เสียงดัง “ปุ๊ก” มันทำให้ผมสะดุ้งตื่น ผมเผยอหน้าขึ้นมาดูนาฬิกาดิจิตัลที่เรืองแสงจางๆอยู่ปลายเตียงก็พบว่านี่มันเป็นเวลาตี ๓ เศษ ผมควรจะหงุดหงิดที่ต้องตื่นขึ้นมา เพราะตอนนี้มันควรจะเป็นเวลานอนที่กำลังสบาย สังเกตได้จากคนข้างตัว ที่กำลังหายใจช้าๆ ร่างกายไม่ไหวติง ก็คงมีเพียงขาข้างหนึ่งซึ่งเกยผมเอาไว้แสดงความเป็นเจ้าของ และนั่นคือเธอกำลังหลับลึก

แต่ผมไม่ได้หงุดหงิดที่ตัวเองต้องตื่นในยามนี้ หากแต่มันเกิดอาการตื่นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

“เสียงอะไรวะ” ผมกำลังเรียบเรียงและเงี่ยหูฟังอีกรอบ

“หนูบนฝ้าเพดานกระนั้นหรือ” การคาดเดาที่คงจะเกิดจากประสบการณ์เก่า

“ไม่ใช่” ผมสรุป

แล้วมันคือเสียงอะไร

“หรือว่ามันจะเป็นโจรเข้าบ้าน” เร็วดังใจนึก ผมคว้าโทรศัพท์มือถือมาเปิดดูกล้องวงจรปิดรอบบ้าน

มันก็ปกติดีนี่นา และอีกอย่าง หากจะมีใครเข้ามาในบ้านตอนนี้ก็จะต้องมีเสียงสัญญาณกันขโมยกรีดร้องดังลั่นแน่นอน



ผมนอนนิ่งๆสักระยะหนึ่ง จิตใจยังคงขุ่นมัวด้วยความระแวง

สักพักหนึ่งก็เกิดความระบมขึ้นภายในท้อง แล้วผมก็ระเบิดมันออกมา

“ปู้ดดด”



ออ รู้แล้ว



นอนนึกขำ ทั้งขำทั้งโล่ง โล่งทั้งพุงโล่งทั้งใจ เรามาถึงจุดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ ตกใจเสียงตดตัวเองจนตื่นขึ้นมาตาใสกริบ แล้วคราวนี้จะนอนต่อไปได้อย่างไร

เอาวะ ก็ไม่ต้องนอนมันไปเลย ลุกขึ้นไปขี้ อาบน้ำ แล้วลงไปชงกาแฟดื่มข้างล่าง รอเวลาจนถึง ๖ โมงก็ขึ้นไปปลุกเจ้าจ้า



เช้าวันนี้เราจะไปดูละครเวทีกันที่กรุงเทพเมืองฟ้าอมร

........................



“พ่อ มีละครเวทีที่รัชดาลัย พ่อจองเลย Ladies of the stage มีตั้ง ๓ เรื่อง บัลลังก์เมฆ ข้างหลังภาพ ทวิภพ” เจ้าตัวร้องกรี๊ดกร๊าด แล้วมีหรือที่พ่อจะไม่จัดการ



๑ กพ ๖๑ เวลาช่วงบ่ายแก่ๆ เราจึงได้ตั๋วมา ๒ ที่นั่ง



นั่นคือที่มาของการขึ้นกรุงเทพฯในเช้าวันนี้ครับ



เราขึ้นเครื่องช่วงเช้า แล้วจับรถเมล์ติดแอร์เบอร์ A1 นั่งมาที่ BTS หมอชิต และไปลงที่พาราก้อน เธออยากจะไปซื้อสีเมจิกและเครื่องเขียนเล็กๆน้อยๆที่ร้านมูจิ เซ็นทรัลเวิร์ล ได้ของเสร็จสรรพ ก็จับรถไฟฟ้าไปที่เอสพลาหนาด กินข้าวเที่ยง และชมละคร



สตรี ๓ คนที่เราจะมาดูนั้นก็คือ นายแม่ปานรุ้ง คุณหญิงกีรติ และแม่มณี

ละครทั้ง ๓ เรื่องที่เคยแสดงคราวละ ๓ ชั่วโมงจะถูกย่อลงมาให้เหลือเรื่องละชั่วโมงนิดๆ เบ็ดเสร็จก็จะใช้เวลาเกือบ ๔ ชั่วโมง

“ตายแล้ว จองตั๋วเรือบินขากลับไว้ ๑๘.๕๐ น. หากเล่นยาวแบบนี้ เราจะตกเครื่องไหมวะ” ผมเริ่มหวั่นๆ



ผมกับจ้าเป็นแฟนละครเวทีมานานมาก จ้าดูมาตั้งแต่อายุ ๕ ขวบ

มันน่าตื่นตาสำหรับผู้เป็นพ่อยิ่งนัก เมื่อลูกสาวตัวนิดเดียวสามารถนั่งดูละครได้นิ่งๆถึง ๓ ชั่วโมง และเมื่อบททดสอบคราวนั้นผ่าน จ้าจึงได้ดูต่อเนื่องกันมาจนถึงตอนนี้



ละครทั้ง ๓ เรื่องถูกจัดวางไว้อย่างดีไร้ที่ติ บัลลังค์เมฆเรียกน้ำตา ๒ พ่อลูก (และคนอื่นที่นั่งดูมาด้วยกัน) ได้ยกหนึ่ง

ข้างหลังภาพ ซึ่งแสดงโดยแหม่ม แคทลียา และแกงส้ม จ้าบอกว่า เสียงนางเอกไม่ถึงใจ แต่พ่อไม่สน เพราะเธอคนนั้นคือคนที่พ่อรัก ฮ่าฮ่า ถึงบทตอนจบ ผมต้องซับน้ำตา

และมาจนถึง ทวิภพ แม่คุณข้างๆผมดีใจจนเนื้อเต้น เพราะเธอเฝ้ารอดูเรื่องนี้มานานมาก (เมื่อแสดงครั้งก่อนนู้น พ่อชวนมา เธอไม่มา สมน้ำหน้า)

เรื่องนี้ผมเคยดูครั้งที่โดมแสดงคู่กับนัท มาครั้งนี้นัทแสดงคู่กับคุณพี่กบ ทรงสิทธิ์

โถ น่าสงสารน้องนัท พี่กบแก่ไปสำหรับเธอ แต่แม่เจ้า เสียงพี่กบมันดีและถึงใจผมมาก

และที่ไม่ทำให้เราพ่อลูกผิดหวังก็คือ “มณีแด๊นซ์” และ นังม้วนในช่วงที่ร้องเพลงท่อนหนึ่ง “เอ่อ คือ ก็ตั้งแต่วันนั้น.....” บทร้องที่ผมหลงรักในความซับซ้อนและแรดที่สุด ครั้งนั้น คุณเหมี่ยวแสดง มาครั้งนี้แก้มแสดง บอกได้เลยว่าไม่มีทึ่ติ



ฮ่าย....ถึงใจ สมใจนัก



“จ้า รีบลุกขึ้นเลยลูก เราต้องรีบออกไป” ผมบอกลูกสาวขณะที่เริ่มมีการเปิดให้ผู้ชมกรี๊ดนักแสดง

“จ้าจะดูก่อน ตอนนี้พี๊คที่สุดเลยนะพ่อ” เธอต่อรอง แต่ผมว่าลูกเกรงใจคนดูคนอื่นจนไม่กล้าลุกขึ้น

“ซีเรียสนะลูก เราจะตกเครื่อง” เวลาขณะนั้น ๕ โมงยี่สิบ

“เสียดายจัง ไม่ได้ดูตอนนี้นะครับ” เปล่าเลย ไม่ใช่ใครพึมพัม แต่คุณลุงคนที่นั่งติดกับน้องจ้ากระซิบเมื่อเราลุกขึ้น เขาคงเอ็นดูเจ้าตัว ที่เก็บอาการดีใจในฉากละครแต่ละฉากไว้แทบไม่อยู่



ผมเร่งฝีเท้า ในใจก็ภาวนาขอทางสะดวก

รถไฟฟ้าใต้ดิน ๒ สถานี ผ่านฉลุย

เราวิ่งขึ้นไปบนสถานีมักกะสัน พร้อมขึ้นรถไฟที่ถูกบริหารงานโดย รฟท.



