ศิลปะแห่งการขอ


หนังสือ The Art of Asking : How I Learn to Stop Worrying and Let People Help (2014) เขียนโดย Amanda Palmer   บอกวิธีดำรงชีวิตและทำธุรกิจในยุคสังคม ๔.๐

เมื่อเห็นชื่อหนังสือ The Art of Asking ในชั้นแรกผมเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องการตั้งคำถาม    แต่เมื่ออ่านเนื้อในจึงรู้ว่าผมแปลคำว่า ask ผิด    ในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของการ ask for help  หรือ ask for collaboration    ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในยุคสังคม ๔.๐   ที่ networking เป็นเรื่องสำคัญ

ในภาพรวม หนังสือเล่มนี้ให้ความหมายของ asking ต่างจากคำว่า “ขอ” ในคำไทย    ในความหมายของเรา ขอ คู่กับ ให้    ผู้ขอได้สิ่งที่ต้องการ ผู้ให้ได้บริจาค ได้ความสบายใจว่าได้ทำบุญช่วยเหลือผู้อื่น    จบแค่นั้น    แต่สาระในหนังสือเล่มนี้ให้ความหมายของ asking ที่ต่าง    เป็นการขอเพื่อสร้างสัมพันธภาพ และการแชร์    ในการตีความของผม เป็น give and take  มากกว่า ask   หรือยิ่งกว่านั้น เป็นการแสวงหาความร่วมมือทำสิ่งที่มีความหมายยิ่งใหญ่

ผู้เขียนคือ Amanda Palmer เป็นดาราเพลงร็อก  ผู้นำการดำเนินการ Crowdfunding  และดารา Ted Talk   ที่เริ่มชีวิตหากินด้วยการแสดงเป็น “เจ้าสาว” (The Bride) เปิดหมวกข้างถนน อยู่ ๕ ปี   แล้วค่อยๆ คลำทางชีวิตเรียนรู้จากชีวิตจริงสู่ความสำเร็จ    หนังสือเล่มนี้เสมือนเป็นการเขียน reflection ชีวิตของตนเอง     

 ผมขอเชิญชวนให้เข้าไปชม Ted Talk ของเธอ ที่มีคนชมกว่า ๕ ล้านคน () ที่ใช้เวลาสั้นๆ ๑๓ นาทีเศษ    บอกความสร้างสรรค์ของเธอ ในการเปลี่ยนจิตวิญญาณ หรือจิตวิทยาของการขอ   จาก asking 1.0  สู่ asking 4.0 (คำที่ผมคิดเอง) 

เคล็ดลับที่เธอบอกคือ การรับความช่วยเหลือจากคนอื่น เป็นวิธีสร้างความสัมพันธ์    เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าที่ยึดถือร่วมกัน   แต่เราต้องมีกระบวนทัศน์ใหม่ต่อการรับความช่วยเหลือ   รวมทั้งมีการสร้างภาพลักษณ์ของเราเอง ที่คนทั่วไปชื่นชอบ    รวมทั้งตัวเราเองต้องมีความรักผู้อื่น    รวมทั้งเมื่อได้รับความช่วยเหลือ ก็มีของตอบแทนหรือมีการตอบแทน    และการตอบแทนที่มีคุณค่า หรือมีความหมายที่สุดคือ ความเห็นอกเห็นใจ (empathy) และความเข้าใจ (understanding)     

คำแนะนำอย่างหนึ่งคือ จงรับความช่วยเหลือหรือการให้ของผู้อื่น   และใช้เป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์    

ศิลปะแห่งการขอคือ จงเปิดกว้างและยอมรับการปฏิเสธ (unconditional)    อย่ารู้สึกไม่ดีต่อการปฏิเสธ    แต่หากได้รับการตอบสนอง จงถือเป็นโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์ หรือสร้างเครือข่าย    นิยามใหม่ของการขอคือการพัฒนาความร่วมมือ    การขอ (asking) ในที่นี้ แตกต่างจากขอทาน (begging)    การขอ (asking) มีส่วนของการให้อยู่ด้วย คือเป็รกิจกรรมสองทาง   ส่วนขอทานเป็นกิจกรรมทางเดียว  

การร้องขอมีพลังที่สุดเมื่อทำกับ “ชุมชน” ทั้งชุมชนจริงและชุมชนเสมือน    ในยุค 4.0 สร้างชุมชนเสมือนได้โดยง่าย    จึงใช้พลังการร้องขอทำประโยชน์หรือสร้างคุณค่าได้

ผมตีความว่า หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับ จิตวิทยา ๔.๐     

วิจารณ์ พานิช                                  

๔ มี.ค. ๖๑


 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (2)

sr
IP: xxx.128.104.229
เขียนเมื่อ 

I think one point is not mentioned above. "Asking" lets other people feel uplifted, important and becoming part owners and/or winners of a venture that may be larger than life for any individual. It boils down to "trust".

sr
IP: xxx.128.104.229
เขียนเมื่อ 

I think one point is not mentioned above. "Asking" lets other people feel uplifted, important and becoming part owners and/or winners of a venture that may be larger than life for any individual. It boils down to "trust".

หมายเลขบันทึก

645963

เขียน

25 Mar 2018 @ 22:21
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 1, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก