เรื่องราวเกี่ยวกับ..การแลกเปลี่ยนเรียนรู้..กับคณะผู้มาศึกษาดูงานรวม ๒ คณะใน ๒ วัน..ในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๖๑..
ผมทำงานในโรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้ ๑๒ ปี..ครั้งนี้..เป็นครั้งแรกที่ต้อนรับแขกช่วงปิดภาคเรียน..ก็มีแบบที่มาไม่เป็นทางการ แต่คราวนี้..เป็นทางการที่สุดแล้ว
จึงอยากเห็น..ตัวตนของผมและผู้คนที่มา..หน้าตาและความรู้สึกของผู้ให้กับผู้รับ..บรรรยากาศจะเป็นอย่างไร?..ผมสนใจศึกษาจึงตกปากรับคำและ..ยินดีต้อนรับ..
วันศุกร์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๑..เป็นคุณหมอ..ที่ทำงานในโรงพยาบาลประจำจังหวัดและอำเภอ..จากทุกภูมิภาคของประเทศ
มีทั้งที่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว วัยกลางคนและที่เกษียณอายุราชการแล้ว มาเข้าอบรมสัมมนาในโครงการของราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย..ที่มุ่งเน้นงานสุขภาพอนามัยในระดับชุมชน
นัดหมายกันที่เวลา ๑๐.๓๐ น. แต่คณะมาถึง ๑๑ โมงกว่า...ผมคิดเลย..งานนี้พูดเยอะใครเล่าจะฟัง เพราะใกล้อาหารมื้อเที่ยงและก่อนทานอาหาร..ยังต้องพาทัวร์อีก
กำลังคิดจะตั้งหลัก..ก็ได้ยินคุณหมอหนุ่มเปรยๆกับเพื่อน..โดยไม่คิดว่า..ผมจะได้ยิน..(หรือเขาตั้งใจให้ผมได้ยิน) “..ทำไมให้เรามาดูโรงเรียน..?”
“เออจริงดิ” ผมคิดในใจ..ไม่รู้สึกว่าสูญเสียความรู้สึก..ที่อุตส่าห์ตระเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม..รีบคิดบวกทันที..กิจกรรมวันนี้..เป็นบททดสอบความอดทน..
อดทน..กับผู้มีความรู้..ผมจะต้องไม่แสดงภูมิรู้ออกมา หรือจะกล่าวอะไรก็ได้แต่ไม่ต้องเยอะ..ขณะเดียวกัน..ผมจะต้องได้แนวคิดจากผู้ฟังกลุ่มนี้ด้วย
ผมจึงไม่ได้บอกเล่า..ปัญหาอุปสรรค..จากการทำงานในชุมชนและโรงเรียนขนาดเล็ก เพียงแค่เล่าเรื่องการบริหารจัดการงานนโยบาย .ที่มีความหลากหลายในเชิงปฏิบัติ..พยายามทำงานที่เชื่อมโยงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง..ให้ชัดเจน..
ในส่วนของ..”ศาสตร์พระราชา” ให้ความสำคัญด้วยการศึกษาอย่างจริงจัง และปฏิบัติได้แล้วในบางข้อ อาทิ..การระเบิดจากข้างใน..และการทำงานอย่างมีความสุข..
ผมอธิบายเพิ่มเติมว่า การระเบิดจากข้างใน คือมองที่หัวใจของงานที่แท้จริง..ในที่นี้ก็คือการเรียนการสอน..ถ้าเราทำให้มีคุณภาพ ทุกอย่างจะทำได้ง่าย และสำเร็จได้เรื่อยๆ ผู้ปกครองจะรักและศรัทธาโรงเรียน..
ท้ายที่สุด..มีข้อคำถามอยู่ ๒ – ๓ ท่านเท่านั้น..ที่เหลือเหมือนจะรู้แล้วๆและอิ่มตัวกับการศึกษาดูงาน..ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผมช่วยไม่ได้..จึงพาเดินชมแหล่งเรียนรู้อย่างรวดเร็ว..
ผมสังเกต..ความสนใจ..ในขณะพาทัวร์ ชาวคณะรู้สึกผ่อนคลาย เห็นอะไรหลากหลายดูน่าสนใจไปหมด แต่มันก็เป็นเพียง..การจำลองบ้านมาไว้ที่โรงเรียน และเป็นสื่อเรียนรู้ภาคปฏิบัติ..ที่จับต้องได้สำหรับครูและนักเรียน..เท่านั้น
คณะที่ ๒..เดินทางมาวันนี้ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๑ เป็นนักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์..ผมใช้บทเรียนจากคณะที่แล้ว..โดยจะพูดให้น้อยลง..
ในช่วงการบรรยาย..ผมใช้วิธีการตอบคำถามมากกว่าการสาธยายผลงานและวิธีปฏิบัติที่ดี..รู้สึกชื่นชมที่นักศึกษาแพทย์สนใจใฝ่รู้..และตั้งคำถามมากมาย..
คำถามที่ผมจำได้..นักศึกษาถามว่า..นักเรียนมีปัญหาด้านสุขภาพอย่างไรบ้าง ผอ.ดูแลแก้ไขอย่างไร?
ผอ.ใช้วิธีการอย่างไร? จึงสามารถทำให้นักเรียนเพิ่มมากขึ้นทุกปี..
ผอ.มีความต้องการที่จะพัฒนาอะไรต่อไปอีก..หรือมีสิ่งใดที่ยังทำไม่สำเร็จบ้าง..
ผอ.ไม่มีภารโรง..แล้วแบ่งหน้าที่..การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมกันอย่างไร?
ทุกคำถาม..ผมมีคำตอบแบบเรียบง่ายปฏิบัติได้จริงและไม่ติดตำรา..หลายเรื่องราว ต้องขอความร่วมมือผู้ปกครองและชุมชน ตลอดจนทำงานให้เต็มที่ เต็มกำลังความสามารถ และบุคลากรทุกฝ่ายมีส่วนร่วม..งานก็ราบรื่น..
ผมสังเกต..นักศึกษาบันทึกทั้งภาพและเสียง ถ่ายทำวีดีโอ และจดทุกคำที่ผมพูด สมเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้..สมวัยและสมเป็นนักศึกษาแพทย์..
ก่อนกลับ..ผมบอกนักศึกษาว่า..ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบหรือดีที่สุด..ขอให้นำไปคิด ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนและการใช้ชีวิต..
นักศึกษาแพทย์กลับไปแล้ว..ผมนึกขึ้นมาได้ว่าลืมพูดไปประโยคหนึ่ง..ที่คิดว่าใช่สำหรับทุกคน “ผลงานแห่งความดีเล็ก ๆ ที่ทำไปนาน ๆ สุดท้ายอาจสร้าง " ปาฏิหารย์ ให้ชีวิต..”
ส่วนประโยคที่ไม่คิดว่าจะพูด..แต่เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นหลังจากคณะผู้มาศึกษาดูงานกลับไปแล้วก็คือ “อย่าต้องรอให้เก่งก่อน..แล้วค่อยออกมาทำ เพราะมันจะไม่ได้ทำซะที..เพราะเกือบทุกทักษะ เราจะเก่งขึ้นได้ ก็จากการที่ “เราออกมาทำมันบ่อยๆ..”
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๒ เมษายน ๒๕๖๑