เรื่องเล่า ดร.ผึ้ง ตอน 17 เยี่ยม Sir Gustav Nossal ที่ Melbourne


 

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ผู้เขียนไปเยี่ยมท่าน Sir Gustav Nossal และภรรยาท่านที่ Melbourne

Sir Gus เคยเป็นกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2015  ปีนี้ท่าน อายุ 87 ปีแล้ว (เกิด คศ. 1931) ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Immunology (ประวัติและผลงานเพิ่มเติม)   เราติดต่อกันทาง email เรื่อยๆ กระทั่งปลายปีที่แล้ว ท่านส่ง email มาบอกว่าท่านอายุมากแล้ว อยากเจอผู้เขียนอีกสักครั้ง ผู้เขียนจึงตัดสินใจทุบกระปุกออมสิน บินไปเยี่ยมท่านที่ Melbourne โดยภารกิจหลักคือไปเยี่ยมท่าน ภารกิจรองคือไปเที่ยว ซึ่งเป็นการเดินทางไปคนเดียว โดยผู้เขียนส่ง email แจ้งให้ Sir Gus ทราบสถานที่ ที่จะเดินทางไปในแต่ละวัน พร้อมวิธีการเดินทาง (เดินหรือขึ้นรถสายอะไร กลับโรงแรมอย่างไร หรือไปกับ tour) ให้ท่านทราบ เพื่อท่านจะได้ไม่กังวลและเป็นห่วง และแจ้งว่าผู้เขียนจะไปพบท่านแถวบ้านท่านเอง ท่านไม่ต้องขับรถมารับ เพราะอายุมากแล้ว แต่กระนั้นท่านก็ยืนยันจะขับรถมารับที่โรงแรม โดยท่านกำชับว่า หากมาถึง Melbourne แล้วให้โทรหาท่าน และกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินให้โทรเข้ามือถือท่านได้ตลอดเวลา (ท่านทราบว่าผู้เขียนมีภาวะ paroxysmal tachycardia) เมื่อผู้เขียนไปถึง Melbourne ได้ซื้อซิม prepaid Optus ใช้ (ซื้อที่เคาเตอร์ Optus ที่สนามบิน) และได้โทรแจ้งให้ท่านทราบว่ามาถึงแล้วและสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง ผู้เขียนนั่ง Skybus ไปลง Southern Cross แล้วเดินไปโรงแรมบนถนน Spencer

วันที่ 16 เมษายน 11.00 น. Sir Gus กับ Lady Lyn ภรรยาท่านและสุนัขชื่อ Kiri อายุ 10 ปี ที่ท่านเลี้ยงไว้ มารับผู้เขียนที่โรงแรม ไปทานอาหารกลางวันที่บ้านท่าน แถว KEW   Sir Gus สุขภาพโดยทั่วไปแข็งแรงดี แต่มีปัญหาเจ็บขาและเจ็บเข่า เดินมากไม่ได้

เมื่อไปถึงบ้าน พบว่าท่านอยู่กันสองคนกับสุนัขสองตัว คือ Kiri และ แกมบี้ (อายุ 7 ปี) โดยท่านทั้งสองอยู่ชั้นล่างของบ้าน บ้านหลังใหญ่สองชั้น  มีเปียโนตั้งในห้องรับแขกหนึ่งหลัง   ห้องทำงานของ Sir Gus อยู่ชั้นล่าง มีแผงไม้ไผ่วางกั้นบันไดขึ้นชั้นสอง บริเวณชั้นล่าง มีห้องนอน ห้องน้ำหนึ่งห้อง ห้องนั่งเล่นหนึ่งห้อง ห้องครัวอยู่ด้านหลัง และมีประตูเปิดออกไปสวนหลังบ้าน  รอบๆ บ้าน มีต้นไม้ปลูกไว้จำนวนมาก และมีต้นไม้ใหญ่อายุเกิน 100 ปี อยู่หน้าบ้านหนึ่งต้น และหลังบ้านสองต้น  โดย Lady Lyn พาผู้เขียนเดินชมสวนบริเวณด้านหน้าบ้านและหลังบ้าน

เมื่อเข้ามาในบ้าน Sir Gus กำลังเตรียมอาหารกลางวัน เป็นอาหารแช่แข็ง อาทิ แฮม เนื้อบด ขนมปัง ซึ่งเมื่อนำออกมาจากตู้เย็นก็เพียงแค่แกะพลาสติกที่ห่อออก แล้วทาน  แม้กระทั่งขนมปังก็ไม่มีการอุ่นหรือปิ้งขนมปัง  รับประทานทั้งเย็นๆ  มีซอสมะเขือเทศ และ ตับบด   ผู้เขียนช่วยเตรียมสลัดผัก มีผักกาดหอม มะเขือเทศ อะโวคาโด  และ Lady Lyn ยืนให้กำลังใจผู้เขียน ซึ่งพยายามอ่านฉลากข้างขวดว่าคือน้ำอะไร แต่ก็มองไม่เห็นเพราะตัวหนังสือเลือน รู้แต่ว่า Sir Gus บอกให้ผสมในสลัด   

 

Lady Lyn ภรรยาท่านมีภาวะ dementia ไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันบางอย่างได้แล้ว อาทิ ล้างจาน เตรียมอาหาร แกะห่อขนม ติดกระดุมเสื้อ เป็นต้น แต่ยังเดินไปมาเองได้ เพียงแต่บางครั้งจำไม่ได้ว่าผู้เขียนเป็นใคร ประเทศไทยอยู่ตรงไหน   สิ่งที่กระตุ้นให้ Lady หงุดหงิดคือเสียงดัง เช่น เมื่อเวลาน้องหมาเห่า Lady จะพูดเสียงดัง “Stop that noise” และเดินไปมา ขณะเดียวกัน Lady จะอารมณ์ดีถ้าน้องหมา Kiri มาอ้อน มาคลอเคลีย (น้องหมาแกมบี้ชอบนอนในสวน ขุดดินนอนใต้ต้นไม้ แต่ Kiri ชอบนอนในบ้าน โดยเฉพาะบนโซฟา) และสิ่งที่ทำให้ Lady อารมณ์ดีคือการที่ Lady พาชมรอบบ้านแล้วเล่าถึงที่มาของสิ่งต่างๆ เช่นรูปปั้นหน้าบ้าน ต้นไม้ ดอกไม้ ซึ่งทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับแม่ของ Lady 

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อย Sir Gus ก็ไปเตรียมเค้กที่กินกับไอศครีม ใส่ชาม มาสามชามสำหรับสามคน (ชามใหญ่มาก เกินกว่าจะเป็นของหวาน ใหญ่เท่าชามใส่แกงบ้านเรา) ผู้เขียนไม่รู้ว่าเค้กอะไร รู้แต่ว่าอร่อยดี กินกับไอศครีมวะนิลลา  หลังจากนั้น ผู้เขียนก็เก็บจานล้างหนึ่งรอบ แล้วนำใส่เครื่องล้างจานอัตโนมัติ เพื่ออบแห้ง โดย Sir Gus เป็นคนจัดการ ใส่ detergent เหมือนผงอะไรสักอย่างหนึ่งก้อน ในเครื่อง

เมื่อเปิดตู้ด้านล่างติดกับเครื่องล้างจานอัตโนมัติ เห็นขยะล้นถัง (พลาสติกห่ออาหาร) ส่วนเศษอาหารพวกผักก็อยู่ในหม้อสำหรับทิ้ง ซึ่งก็มีเยอะพอสมควร ผู้เขียนจึงไม่แน่ใจว่า มีคนช่วยเก็บ ช่วยทำความสะอาดหรือไม่ เพราะไม่กล้าถาม

ระหว่างนั่งรอเครื่องล้างจานอัตโนมัติทำงาน มีเพื่อนบ้านของท่าน อายุ 95 ปี ใช้ walker ช่วยเดิน มาเยี่ยมที่บ้าน พร้อมหิ้วถุงใส่ขนม Timtam สองห่อ กับน้ำมะม่วงผสมน้ำแอปเปิ้ล หนึ่งลิตรมาให้  โดยบอกว่า ทำตามสัญญาที่พูดเมื่อวานว่าวันนี้จะนำมาให้ เพื่อนบ้านท่านประสาทหูเสื่อมแล้ว เวลาคุยผู้เขียนต้องตะโกนดังๆ ข้างหู

ช่วงบ่ายมีหญิงวัยรุ่น อายุราว 20 ต้นๆ เข้ามาในสวน มาพาสุนัขสองตัวของท่านไปเดิน  ระหว่างนั้นผู้เขียนเห็นแผ่นพับประชาสัมพันธ์ home service for elderly ผู้เขียนจึงหยิบมาอ่าน  Lady ก็เดินมาบอกว่าผู้หญิงที่อยู่ในแผ่นพับนี้ดีมากเลย (ชี้มือมาที่แผ่นพับ) ชวนทำอาหาร ทำกิจกรรม ต่างๆ  เมื่อผู้เขียนเปิดแผ่นพับดู เห็น package ที่ให้บริการ มีให้ผู้สูงอายุเลือกหลากหลาย อาทิ  Residential care, home care, respite care, social activities, special interest activities, pet support และบริการอื่นๆ อีก

ผู้เขียนจึงเดาว่า Sir และ Lady เลือกใช้บริการใดบริการหนึ่งในนี้  เพราะผู้เขียนเห็นดอกกล้วยไม้ในกระถาง (แบบสำเร็จที่นำมาปลูกแล้วรอให้ออกดอก) ตั้งอยู่สี่กระถาง มีดอกขนาดใหญ่สองกระถางและดอกขนาดเล็กสองกระถาง ซึ่งเมื่อผู้เขียนเดินไปหยิบกระถางดู Lady จึงบอกว่า Lady ปลูกเองนะ และดอกไม้ในแจกัน Lady ก็เป็นคนจัดเอง   นอกจากนี้ผู้เขียนเดาว่าหญิงวัยรุ่นเมื่อสักครู่น่าจะมาจากบริการนี้ด้วย

ผู้เขียนแอบคิดในใจว่า เมืองไทย น่าจะมีบริการผู้สูงอายุที่อยู่ตามบ้านโดยลำพังแบบนี้บ้าง  หากเจ็บป่วย ไม่สบาย ก็ยังมีคนทราบ เพราะต้องมาที่บ้านทุกวัน

ราวบ่ายสามโมง Sir Gus พาผู้เขียนไป Studley Park   (ตอนแรกท่าน Sir จะพาไปชมพิพิธภัณฑ์ แต่พิพิธภัณฑ์ปิดวันจันทร์ และจะพาไป Belgrave ไปชม Puffing Billy รถไฟหัวจักรไอน้ำ แต่ฝนตกจึงไม่ได้ไป) Sir Gus บอกว่า ผู้เขียนโชคไม่ดี มาถึงในช่วงที่อากาศไม่เป็นใจ ฝนตกหนัก อากาศเย็น จึงออกไปไหนไม่ได้

