การลำดับญาณในญาณ ๑๖ หรือ โสฬสญาณ ดำเนินมาถึงญาณที่ ๑๔ ซึ่งเป็นญาณแรกแห่งความเป็นญาณของพระอริยะ  เป็นญาณที่ได้รู้เห็นพระนิพพาน<p>          ญาณที่ ๑๔ มัคคญาณ </p><p>          ปัญญาของจิตที่กำหนดจนรู้เห็น พระนิพพาน และตัดกิเลสได้ ญาณนี่ปรากฎใพระไตรปกิฎก  โดยที่โยคีที่ได้เสวยและเข้าถึงอารมณ์พระนิพพานเป็นครั้งแรก รูปนามจะดับไปหมดในญาณนี้ หมดความสงสัยใน พระรัตนตรัยโดยสิ้นเชิง และมีศีล ๕ มั่นคงเป็นนิจ กิเลสบางส่วนถูกประหารไปอย่างถาวรเป็นมุจเฉทปหาน แต่ยังมีกิเลส ๓ (โมหะ โลภะ โทสะ) หลงเหลืออยู่ ยกเว้นพระอรหันต์ โดยสามารถปิดอบยภูมิได้เด็ดขาด และจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิ ๔ ซึ่งคล้ายกับการนำจิตสู่เบื้องลึกเพือปรับเปลี่ยน และพันาจิตได้สำึกตามแนวจิตวิทยาตะวันตก</p><p>             ในช่วงของมคญาณ (มรรคญาณป จิตี่ทิ้งรูปนามแล้วเคลื่อนเข้าสู่อารมณ์พระนิพพาน จะเกิดขึ้นในเวลาเดี๋ยวเดียวบ้างหรือนานบ้าง ขึ้นอยู่กับกำลัง และฐานของสมาธิที่เคยฝึกปฏิบ้ติมาในอดีต </p><p>             มัคคญาณ (ปัญญาของจิต) ยังประหารกิเลส (สิ่งที่ทำจิตเศร้ษมองที่เป็นอกุศลจิต) ได้ถาวรเป็นสุจเฉทปทานจาก กิเลส ๓ ประเภท ดังนี้</p><p>             ๑. วิติกกมกิเลส เป็นกิเลสอย่างหยาบที่ละเมิดออกมาทางกายและทางวาา ทำให้ผิดศีลให้ ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต ซึ่งอาจประหาได้ด้วการรักษาศีล เป้ฯการประหารได้ชั่วครั้งชั่วขณะ เรียกว่า ตทังคปหาน</p><p>             ๒. ปริยฎฐานกิเลส เป็นกิเลสอย่างกลางที่ไม่แสดงออกมาให้ปรากฎทางกายและทางวาจา เช่น นิวรณ์ ๕ เป็นต้น ซึ่งสามารถประหารได้ด้วยสมาธิ หรือด้วยฌาฯ เป็นกรประหารด้วยการข่มไว้อันเรียกว่ วิกขัมกปหาน</p><p>              ๓ อนุสัยกิเลส เป็นกิเลสอย่่างละเอียดซึ่งอยู่ในจิตตสันดาน ขณะใดไม่มีอารมณืกระทบ ขณะนั้นกิเลสชนิดนี้ก็จะสงบนิ่งอยุ่ในใจ ไม่แสดงอาการออกมาให้ตนเองหรือคนอืนรู้ได้ แต่เมื่อมีอารมณ์กระบจึงจะแสดงอการออกมา กิเลสชนิดนี้สามารถประหารได้ด้วยปัญญาหรือมัคคญาณ เป็นการประหารอย่่างเด็ดขาดเรียกว่ สมุจเฉทปหาน</p><p>            ญาณที่ ๑๕ ผลญาณ </p><p>            ปัญญาของจิตที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพานโดยเสวยผลแห่งสันติสุข ญาณนี้ปรากฎในพระไตรปิฎก  โยคีที่ถึงญาณนี้ แม้กิเลสจะถูกประหารไปไ้อย่างเด็ดขาด้วยมัคคญาณ แตอำนาจของกิเลสยังคงเหลืออยู่ ผู้ที่มีโทสะและโลภะมาก ก่อนเข้าปฏิบัติะรุ้ชัดเนว่าตัวองมีโทสะและโลภะลดลงไปอย่างมาก แต่ผุ้ทีเคยมีโทสะและโลภะน้อย อาจสังเกตเห็นการพัฒนาจิต หรือผลที่ได้ไม่ค่อยชัดเจนก็มี</p><p>           ในญาณนี้ โยคีเร่ิมกลับมามีรูปนามเป็นอารมณือีกครั้ง และได้เสวยอารมร์ของสมาธิสุขอย่างเต็มเปี่มที่เรียกว่า การเสวยผล หรือการเสวยอารมณ์ หลังออกจากอามร์พระนิพพาน การเสวยผลของแต่ละท่านจะกินระยะเวลานานไม่เท่ากัน แตอารมร์ขณะนั้น จิตจะมแต่ความสงบสุขเรียกว่าสมาธิสุขสมบูรณ์ เพราะจิตกลับมามีรูปนมเป็นอารมณ์อีกครั้ง หลังกจากที่ได้บรรลุถึงนิพพานสุข ซึ่งความสุขทั้ง ๒ ชนิดเป็นความสุขที่สูงกว่า กามสุข และมีผลทำให้ผุ้ปฏิบัติมีหน้าตาผิวพรรณผ่องใส อินทรีย์บริสุทธิ์ผุดผ่อง สงบร่มเย็นใจ เป็นความสุขทางใจซึ่งประเสริฐกว่ากามสุข..</p><p>          ในช่งงของผลญาณ หากจิตของผู้ปฏิบัติบางท่านยังคงเคลื่ออารมณ์เข้าสู่การดับของรูปนาม หรือผลสมาบัติเป็นบางครั้งบางคราว วิปัสสนาจากรย์จะให้โยคีอธิฐานเข้าผลสมาบัติ เพื่อให้ฝึกอธิษฐานดับนานก่อน แล้วจึงฝึกอธิบฐานดับมาก ขึ้นอยุ่กับดุลยพินิจของวิปัสสนาจารย์ตามความเหมาะสมของแต่ละท่าน</p><p>           การอธิษบฐานเข้าผลสมาบัติ ๒ วิะี </p><p>           ผลสมาบัติคือ ผลจิต (การดับของจิต) ของอริยบุคลลตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป ซึ่งปุถุชนธรรมดาเข้าหรือทำไม่ได้ ในขณะที่เข้าผลสมาบัติอยู่ บุคคลจะไม่รับอารร์ใดๆ จากทางขันธ์ ๕ เพราะจิตจะเคลื่อเข้าสุ่การดับของรูปนาม ที่มีสภาพคล้ายกับอารมณ์พระนิพพาน เพียงแต่ไม่ได้ประหารกิเลสเพ่ิม ด้วยการอธิษฐานเข้าผลสมาบัติ ๒ วิธีดังนี้</p><p>         ๑. อธิษฐานดับนาน วิปัสนาจารย์จะให้อธิษฐานกำหนดในใจเพื่อเข้าผลสมาบัติ โดยไม่ต้องออกเสียงในขณะนั่งสมาธิ จากการกำหนดรูปนาม จได้ปัจจุบันอารมณ์ แล้วะเร่มกำหนดในใจว่า ภายใน ๓๐ นาที่นี้ ขอให้จิตของข้าพเจ้าดับสงบต่อเนื่องไป ๕ นาทีไ ในการอะิษฐานนี้ ผุ้ปฏิบัติควรเดินจากรมด้วยทุกครั้ง ให้เท่ากับเวลาที่นั่ง เพื่อป้องกันควมคิดฟุ้งซ่าน และจะทำให้การอธิษฐานดับนานบังเกิดขึ้น</p><p>          เมื่ออธิฐานดับนานได้ ๕ นาที หรือได้ใกล้เคียง ต่อไปให้ขยับขึ้นเป็น ๑๐, ๑๕, ๒๐  หรือ ๓๐ นาที  เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนแก่โยคี ในความเหน็ดเหนื่อย ยากลำบากที่ได้เผชิญทุกวทนาต่างๆ ของการปฏิบัติตั้งแต่เร่ิมต้นถึงปัจจุบัน โดยจะทำให้จิตเกิดศรัทธา ได้รับสมาธิสุขและยังทำให้ผิวพรรณ อินทรี์ บริสุทธิ์ผุดผ่อง</p><p>            ขณะที่จิตเข้าสู่ผลสมาบัติ โยคีจะไม่สามารถรับรุ้อะรที่เกี่ยวกับโลกนี้และโลกหน้าได้เลย แม้ว่าอารมร์ทั้งหลายมีรูปร รส กล่ิเสียง สัมผัส จะเกิดขึ้นรองๆ ตัวโยที่โยคจะกำหนดอารมร์ใดๆ ไม่ได้เลยเพราะอัปปนาชวนจิต (สมาธิระดับแนบแน่น) ดำรงอยุ่ในทท่านั่ง ตามที่อธิษฐานไว้ แต่สำนักวิปัสนาบางแห่งอาจะให้อธิษฐานเข้าดับนานมากกว่า ๓๐ นาท เช่น ๔๕ นาที ๑,๒,๓ หรือ ๖ ชั่วโมง หรือมากกว่าก็มี</p><p>           ๒ อธิษฐานดับมาก หลังจากอธิษฐานดับนานได้แล้ว วิปัสนาจารย์จะให้อะิษฐานดับากของรูปนามในข่วงผลญาณ (ญาณที่ ๑๕) ด้วยการกำหนดในใจ โดยไม่ต้องออกเสียงในขณะนั่งสมาธิหลังจากเดินจงกรมว่า “ภายใน ๓๐ นาที่นี้ ขอให้จิตของข้าพเจ้า ดับไปให้มาก โดยให้กำหนดว่ารู้หนอ ในขณะที่รูปนามดับไปและคาดคะเนว่ามีจำนวนที่ดับไปประมาณกีครั้ง</p><p>           ในพระไตรปิฎก คัมภีร์วิสุทธิมรรค และอภิธมมัตถสังคหะ ได้อธิบายเรื่องผลสมาบัติ ด้วยการอธิษฐานจิตดับนาน ส่วนเรื่องการอธิษฐานดับจิตให้มากน้้น เกิดจากประสบการณ์ของุพาจารย์ ที่ถ่ายทอดกันมาในเชิงปปฏิบัติ เพื่อให้เห็นสันตติขาด หรือการดับไปของูปนาม ซึ่งเป็นผลดีต่อศรัทธา เป็นบุญกุศล และยังสนับสนุนให้เกิดการปฏิบัติตอไป</p><p>          สำหรับสำนักวิปัสสนาบางแห่ง จะใช้วิธีอธิฐานดับมากต่างกันเช่น กำหนดว่า “ภายใน ๔๕ นาทีนี้ ขอให้จิตของข้าพเจ้าดับไปให้มาก” จากนั้นอธิษฐานดับากในเวลาที่นี่งสมาธิ ให้ลดน้อยลงเป็ฯ ๓๐, ๒๕, ๒๐, ๑๕ นาท โดยเดินจงกมใหเท่ากับั่งสมาธิ เพื่อให้เห็นการเกิดตัวของรูปนามให้มาก</p><p>           สมาบัติ ๓ ได้แก่ “ฌานสมาบัติ” เกิดขึ้นได้จากบุคคลที่ปฏิบัติสมถกัมมัฎฐานจนสามารถเข้าถึงความดับของรูปนาม ซึี่งคล้ายกับผลสมาบัติ ต่างกันตรงที่ว่ากิเลสไม่ได้หมดไปอย่างถาวร “ผลสมาบัติ” เกิดขึ้นได้จากบุคคลที่ปฏิบัติวิปัสสนาจนบรรลุถึงโลกุตรสุขของอริยบุคคลตั้งแต่ พระโสดาบัน หรือสูงกว่านั้น ที่อธิฐานจิตเข้าถึงผลสมาบัติ ดยมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ “นิโรธสมาบัติ” เป็นโลกุตตรสุขของเฉาพะอริยบุคคลขั้นพระอนาคามีและพระอรหันต์ (เฉพาะผุ้ที่ทำสมาธิจนได้ สมาบัติ ๘) ที่ได้อธิษฐานจิตเข้านิโรธสมาบัติ ดดยมีพระนิพพานเป็นอารมณ์…</p><p>            ญาณที่ ๑๖ ปัจจเวกขณญาณ </p><p>            ปัญญาของจิตที่กำหนดจนรู้เห็ฯ โดยสำรวจบทวนย้อนหลังเพื่อดูความเป็นมา และผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติรวม ๕ ประารของพระโสดาบันสกทาคามี และอนาคามี คือมรรคจิต ผลจิต นิพพาน กิเลสที่ละได้แล้วและกิเลสที่ยังหลงเหลืออยู่แต่สำรหับพระอรหันต์จะทำการทบทวนเพียง ๔ ประการแรก ยกเว้นกิเลสที่ยังเลหือยุ่ เพราะท่านหมดกิเลสแล้ว ญาณนี้ปรากฎในพระไตรปิฎก </p><p>             หลังจากเสวยผลญารจนกระทังอ่อนกำลังลง จิตจะเร่ิมแสดงอารมร์ของปัจเวกขณญาณที่ ๑๖ โดยฉาพะในขณะ กำลังเจริญวิปัสสนากัมมัฎฐานอยู ไมว่าอริยิาบทย่อย เดินจงกรม หรือนั่งสมาธิ เพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีกิเลสหลงเหลืออยู่อีก สำหรับรอการประหารในรอบต่อไปในอนาคตซึ่งอาจจะเป็นโมห โภละ หรือโทสะ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้ง ๓ อย่าง</p><p>             นอกจากิเลสที่เหลืออยู่ ดยคีบางท่านอาจเห็นกิเลสบางอ่างที่เบาคลายลงหรือละได้แล้วก็มี ดดยีผุ้ปฏิบัติเพียงแต่จดจำอารณ์ และความรุ้สึกที่เกิดขึ้น แล้วนำไปส่งอารณ์กับวิปัสสนาจารย์ตามที่กำหนดได้จริงว่ มีอารมร์อะไรเกิดขึ้นที่กำหนดได้ในระหว่างเดินจงกรม นั่งสมาธิหรือในระหว่างวันมีเหตุการณ์และอามรณ์ช่วงนี้เป็นอย่างไร</p><p>           สำหรัยวิปัสสนาที่ ๑๔ (มคคญาณ) และ ๑๕ (ผลญาณ) ทั้งสองนั้นจัดเป็นญาณในระดับโลกุตตรญาณ ส่วนที่เหลืออีกท้งหมดของวิปัสสนาญาณ ๑๖ เป็นเพียงโลกียญาณเท่านั้น…https://www.vipassanathai.org/…</p><p>           </p><p>           </p><p>            </p>