ปลาข่อน้อยตาเซ่อ
ปลาข่อน้อยตาเซ่อ เป็นเรื่องสั้นที่แต่งขึ้นโดยรมย์ธีรา วงค์นาชาต ผู้แต่งได้แต่งเรื่องปลาข่อน้อยตาเซ่อโดยสวมบุคลิกสวมบทบาทเป็นเด็กผู้ชายซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวละครได้เป็นอย่างดี แสดงออกถึงวิธีชีวิตความเป็นอยู่ของคนอีสาน วัฒนธรรมการกินอยู่ที่เรียบง่าย ภาพบรรยากาศท้องทุ่งนาและความสนิทสนมใกล้ชิดของคนอีสานที่เปรีบยเสมือนเป็นญาติมิตรสนิทกันคอยช่วยเหลือเกื้อกลูกัน อีกทั้งยังสอดแทรกความคิดของเด็กและผู้ใหญ่ มุมมองของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กอยู่ในเรื่องได้อย่างน่าประทับใจ
ปลาข่อน้อยตาเซ่อ เป็นเรื่องสั้นที่เล่าถึงเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่พยายามพิสูจน์ตัวเองว่า ‘เขาไม่ได้เป็นเด็กที่เอาแต่เที่ยววิ่งเล่นไปวันๆ’ ในขณะที่เขาออกจากบ้านไปหาเพื่อนชื่อแห้ง ที่เสมือนเป็นญาติกันที่ทุ่งนา ทั้งสองพากันมองหาปลาอยู่หลายที่ เขาจับได้ปลาช่อนตัวเล็กสองตัวและปลากดุกตัวใหญ่หนึ่งตัว เข้าตั้งใจนำไปให้พ่อกับแม่ดูที่บ้านว่าขาสามารถจับปลาได้ เด็กชายมีความภาคภูมิใจในการจับปลาในครั้งนี้มาก ระหว่างนั้นเขาเกือบถูกจับได้ว่าขโมยปลาแต่ก็รอดมาได้ด้วยดี ระหว่างทางกลับบ้านทั้งสองได้แวะปีนต้นมะม่วงเพื่อเก็บมะม่วงกินรองท้อง ในขณะนั้นเองเด็กชายทั้งสองถูกมดแดงกัด เป็นเหตุให้ปลาดุกตัวใหญ่หลุดไป จนกระทั่งถึงบ้านเด็กชายก็เรียกให้พอกับแม่มาดูความภาคภูมิใจของเขาที่เฝ้ารอมาทั้งวันที่พ่อกับแม่จะได้เห็นว่าเขาสามารถจับปลาได้ด้วยตัวเอง พ่อกับแม่ต่างหัวเราะให้กับความเป็นเด็กของเขาที่ในย่ามมีเพียงปลาช่อนตัวน้อย ๆ สองตัวเท่านั้น แต่เขากลับดีใจมากเหลือเกิน
จากเรื่องย่อที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเรื่องราวดำเนินไปเป็นลำดับขั้นตอนที่มีความสัมพันธ์กัน และถ่ายทอดได้อย่างสมจริงผ่านตัวละครเด็กชายที่เป็นเด็กชนบทอยู่ในอีสาน มีวัฒนธรรมที่สวยงาม ใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย หากินกับท้องทุ่ง ความสัมพันธ์ของคนในสังคมเป็นไปด้วยความสนิทสนมเหมือนญาติมิตร และด้วยความเป็นเด็กนี่เองที่นำไปสู่ความขัดแย้งของตัวละครเองนั่นคือ การพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้พ่อแม่ได้เห็นว่าตัวละครไม่ใช่เด็กที่เอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ แต่สามารถจับปลามาให้พ่อแม่ได้ด้วยตัวเองนั่นคือความภาคภูมิใจของตัวละครที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ ความคิดอันมีเสน่ห์ที่ชวนให้ผู้อ่านเกิดความสนุกสนานไปกับตัวละครด้วย จนกระทั่งในตอนสุดท้ายความภาคภูมิใจของตัวละครนั่นคือปลาดุกตัวใหญ่ก็ได้หลุดหายไปจากย่ามโดยที่เจ้าของปลาดุกตัวโตก็ไม่รู้ตัว การดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบนี้เต็มไปด้วยความน่ารัก ความสดใสไม่ว่าจะเป็นการกระทำการแสดงออกตัวละคร ความคิดของเด็ก และความเป็นชนบทซึ่งเป็นภาพที่สวยงามอย่างยิ่ง
ปลาข่อน้อยตาเซ่อดำเนินเรื่องราวไปตามลำดับเวลา ซึ่งใช้เวลาในการดำเนินเรื่องในช่วงหนึ่งและจบลงในวันเดียวกัน ปลาข่อน้อยตาเซ่อได้เริ่มต้นเรื่องราวด้วยการที่ตัวละครเอกไปหาปลากับเพื่อนและพบกับเหตุการณ์ต่างๆที่ชวนให้ผู้อ่านตื่นเต้นและลุ้นตามว่าตัวละครจะทำสำเร็จหรือไม่นั่นก็คือ การจับปลา การหลบตาเขียวซึ่งกำลังโมโหที่มีคนมาจับปลาในนาและตัวละครกับเพื่อนกำลังซ่อนตัวอยู่ในนั้น และจบลงด้วยการที่เด็กชายสามารถแก้ปัญหาต่างๆและกลับมาบ้านพร้อมย่ามที่มีปลาอยู่ในนั้นนั่นเอง