เมื่อไปถึง Studley Park  มีร้านกาแฟริมน้ำ  ในน้ำมีเป็ดจำนวนหนึ่ง  Sir Gus สั่งขนมกับชา นั่งรอ  แต่แล้ว Lady เกิดหงุดหงิด เดินออกมาจาก Park โดยทิ้ง Sir Gus ให้นั่งรอ  ผู้เขียนต้องเดินตาม Lady ออกมา ไม่ว่าผู้เขียนจะชวนหรือโน้มน้าวอย่างไร  Lady ท่านก็ไม่กลับ  สุดท้าย ผู้เขียนจึงต้องโทรแจ้งท่าน Sir ให้ท่าน Sir มารับ  โชคดีที่ตึก อาคารที่ Melbourne นั้นระบุเลขที่อาคาร พร้อมชื่อถนนไว้ด้วย ทำให้ผู้เขียนทราบว่า เดินมาถึง ถนน Johnston st.  (หากเป็นเมืองไทย คงต้องวิ่งหาชื่อถนน เพราะชื่อถนนมักจะติดป้ายอยู่ตามแยกต่างๆ)  Sir Gus มาส่งผู้เขียนที่โรงแรมตอนหกโมงเย็น ผู้เขียนกลับ flight วันที่ 17 เมษายน

 

ที่ Melbourne ผู้เขียนสังเกตเห็นผู้สูงอายุหลายคนมาเดินซื้อของ มานั่งทานอาหาร หันไปทางไหนก็เจอแต่ผู้สูงอายุ นานๆ ทีจะเห็นคนวัยทำงาน แม้กระทั่งซื้อ day tour ไปเที่ยวที่ต่างๆ ก็มีผู้สูงอายุไปคนเดียวเหมือนกัน (ผู้เขียนเจอผู้สูงอายุหญิงท่านเดิมทั้งสองวันที่ผู้เขียนไป day trip)

จากที่ได้ไปเยี่ยมท่าน Sir ที่บ้าน เห็นว่าอยู่กันสองตายาย ดูแลกันเอง ความจริงท่านมีลูกและมีหลานแล้ว ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดท่านมีหลาน 8 คน  แต่ก็ต่างแยกย้ายไปสร้างครอบครัว และเห็นผู้สูงอายุที่ออกมาซื้อของหรือไปเที่ยวคนเดียวนั้น ต่างก็ไม่ได้มีลูกหลานพามา ผู้เขียนจึงคิดว่านี่คงเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของคนที่นี่ โดยประการแรกผู้สูงอายุเลือกที่จะพึ่งพาตนเอง ดูแลกันเอง   แล้วเลือกใช้บริการต่างๆ อาทิ การให้บริการตามบ้านหรือการซื้อ day trip ไปเที่ยวคนเดียว (ไม่ต้องรอลูกหลานขับรถพาไปเที่ยว) และอีกประการหนี่งคือวิถีชีวิตการอยู่อาศัยนั้นก็แตกต่างจากวิถีชีวิตของเมืองไทย กล่าวคือ ผู้สูงอายุใน Melbourne อยู่บ้านกันสองคน เพราะลูกแยกย้ายออกไปสร้างครอบครัว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้มีธุรกิจบริการผู้สูงอายุในด้านต่างๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก


ขณะที่เมืองไทยนั้น มีการรูปแบบการอยู่อาศัยกันเป็นครอบครัวใหญ่ โดยอาจจะมีสามสี่ครอบครัวในบ้านเดียวกัน หรืออาจจะมีปู่ย่า พ่อแม่ ลูก (3 generation) อยู่ในบ้านเดียวกันเป็นต้น ซึ่งขณะนี้ผู้เขียนยังไม่เห็นบริการผู้สุงอายุแบบ package ที่ Melbourne มี  เห็นมีการให้บริการ caregiver ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน หรือการนำผู้สูงอายุไปฝากดูแลในช่วงกลางวันเท่านั้น ส่วนบริการอื่น อาทิ การทำกิจกรรม การพาออกไปข้างนอก หรือบริการ pet care ผู้เขียนยังไม่เห็น (อาจจะมี แต่ผู้เขียนไม่ทราบ)

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการอยู่อาศัยในเมืองไทยนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ขนาดครอบครัวเล็กลง มีการอาศัยอยู่คนเดียวมากขึ้น โสด ไม่แต่งงานมากขึ้น  เป็นความท้าทายสำหรับประเทศไทยในการวางแผนให้บริการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเหล่านี้  ให้ได้ใช้ชีวิตในบั้นปลายชีวิตอย่างมีคุณภาพ สมศักดิ์ศรี ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

 

 

หมายเหตุ 

ผู้เขียนไป Melbourne คนเดียว ก็กลัวอาการกำเริบเหมือนกัน  จึงได้ติดข้อมูลเบื้องต้นเป็นภาษาอังกฤษไว้ที่โทรศัพท์  มีหลายครั้งที่รู้สึกว่าเริ่มใจสั่น ก็นั่งพักหรือหยุดเดิน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนอาการกำเริบรุนแรง วันที่ 14 เมษายน วันนั้นฝนตกหนัก ลมแรง อุณหภูมิ 11 องศาเซลเซียส หนาวมาก  heart rate ขึ้นไปถึง 125 ครั้ง เหนื่อยมาก โดยเกิดที่ Ballarat Wildlife Park ซึ่งขณะที่มีอาการนั้น กำลังชมสัตว์อยู่กลางสายฝนเย็นเฉียบ  ซึ่งได้นักท่องเที่ยวชาวเยอรมันสามคน มาช่วยหาผ้ามาห่อตัวให้ผู้เขียนอุ่นขึ้น โดยทุกคนช่วยกันบังฝนให้ผู้เขียนเดินต่อไปชมสัตว์ที่จุดต่อไปซึ่งมีเพิงให้หลบฝน และ จนท.สวนสัตว์ที่เป็น guide ก็เปิดตู้ อุ้มตัว Wambat มาให้ผู้เขียนอุ้ม เพื่อเบนความสนใจของผู้เขียนจากความหนาว ซึ่งช่วยให้ผู้เขียนอาการดีขึ้น  ผู้เขียนไม่ได้ถ่ายรูปคู่กับตัว Wambat เนื่องจากต้องจ่าย AUD 40  (ผู้เขียนคาดว่าร่างกายคงเกิดภาวะเครียดเนื่องจากอากาศเย็นแบบฉับพลันจากฝนตกหนัก ลมแรง  ทำให้ผู้เขียนอาการกำเริบ) 

วันที่ 15 เมษายน เป็นไข้ น้ำมูกไหล ไอ จาม จึงต้องกินยานอนที่โรงแรมทั้งวัน

 

ภัทรพร คงบุญ

21 เมษายน 2561

1.ทั้งสองท่านช่วยกันเปิดประตู้เข้าบ้าน น้องหมาตัวซ้ายมือคือ Kiri ตัวขาวมือคือแกมบี้

2. Sir Gus กำลังเตรียมอาหารกลางวัน

3. ดอกไม้ที่ Lady จัด และกล้วยไม้ที่ Lady ที่ปลูก

4. Kiri อายุ 10 ปี นั่งรถมารับผู้เขียนที่โรงแรม

5. แกมบี้ อายุ 7 ปี

6. ต้นไม้บริเวณหลังบ้าน

7. ต้นไม้บริเวณหลังบ้าน

8. เฟื่องฟ้าสีขาว แม่ของ Lady Lyn เป็นคนปลูก ตั้งอยู่สวนหลังบ้าน


9. ต้นไม้บริเวณสวนหลังบ้าน

10.ต้นไม้บริเวณสวนหลังบ้าน ต้นนี้อยู่ติดรั้ว

11. Studley Park   

12. Studley Park   

13. ร้านขนม บริเวณ Studley Park   

14. จุดที่ผู้เขียนกับ Lady หยุดยืนที่ถนน Johnston st. รอ Sir Gus ขับรถมารับ 

หมายเลขบันทึก: 646643เขียนเมื่อ 22 เมษายน 2018 20:15 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 เมษายน 2018 20:20 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี