนรู้” สำหรับเรียนในชั้นเรียนจริง คือประถม ๑ เป็นต้นไป   นี่คือสภาพย้อนแย้งของชั้นเด็กเล็กในปัจจุบัน    ที่สิ่งที่ชั้นเด็กเล็กจัด กับความต้องการที่แท้จริงของเด็ก ไม่ตรงกัน   และยิ่งร้ายกว่านั้น ที่พ่อแม่จำนวนหนึ่งต้องการให้ชั้นเด็กเล็กสอนวิชา    เพื่อไม่ให้ลูก “ล้าหลังในการเรียน”   ข้อหลงผิดของพ่อแม่นี้ พบบ่อยกว่าในพ่อแม่เศรษฐฐานะต่ำ   

สมัยก่อน ไม่มีโรงเรียนอนุบาล หรือชั้นเด็กเล็ก    การเรียนรู้ขั้นต้นของเด็กเกิดขึ้นที่บ้าน    ที่แม่ พ่อ และญาติพี่น้องช่วยกันดูแลปลูกฝังพื้นฐานการเรียนรู้ในวัยเด็กให้    แต่ต่อมาทั้งพ่อและแม่ต้องออกไปทำงาน  รวมทั้งมีแม่หรือพ่อเลี้ยงเดี่ยวมากขึ้น   ตนเองต้องออกไปทำงาน (บางคนทำ ๒ งาน เพื่อให้มีรายได้เพียงพอ)    จึงต้องเอาลูกไปฝากเลี้ยงหรือฝากเรียน จึงเกิดชั้นเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลขึ้น   แรกๆ ก็จัดการเรียนรู้แบบ “ก่อนโรงเรียน” จริงๆ    แต่ได้ค่อยๆ กลายรูปแบบมาเป็น “โรงเรียน” สอนวิชาในภายหลัง     

โปรดสังเกตว่า ฝรั่งเรียก pre-school และ kindergarten ไม่ใช่ school   แต่ไทยเรียก โรงเรียนอนุบาล    แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าโรงเรียนหรือไม่   ทั้งฝรั่งและไทยก็เพี้ยนไปมากในเรื่องชั้นเด็กเล็ก   

จึงมีคำถามว่า ในปัจจุบัน ชั้นเด็กเล็ก จัดเพื่อเด็ก หรือเพื่อผู้ใหญ่กันแน่   

ทักษะสำคัญที่เด็กเล็กควรได้รับการฝึก ได้แก่ ทักษะทางสังคม  และทักษะทางอารมณ์   เช่นการรู้จักแบ่งปันกับเพื่อน  รู้จักฟังเพื่อน   ไม่ใช่ทักษะเตรียมพร้อมด้านเรียนวิชา    ทักษะด้านสังคมและทางอารมณ์เหล่านี้ เด็กได้จากหลักสูตรชั้นเด็กเล็กแบบเน้นการเล่น (play-based curriculum)    

 

ความหลงผิดด้านการเรียนรู้ในเด็กเล็ก

ข้อหลงผิดในเรื่องการสอนเด็กเล็กมาจากวิธีสอนแบบถ่ายทอดความรู้ (direct instruction - DI)   คือครูสอนความรู้และทักษะตรงๆ อย่างมีระบบแบบแผน    จุดอ่อนคือ ทำให้เด็กไม่มีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเอง    มัวแต่รับถ่ายทอดความรู้จากครู     และปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครูไม่ได้รับความเอาใจใส่  

ที่จริงวิธีสอนแบบถ่ายทอดความรู้ไม่ใช่จะเลวไปเสียทั้งหมด    การเรียนรู้บางเรื่อง ต้องใช้วิธีสอนแบบถ่ายทอดความรู้ เช่นการออกเสียงคำ   การอ่านออกเสียงแบบเน้นคำ เป็นต้น   