หากจะกล่าวถึงตัวละครในเรื่องปลาข่อน้อยตาเซ่อนั้นก็คงจะกล่าวถึงตัวละครเอกคือเด็กชายผู้ที่มีความตั้งใจมีความมุ่งมั่นในการพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่เห็นผ่านการกระทำของตัวละคร ซึ่งแฝงไปด้วยความน่ารักตามประสาเด็กชสนให้ผู้อ่านหลงรักในความมุ่งมั่น ความขบขันของตัวละคร ซึ่งได้มีตัวละครรองเข้ามามีส่วนเสริมให้ตัวละครหลักโดดเด่นขึ้นนั่นก็คือ แห้งเพื่อนของตัวละครเอกที่มีความสามารถในหลายๆด้านที่เก่งกว่าตัวละครเอก ทำให้ผู้อ่านเห็นความแตกต่างของตัวละครทั้งสองและยังเป็นส่วนเสริมให้เห็นว่าตัวละครเอกมีความมุ่งมั่นในการพิสูจน์ตัวเองมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ตัวละครทั้งสองยังแสดงให้ผู้อ่านได้เห็นสังคมเห็นวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในชนบทผ่านต่วละครได้อย่างน่าประทับใจ
ปลาข่อน้อยตาเซ่อได้นำเสนอฉากในชนบทที่แบ่งได้เป็นสองสถานที่นั่นก็คือ ฉากที่บ้านและท้องทุ่งนา ซึ่งฉากท้องทุ่งนานั้นเต็มไปด้วยความสมบูรณ์ของท้องทุ่งนาที่มีข้าวที่กำลังออกรวง มีปลาแหวกว่ายอยู่ในนา ดังสำนวนที่ว่า ‘ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว’ มีต้นไม้ที่ผลิดอกออกผลสามารถหากินได้ง่ายเช่น ต้นมะม่วงที่ตัวละครได้ไปปีนเก็บกินให้อิ่มท้องก่อนกลับบ้าน และฉากที่บ้านนั้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวที่อบอุ่นรักใครสนิทสนมกัน นอกจากนี้ความสัมพันธ์ของคนในสังคมชนบทนั้นเป็นได้อย่างสนิทสนมเสมือนเป้นญาติมิตรสนิทกัน ซึ่งฉากที่ปรกฏในเรื่องนั่นสมจริงเป้นอย่างยิ่งแม้ผู้ที่ไม่เคยยู่ในสังคมชนบทก็สามารถที่จะมองเห็นภาพได้ชัดเจน และเข้าใจถึงวิถีชิวิตของคนในสังคมชนบทได้เป็นอย่างดี
แม้ว่าปลาข่อน้อยตาเซ่อจะเป็นเรื่องสั้นแต่ก็อุดมไปด้วยสาระมากมายในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิดของผู้ใหญ่ในมุมมองของเด็กที่เด็กมองว่าผู้ใหญ่หรือพ่อแม่นั้นเห็นตนเองเป็นเด็กอยู่เสมอ คอยแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ แต่กลับกลายเป็นว่าเด็กก็ยังมีความคิดที่จะพิสูจน์ตัวเองให้ผู้ใหญ่เห็น มีความคิดที่ว่าตนเองก็สามารถทำประโยชน์ได้และสร้างความภาคภูมิใจให้กับพ่อแม่ได้ ส่วนความคิดของเด็กในมุมมองของผู้ใหญ่นั้นพ่อแม่ก็จะเห็นลูกยังคงเป็นเด็กอยู่เสมอในสายตาของผู้เป็นพ่อแม่ การกระทำของเด็กนั่นผู้ใหญ่มองว่าเป็นการเที่ยวเล่นเสียส่วนใหญ่และเห้นว่าเป็นเรื่องตลกขบขันตามประสาเด็กนั่นเอง
ปลาข่อน้อยตาเซ่อเป็นเรื่องสั้นที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนุกสนานความประทับใจในเรื่องแล้ว ยังแฝงไปด้วยคุณค่าต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นคุณค่าทางด้านต่างๆโดยเฉพาะคุณค่าทางด้านสังคม ซึ่งทำให้ผู้อ่านเห็นรากเหง่าของความเป็นชนบท ความเป็นอีสาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษาที่มีความเป็นกันเอง วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย การทำมาหากินกับท้องทุ่ง ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ของคนในสังคมที่สนิทสนมกันช่วยเหลือเกื้อกูลกันซึ่งในปัจจุบันนั้นยังคงปรากฏอยู่ในสังคมชนบท แต่ยากที่จะปรากฏให้เห็นในสังคมเมือง
ผู้อ่านเชื่อว่าเรื่องสั้นปลาข่อน้อยตาเซ่อนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรค่าแก่การหยิบขึ้นมาอ่าน เพราะเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างสัมพันธ์กันชวนให้น่าสนใจ แฝงไปด้วยความสนุกสนานตลกขบขันของตัวละคร ความคิดความอ่านตามประสาเด็กที่ชวนให้หลงไหลทำให้ผู้อ่านประทับใจเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งตังสอดแทรกสาระคุณค่าที่ผู้อ่านควรได้รับไว้ในเรื่องอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอ่าน และผู้อ่านจะไม่ผิดหวังที่อ่านเรื่องปลาข่อน้อยตาเซ่อ