วิจารณ์บทวิจารณ์
เล่ห์เพทุบายของ “ที่อื่น” เป็นวรรณกรรมประเภท เรื่องสั้น แต่งโดย กิตติพล สรัคคานนท์
บทวิจารณ์วรรณกรรมเรื่อง เล่ห์เพทุบายของ “ที่อื่น” วิจารณ์โดย จิรัฏฐ์ เฉลิมแสนยากร ในช่วงแรกของบทวิจารณ์ ผู้วิจารณ์ได้กล่าวถึงชื่อของผู้แต่งและกระแสของหนังสือ ที่ไม่ได้รุนแรงนักเมื่อครั้งที่พิมพ์ออกมา แต่ก็มีการกล่าวถึงหนังสือในหมู่นักอ่านวรรณกรรม และยังบอกถึงประเภทของหนังสือ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าสั้นๆของชีวิตตัวละครที่ไร้ชื่อ ทำให้ผู้อ่านบทวิจารณ์ทราบว่าภายในเรื่องสั้นเล่มนี้ใช้สรรพนามเพียง “เขา” และ “เธอ” ที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เกี่ยวข้องกับความตาย
ผู้วิจารณ์ได้เกริ่นนำเข้าสู่ประเด็นของความตายภายในเรื่องที่มีนัยสำคัญว่าการตายของใครคนใดคนหนึ่งนั้นส่งผลถึงอีกคนหนึ่ง มีการนำเสนอโครงสร้างและลำดับของเนื้อหาเป็นขั้นตอนมีทั้งหมด ๓ ขั้น ซึ่งในแต่ละขั้นจะวิจารณ์เนื้อหาในหนังสือแต่ละประเด็น สามารถกระตุ้นให้ผู้อ่านบทวิจารณ์เกิดความคิดต่อเนื่องกับวรรณกรรมชิ้นนั้น
ขั้นที่ ๑ ผู้วิจารณ์ได้วิจารณ์ถึงการเล่าเรื่องผ่านภาษาที่สงวนท่าทีและการใช้สัญลักษณ์ ผู้วิจารณ์ได้กล่าวถึงการใช้ภาษาของการเล่าเรื่องที่น่าอ่าน การเล่าเรื่องผ่านภาษาที่สงวนท่าทีนั้นผู้วิจารณ์ได้ตีความถึงระบบอุปถัมภ์ในโครงสร้างของการใช้อำนาจในระบบราชการไทย โดยได้ยกตัวอย่างของเรื่องสั้นในแต่ละเรื่องมาประกอบ และยังกล่าวถึงการใช้เทคนิคในการแบ่งเรื่องออกเป็นส่วนที่เป็นวิธีการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ ที่จะช่วยเสริมให้เรื่องมีเสน่ห์ ทำให้ผู้อ่านบทวิจารณ์เกิดความสนใจที่อยากจะติดตามเรื่องราวต่างๆ ในเนื้อเรื่องต่อไป
ขั้นที่ ๒ ผู้วิจารณ์ได้วิจารณ์ในส่วนของภาพแทนความไร้สมรรถภาพของอำนาจในระบบอุปถัมภ์ และระบบราชการ ผู้วิจารณ์ได้นำแนวคิดของ เดวิด โบห์ม จากหนังสือ On Dailogue มาเชื่อมโยงเพื่อยกตัวอย่างภาพแสดงในสังคม ให้ผู้อ่านบทวิจารณ์ได้เข้าใจถึงหัวข้อวิจารณ์มากยิ่งขึ้น และยังวิจารณ์โดยใช้ความคิดเห็นของตนเองในความสัมพันธ์ของตัวละครที่มีต่อกัน โดยเชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคลกับสังคม รวมเรื่องสั้นที่ได้กระทำผ่าน “ภาพแทน” ของอำนาจระบบอุปถัมภ์และระบบราชการ ในระดับปัจเจกบุคคล ในที่นี้หมายถึง พ่อ สามี ฝ่ายชายที่สูญเสียความเป็นชาย โดยยกตัวอย่างที่โดดเด่นในรวมเรื่องสั้นก็คือ การคบชู้ แต่เป็นการคบชู้ที่ฝ่าย “เธอ” เป็นคนเลือก เพราะฝ่าย “เขา” เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เช่น ในเรื่องสั้น “เรื่องที่ขโมยมา” หรือจากเรื่อง “ชั่วกาล” และยังกล่าวถึงการใช้ความแทนในเรื่อง “อนาลัย” ที่แสดงให้เห็นว่าระบบอำนาจทางราชการไม่มีสมรรถภาพ และยังมีบทสรุปในตอนท้ายของบทวิจารณ์ให้ผู้อ่านบทวิจารณ์ ได้ขบคิดถึงเรื่องของภาพแทนอำนาจในระบบอุปถัมภ์และระบบราชการที่ไร้สมรรถภาพ
ขั้นที่ ๓ ผู้วิจารณ์ได้วิจารณ์ในเรื่องของทางออกปัจเจกบุคคล คือการเดินทางไป “ที่อื่น” ผู้วิจารณ์ได้กล่าวถึงน้ำเสียงอันราบเรียบของผู้แต่งในขณะที่ตัวละครกำลังพบเจอกับความตาย นั่นเป็นเพราะตัวละครเดินทางมาสู่จุดที่กลับไม่ได้ไปไม่ถึง ผู้วิจารณ์ได้สรุปถึงของเรื่องสั้นทั้ง ๑๒ เรื่อง ที่มีอยู่ด้วยกัน ๓ ทาง ให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาในเรื่องสั้นทั้ง ๑๒ เรื่อง อย่างลึกซึ้ง ทางที่ ๑ คือทางที่ตัวละครอยู่ในสถานการณ์จำยอม จากเรื่อง ฆาตกรรม ทางที่ ๒ คือตัวละครที่พอจะควบคุมชะตาชีวิตได้แต่ “เขา” ก็เลือกที่จะจบชีวิตของตนเอง ทางสุดท้าย คือตัวละครที่มีอำนาจในการเลือกซึ่งถือเป็นเรื่องเดียวใน ๑๒ เรื่อง ที่ถือว่าเป็นแสงสว่างของเรื่องสั้นทั้ง ๑๑ เรื่อง คือเรื่อง “อนาลัย” ผู้วิจารณ์ได้อธิบายความหมายของ “อนาลัย” ว่า หมายถึงการหลุดพ้น ให้ผู้อ่านบทวิจารณ์รู้สึกว่าชื่อเรื่องกับเนื้อหาในเรื่องมีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างมาก
ในตอนท้ายผู้วิจารณ์ได้ วิจารณ์ชื่อเรื่อง เล่ห์เพทุบายของ “ที่อื่น” ว่า “ที่อื่น” ของตัวละครเป็นเพียงการย้ายที่กลับไปกลับมาระหว่างการมีชีวิตอยู่และการตายที่เป็นสัจธรรม และยังอธิบายให้ผู้อ่านบทวิจารณ์เข้าใจถึงชื่อเรื่องของรวมเรื่องสั้น เล่ห์เพทุบายของ “ที่อื่น” ว่าที่จริงแล้ว “ที่อื่น” เป็นเพียง เล่ห์เพทุบายเท่านั้น เพื่อให้ผู้อ่านบทวิจารณ์เข้าใจเนื้อหาในเรื่องมากยิ่งขึ้น