เว็บไซต์ IDEAS.TED.COM ลงเรื่อง Three ways to help kids be more creative (๑) บอกว่า ความริเริ่มสร้างสรรค์สำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตในโลกสมัยปัจจุบันและอนาคต จึงต้องเอาใจใส่สร้างคุณลักษณะนี้ตั้งแต่เด็ก และห้องเรียนต้องเป็นแหล่งบ่มเพาะจินตนาการ
บทความนี้เขียนดีจริงๆ ผมขอชักชวนให้พ่อแม่ ครู และนักการศึกษาอ่านต้นฉบับ
สมองมนุษย์ ทำหน้าที่ย่อยโลก เพื่อนำชิ้นส่วนไปผลิตสิ่งใหม่ แต่ห้องเรียนเกือบทั้งหมดไม่ได้เสนอโลกให้นักเรียนย่อย กลับเสนอชิ้นส่วนให้กินแล้วสำรอก (regurgitate) ออกมาตอบข้อสอบ วิธีเรียนแบบนั้น ไม่สร้างนักนวัตกรรม
สามหลักการเพื่อสร้างความริเริ่มสร้างสรรค์แก่เด็ก ได้แก่
ใช้อดีตเป็นฐานสำหรับจินตนาการอนาคต
เรียนสร้างราก และเรียนสร้างปีก คือหลักการของการศึกษาเพื่อความริเริ่มสร้างสรรค์ เรียนรู้ราก เพื่อเข้าใจอดีต แล้วติดปีกโบยบินไปในอนาคต ในโลกใหม่ เพื่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ทุกวิชาใช้หลักการนี้ได้ทั้งสิ้น แต่ตัวอย่างที่ยกมาเป็นเรื่องการวาดแอปเปิ้ลโดยนักเรียน ป. ๔
นักเรียนสามารถฝึกจินตนาการ ว่าแรงบันดาลใจแบบที่สร้างผลงานในอดีต หากเจ้าของผลงาน มาเกิดในปี พ.ศ. ๒๕๘๐ ผลงานทำนองนั้น จะมีลักษณะอย่างไร
ค้นหาทางเลือกให้มากที่สุด
นี่คือหลักการ “หนึ่งคำถามมีคำตอบที่ถูกหลายคำตอบ” ในชั้นเรียน ครูควรถามหาคำตอบอื่นๆ ที่แตกต่าง อยู่เสมอ แล้วชวนกันตีความหาเหตุผลจากแต่ละคำตอบ รวมทั้งช่วยกันจินตนาการว่า หากดำเนินการตามแต่ละคำตอบ ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร
ส่งเสริมให้กล้าเสี่ยงทำสิ่งริเริ่มสร้างสรรค์
วิธีการที่ง่ายและธรรมดาที่สุดคือออกแบบบทเรียนให้เรียนจากการปฏิบัติ (activity-based learning) โดยที่กิจกรรมนั้นเป็นของจริง เรื่องจริง ที่เรียกว่า service learning ตัวอย่างที่ผมเคยได้ยินมาคือเรื่อง นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนสู่การเป็นผู้ประกอบการ (๒)
บทความ (๑) เขียนสรุปจากหนังสือ The Runaway Species: How Human Creativity Remakes the World เขียนโดย Anthony Brandt and David Eagleman
วิจารณ์ พานิช
๓ มี.ค. ๖๑
-สวัสดีครับอาจารย์
-ตามมาอ่านบทความนี้
-ได้ข้อคิดเกี่ยวกับการสอนเด็กๆ ครับ
-วันก่อนมีโอกาสได้ไปส่งเสริมเด็ก ๆ ตามโครงการส่งเสริมยุวเกษตรกรในโรงเรียน
-เรียนรู้แบบสนุกครับ
-ขอบคุณครับ