แต่การสอนแบบถ่ายทอดความรู้มีข้อเสีย ๒ ประการ  (๑) ทำให้ไม่มีเวลาสำหรับเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์  (๒) การสอนแบบถ่ายทอดความรู้ทำได้ง่าย  ครูที่ขาดทักษะการเป็นครูก็ทำได้   และเป็นวิธีที่ครูที่ขาดทักษะ หรือครูขี้เกียจ ใช้สอนเด็ก 

การเรียนรู้แบบนี้ ตรงกันข้ามกับ การเรียนรู้แบบเน้นปฏิสัมพันธ์ (relationship-intensive learning)     ซึ่งเน้นที่กิจกรรมการเรียนรู้ที่เด็กเป็นผู้ริเริ่ม (child-initiated learning activities)

 

ห้องเรียนแบบให้เด็กจัดการเรียนรู้เอง (Child-directed classroom)

นี่คือการจัดการเรียนการสอนแนว constructivism   ซึ่งดีมากสำหรับชั้นเรียนขนาดเล็กมาก    เปิดโอกาสให้เด็กหาความหมายของสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง   เคารพตัวตนและวิธีการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายคน    ถือเป็นวิธีจัดการเรียนรู้ในอุดมคติ   โดยที่ต้องมีพื้นที่การเรียนรู้ที่เตรียมอย่างดีมาก   ครูก็ต้องผ่านการฝึกเป็นพิเศษ    จึงยากที่จะเป็นรูปแบบการเรียนรู้สำหรับเด็กทั่วไป

 

ห้องเรียนแบบทางสายกลาง

เป็นห้องเรียนแบบผสมระหว่างสองแบบข้างบน    โดยเลือกเอาส่วนดีของแต่ละแบบมาใช้    คือมีโครงสร้างแบบ DI   แต่มีความยืดหยุ่นกว่า    โดยยึดตามแนวทางของนักพัฒนาการเด็กรัสเซียชื่อ Lev Vygotsky     คือจัดสภาพแวดล้อมทางสังคมเพื่อให้เอื้อต่อพัฒนาการเด็ก    ให้เด็กสร้างความรู้ใส่ตัวผ่านประสบการณ์ตรง    ท่านผู้นี้เสนอ zone of proximal development    ว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่มี coaching ที่ดี ช่วยให้เด็กบรรลุสภาพการเรียนรู้ที่เด็กบรรลุไม่ได้หากไม่มีตัวช่วยเช่นนั้น   ซึ่งผมตีความว่า ห้องเรียนแบบทางสายกลาง เน้นให้เด็กเรียนจากประสบการณ์ตรง และความพยายามของตนเอง    โดยมีครูคอยสังเกตอยู่ห่างๆ และให้ความช่วยเหลือบ้างเมื่อจำเป็น   แต่ความช่วยเหลือนั้นยึดหลัก ช่วยน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น    สภาพเช่นนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า peak learning zone   

สภาพ peak learning zone   จัดได้ง่ายๆ โดยใช้คำพูด    ให้นักเรียนคิดออกมาดังๆ    ซึ่งจะช่วยให้ครูและเพื่อนๆ มีปฏิสัมพันธ์ด้วยอย่างเหมาะสม   ช่วยให้ “มองเห็น” การเรียนรู้ภายในสมองของเด็ก   การคิดดังๆ นี้เป็นทั้งวิธีการให้เกิดการคิดแบบซับซ้อน   และสิ่งที่พูดออกมาก็เป็นผลของการคิดที่ซับซ้อน  

 

ผลลัพธ์ครึ่งๆ กลางๆ

เด็กแต่ละคนมีลักษณะจำเพาะของตนเอง    และมีเด็กจำนวนมากมีปัญหาด้านการเรียน   ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยคือ ครูไม่ได้ช่วยให้เด็กค้นพบ peak learning zone ของตนเอง    การสอนของครูในชั้น เด็กบางคนอาจรุ้สึกสนุก  แต่บางคนเบื่อ  บางคนสับสน  บางคนรู้สึกว่ายากไป  บางคนว่าง่ายไป  บางคนว่าโดนกระตุ้นมากไป  บางคนว่าเหนื่อยเกินไป ฯลฯ   

ข้อด้อยของชั้นเด็กเล็กที่พบบ่อยคือ ครูไม่ได้คำนึงว่าเด็กแต่ละคนมีลักษณะจำเพาะด้าน ความรู้สึกนึกคิดและประสบการณ์   กล่าวคือ ครูไม่เข้าใจเด็ก   เข้าไม่ถึงใจเด็ก   สภาพเช่นนี้รุนแรงยิ่งขึ้นในสมัยปัจจุบัน  ที่ชั้นเด็กเล็กหลงผิดไปทำหน้าที่โรงเรียน   

ข้อผิดพลาดใหญ่หลวงคือ การจัดชั้นเรียนเฉพาะวิชาให้แก่เด็กอนุบาล อายุ ๕ - ๖ ขวบ    ให้เด็กเดินเรียนไปตามห้องที่ครูสอนเฉพาะวิชานั้นๆ    ซึ่งมีผลให้ครูกับเด็กมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันน้อยมาก    ครูไม่รู้จักเด็ก

 

หนีเรียน

เรื่องราวตอนนี้ เด็กไม่ได้หนีเรียน   แต่แกล้งทำเป็นป่วย เพื่อจะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน    เพราะโรงเรียนน่าเบื่อ    เรียนเองที่บ้านสนุกกว่า    และในที่สุดเด็กคนนี้ก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยโดยมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์   เด็กอ้างคำของ Mark Twain ว่า  “I’ve never let my schooling interfere with my education.”     สะท้อนความคิดว่า การไปโรงเรียน กับการเรียน ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกันเสมอไป  

เด็กคนนี้บอกว่า ตนได้รับกำลังใจจากผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งว่า ตนมีความสามารถเรียนได้    จึงตั้งใจเรียน แม้ไม่ค่อยไปโรงเรียน 

เด็กแต่ละคนถนัดเรียนในสภาพ และในสถานที่ที่แตกต่างกัน    แต่สถานที่หนึ่งที่มั่นใจได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่ามีการเรียนรู้ คือภายในสมองของเด็กเอง  

 

คุณภาพของการเรียน

คนสมัยก่อนส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าเรียนชั้นเด็กเล็ก    แต่ก็เรียนชั้นประถม มัธยม และอุดม ได้ดี  

สมัยนี้การเรียนชั้นเด็กเล็กเป็นเรื่องปกติธรรมดา    และเชื่อกันว่าเด็กส่วนหนึ่งน่าจะเรียนได้ดีกว่าหากไม่เข้าเรียนชั้นเด็กเล็ก    และรู้กันว่าคุณภาพของชั้นเด็กเล็กแตกต่างกันมาก    มีผลการวิจัยบอกว่า ในสหรัฐอเมริกา  ชั้นเด็กเล็กที่มีคุณภาพดี มีน้อยมาก     

ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของชั้นเด็กเล็กมี ๒ กลุ่ม คือ  (๑) ปัจจัยเชิงโครงสร้าง  เช่น จำนวนเด็กต่อชั้น  มีผลน้อยต่อคุณภาพ  ส่วนปัจจัยกลุ่มที่  (๒) ปัจจัยเชิงกระบวนการ ได้แก่ความรู้ด้านพัฒนาการเด็ก  และสไตล์สอนแบบมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก มีผลดีต่อคุณภาพการเรียนรู้ชัดเจน  

เด็กจากครอบครัวที่มีเศรษฐฐานะดี  กับเด็กจากครอบครัวที่มีปัจจัยเสี่ยง    มีช่องว่างของผลการเรียนห่างกันมาก    ช่องว่างนี้ลดลงได้ร้อยละ ๕๐ หากชั้นเด็กเล็กมีคุณภาพสูง     แต่ในสภาพปัจจุบันในสหรัฐอเมริกา ช่องว่างนี้ลดลงได้พียงร้อยละ ๕ โดยการศึกษาชั้นเด็กเล็ก    สะท้อนว่า การศึกษาชั้นเด็กเล็กส่วนใหญ่คุณภาพต่ำ 

ลักษณะของชั้นเด็กเล็กที่คุณภาพสูงคือ  (๑) เด็กมีโอกาสได้พูด ฟัง และโต้ตอบด้วยภาษาที่ซับซ้อน  (๒) มีกระบวนการเรียนรู้แบบ active learning ที่สร้างทักษะสังคมและทักษะทางอารมณ์  (๓) มีครูคุณภาพสูงที่สอนแบบ reflective teaching practice  และ (๔) คนในครอบครัวของเด็กมีส่วนร่วมจริงจัง  

คุณภาพสูงของห้องเรียนในโครงการทดลอง     เมื่อนำไปขยายผลในวงกว้าง จะไม่สามารถดำเนินการอย่างมีคุณภาพในระดับเดียวกับโครงการทดลองได้    นี่คือสัจธรรม   และโดยทั่วไป คุณภาพของกิจกรรมขยายผลจะต่ำกว่าอย่างมากมาย

 

เป้าที่เลื่อนไหล

การวัดผลกระทบต่อตัวเด็กจากการเรียนชั้นเด็กเล็ก ทำได้ยากมาก   มีผลจากโครงการที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา เมื่อสี่สิบปีก่อน คือ Perry Preschool / High Scope program    พบว่าเด็กที่เข้าโครงการนี้เมื่อโตขึ้นมีการตั้งครรภ์วัยรุ่นน้อยกว่า  ออกจากการเรียนในระดับมัธยมน้อยกว่า   ตกงานน้อยกว่า   ก่ออาชญากรรมน้อยกว่า   และเป็นโรคเรื้อรังน้อยกว่า  เด็กที่ไม่ได้เข้าโครงการนี้    นอกจากนั้นเด็กที่เข้าโครงการมีรายได้สูงกว่า   

เขาคำนวณอัตรา ROI (return on investment) ของโครงการ Perry Preschool, Chicago Parent Centers, และ Abecedarian study   พบว่า ROI เท่ากับ ๗ เท่า หรือกว่า ๗ เท่าของการลงทุน    ตัวเลขนี้ผมได้ยินคนอ้างถึงบ่อยๆ ในประเทศไทย  

สิ่งที่ยังไม่มีความรู้คือ การเรียนรู้ระดับเด็กเล็กควรจัดมากน้อยเพียงใด    ต่อเด็กกลุ่มใด

 

การเรียนรู้เกิดที่ไหน

การเรียนรู้เกิดขึ้นในตัวเด็ก  เอื้อโดยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม     การเรียนรู้ไม่ได้มาจากที่ใดๆ นอกตัวเด็กอย่างที่มักเข้าใจผิดกัน    นั่นคือ ไม่ได้มาจากชั้นเด็กเล็ก    ชั้นเด็กเล็กเป็นเพียงสภาพแวดล้อมที่เอื้อเท่านั้น    มีผลการวิจัยที่บอกว่า เด็กที่ได้รับประโยชน์ชัดเจนจากชั้นเด็กเล็กคือเด็กจากครอบครัวกลุ่มเสี่ยง ที่ด้อยเศรษฐฐานะ    ส่วนเด็กจากครอบครัวที่ดี ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนชั้นเด็กเล็กก็ได้    เพราะสภาพแวดล้อมที่บ้านก็เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กอยู้แล้ว    ตรงนี้ผมขอเถียงว่า สภาพแวดล้อมที่บ้านในปัจจุบัน เด็กไม่ค่อยมีโอกาสเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน  หากไม่เข้าชั้นเด็กเล็ก อาจขาดทักษะทางสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกัน    เช่นการแบ่งปันของเล่น  การเล่นด้วยกัน    การฟังและพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน     