ตู้ซื้อตั๋วมี ๓ เครื่อง เสียไปหนึ่ง ในเคาเตอร์ไม่มีพนักงาน เสียงรถไฟเพิ่งไปขบวนหนึ่งดังมาจากด้านบน..เจริญพร



รถไฟเริ่มมีอาการเสียเวลา จากที่แจ้งบนจอว่าเหลือเวลา ๖ นาที กลายเป็น ๑๐ นาที ใจผมเริ่มกระวนกระวาย คนเริ่มรอมากขึ้น

๑๗.๕๖ น. รถไฟเข้ามา แต่ขบวนแรกเราเข้าไม่ได้ คนมันแน่นขนัด ผมเริ่มมีเหงื่อซึม

จอแสดงผลแจ้งว่า รถอีกขบวนจะมาใน ๑๑ นาที

“เชี่ย ช้าได้ใจ” ผมและจ้ามองหน้ากันตาละห้อย

๑๘.๐๐ น. เสียงเพลงชาติไทยดังขึ้น ใจผมแทบจะเต้นแร้พ วันนี้เพลงชาติช่างระคายหูยิ่งนัก

๑๘.๐๗ น. รฟท. ก็มาถึง



เมื่อคืนผมเช็คอินไว้แล้ว ในตั๋วขึ้นเครื่องระบุว่า เวลาเรียกขึ้นเครื่องคือ ๑๘.๒๐ น.



“ไม่เป็นไรลูก น่าจะทัน เราอาจจะเหนื่อยหน่อย ถ้าไม่ทันก็นอนบ้านอาปิ่นคืนหนึ่งก่อน” ผมหมายความตามนั้นจริงๆ เมื่อเห็นลูกสาวหน้าเสีย แต่ตอนนี้ผมเริ่มสวดมนต์นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ อันที่จริงก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หน้าโรงพยาบาล ผมไม่รู้ว่าหลวงปู่ทวดจะทำให้ผมทันขึ้นเครื่องบินได้อย่างไร เพราะเวลานี้ไอ้รถไฟมันก็วิ่งของมันไปเรื่อยๆ ผมแทบไม่เห็นขบวนสวนทาง

“มันเหลือรถกี่คันวะ” ผมรู้สึกถึงหายนะของแอร์พอร์ตลิ้งค์

“หรือว่าท่านจะทำให้เครื่องบินเราเสียเวลาสักนิดหน่อย” ผมแอบคิดชั่วๆ แล้วก็ตั้งสติ สวดมนต์ต่อไป



เวลา ๑๘.๒๗ รถไฟก็มาถึงสนามบิน

“จ้าครับ วิ่งเลยลูก” ผมให้สัญญาณ และจากนั้น เราทั้งคู่ก็ออกวิ่ง



บันไดเลื่อน ๒ ชั้น

ทางลาดเลื่อนยาวๆ ๑ ชั้น

บันไดเลื่อนชั้นสุดท้าย



เวลา ๑๘.๓๖ เราผ่านการตรวจสัมภาระ



“วิ่งต่อไปลูก ระวังตกบันไดเลื่อน”

“ไม่ต้องห่วงพ่อ จ้าถนัดวิ่งลงบันได” เจ้าตัวแก้มแดงหน้าตาจริงจัง

ทางลาดเลื่อนแรก จ้าไม่ยอมเข้าไป เธอวิ่งบนพื้นปกติ

“เฮ้ย ทำไม” ผมหงุดหงิด

“จ้าเข้าไม่ได้ คนยืนขวางอยู่”

ทางเลื่อนที่ ๒ เราต้องแทรกเข้าไป

“ประตู A2 ครับลูก เลี้ยวซ้าย” ผมบอกลูกเสียงแหบพร่า นาทีนั้นผมรู้สึกว่าน้ำลายขม

“วิ่งบนทางเลื่อนเท่านั้น อีกนิดเดียว ไหวไหม”



“เชี่ยยยยยยย เรามาถึงเอสอง” น้ำลายแห้งผาก หัวใจผมแทบหลุดออกนอกอก











ทัน



ธนพันธ์ ชูบุญครั้งนี้คงตรึงใจไปอีกนาน

๒๕ มีค ๖๑