มีคำของนักพัฒนาการเด็กเมื่อนานมาแล้วบอกว่า “สภาพแวดล้อมของเด็กเล็ก คือหลักสูตร”    ซึ่งหมายความว่า เด็กเรียนรู้ได้ จากทุกสภาพแวดล้อม    เพราะการเรียนรู้เป็นธรรมชาติของเด็ก   จึงควรจัดสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ที่ดี และครบถ้วนสำหรับเด็กเล็ก      

ที่น่าตกใจคือ มีเด็กเล็กจำนวนหนึ่ง ที่มีพัฒนาการดี  อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น    แต่เมื่อเข้าโรงเรียน (ประถม และมัธยม) กลับเรียนไม่ได้ดี    ไม่สามารถเรียนบรรลุผลตามศักยภาพของตนได้    และมีการเสนอว่า ปรากฏการณนี้ยืนยันว่า     ในชั้นเด็กเล็กควรเน้นการเล่น และความสนุกสนาน    ไม่ควรเน้นการทำงานและวินัยเข้มงวด   

 

เด็กล่องหน

ชั้นเด็กเล็กชั้นเลว เป็นตัวก่อความเครียดแก่เด็ก    และมีการกล่าวหาว่าในสหรัฐอเมริกา ชั้นเด็กเล็กกลายเป็นธุรกิจ    นโยบายของมลรัฐหรือของชาติมองไม่เห็นตัวเด็ก   กลับมองไปที่ธุรกิจ

ผู้เขียน (Erika Christakis) ไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นในย่อหน้าบน    และเชื่อว่าทุกคนปรารถนาดีต่อเด็ก    ปัญหาอยู่ที่ความไม่เข้าใจ ว่าเด็กเล็กเติบโตและเรียนรู้อย่างไร  

จริงๆ แล้วเด็กเล็กในปัจจุบันสุขภาพดีและมีความสุขกว่าเด็กในยุคใดๆ    แต่เริ่มมีสัญญาณว่าปัญหาต่อเด็กเล็กกำลังก่อตัว    เช่นมีการเอาเป็นเอาตายกับการสอบเด็กอนุบาล    ชั้นเด็กเล็กกลายเป็นชั้นเรียนวิชาการ    ค่าใช้จ่ายแพงขึ้นมากมาย    นี่คือสัญญาณของการเดินผิดทาง

 

ระบบนิเวศของการเรียนรู้ (learning habitat)

ระบบนิเวศทางสังคมที่เอื้อต่อการเรียนรู้คือ ระบบสังคมที่เอื้อต่อการเรียนรู้บูรณาการ ครอบคลุมทุกด้าน (comprehensive childhood habitat)    ซึ่งหมายความว่าเป็นพื้นที่ที่เอาใจใส่มากกว่าพื้นที่ลับสมอง (cognitive space)    

ในพื้นที่ดังกล่าว เด็กได้มีโอกาสสำรวจตรวจค้น ทำความรู้จัก เข้าใจ    และเชื่อมโยงตนเองกับข้อค้นพบเหล่านั้น   

แต่น่าเสียดายที่พื้นที่เหล่านั้นกำลังถูกทำลายโดยวิวัฒนาการทางสังคม  และความหวังดี (แต่เข้าใจผิด) ของผู้ใหญ่    ที่เข้าไปจัดการพื้นที่ดังกล่าวจนเด็กขาดความเป็นอิสระในการเรียนรู้ของตน    และถูกจัดระบบการเรียนรู้ จนพื้นที่เรียนรู้นั้นขัดกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก       

วิจารณ์ พานิช        

๕ เม.ย. ๖๑