ม้าก้านกล้วย
กวีนิพนธ์รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนประจำปี ๒๕๓๘
ผู้เขียน : ไพวรินทร์ ขาวงาม
ประวัติ : เกิดวันที่ ๑๐ กมภาพันธ์ พ.ศ.๒๗๐๔ ในครอบครัวชาวนาแห่งตำบลทุ่งกุลา อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษา : ประถมต้น – โรงเรียนบ้านสาหร่าย
: ประถมปลาย – โรงเรียนบ้านตาหยวก
: บรรพชาเป็นสามเณรเพื่อศึกษาในระดับนักธรรมชั้นตรี – เอก ณ วัดไตรรัตนาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
: อุปสมบทเป็นภิกษุเพื่อศึกษาระดับมัธยมต้น – ปลาย ณ สภาการศึกษามหากุฏราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ช่วยฝึกสอนวิชาภาษาไทยและวรรณคดี เพื่อตอบแทนคุณสถาบันระยะหนึ่งจึงลาสิกขาบท
: หลังจากลาสิกขาเคยสมัครเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง
การทำงาน : เป็นพนักงานพิสูจน์อักษร หนังสือพิมพ์ประชากรรายวัน ก่อนเลื่อนฐานะขึ้นเป็นนักข่าว สั่งสมประสบการณ์กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเล็กๆ หลายฉบับ จวบปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ตัดสินใจเข้ากรุง ทำงานฝ่ายศิลป์นิตยสารสปีดเวย์ ต่อสู้ ชีวิตทุก รูปแบบ ไม่ว่าจะทำรูปเคลือบพลาสติกวางขายข้างถนน พนักงานขายไอศกรีม ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ช่วยงานนิตยสารสู่ฝัน ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ประจำกองบรรณาธิการวารสารปาจารยสาร ต่อมาเป็นบรรณาธิการเฉพาะกิจสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ประจำกองบรรณาธิการหนังสือดีเขต เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการชีวิตต้องสู้ ปัจจุบันเป็นคอลัมน์นิสต์อิสระ จาก " สามเณรไพรัช " สู่ " ไพวรินทร์ "
ไพวรินทร์ เดิมชื่อ 'ไพรัช' เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก เคยใช้นามปากกา 'สามเณรไพรัช' ส่งความเรียงไปลงในนิตยสารชัยพฤกษ์การ์ตูน ต่อมาเปลี่ยนใช้นามปากกาว่า 'ไพวรินทร์ วิเชียรฉันท์' ในการเขียนกลอน และเพื่อขจัดความยุ่งยากในการรับค่าเรื่อง เขาได้เปลี่ยนชื่อจริงเป็น 'ไพวรินทร์' จึงเป็นทั้งชื่อจริงและนามปากกาตั้งแต่นั้นมา
ผลงาน : งานเขียน
-พ.ศ.๒๕๒๐ – ๒๕๒๙ ไม่มีลำนำรักจากคนยากไร้ (บทร้อยกรองชิ้นแรก) ฟ้ายังไม่มืด (เรื่องสั้นเรื่องแรก) ลำนำวเนจร (รวมร้อยกรอง) คำใดจะเอ่ยได้ดั่งใจ (รวมร้อยกรอง)
-พ.ศ.๒๕๓๐ – ๒๕๓๙ ไม่ใช่กวีนิพนธ์จากชายป่าอารยธรรม (รวมร้อยแก้ว) ฤดีกาล (รวมร้อยกรอง) คือแรงใจและไฟฝัน (รวมร้อยกรองผสานภาพถ่ายของธีรภาพ โลหิตกุล) ถนนนักฝัน (รวมร้อยกรองผสานภาพจิตกรรมของปริญญา ตันติสุข) ม้าก้านกล้วย (รวมร้อยกรอง) Banana Tree Horse and Other Poems (ม้าก้านกล้วย ฉบับภาษาอังกฤษ แปลโดย B. Kasemsri หรือ ม.ล.พีระพงศ์ เกษมศรี) นอกจากนี้ยังมีบทกวีหลายสำนวนจากหลายเล่มแปลเป็นภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น มลายู เขมร ฯลฯ
-พ.ศ.๒๕๔๐- ๒๕๔๙ เจ้านกกวี (รวมร้อยกรอง) ทองยอด (รวมร้อยแก้ว) เพราะภาพพูดได้ หัวใจจึงขอฟัง (รวมร้อยแก้วผสานภาพถ่ายฝีมือตัวเอง) ผมจรรอนแรมจากลุ่มน้ำมูล (รวมร้อยแก้ว) ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีรัก (รวมร้อยกรอง) กลอนกล่อมโลก (รวมร้อยกรอง) ดวงใจจึงจำนรรจ์ (รวมร้อยกรองฉบับสองภาษา ไทย-อังกฤษ แปลโดย วรวดี วงศ์สง่า) จิบใจ จอกจ้อย (รวมร้อยกรองผสานบทกวีร้อยแก้วของพาสนา แพรวพรรณ) มันคงไม่ตายง่ายๆหรอก (รวมร้อยแก้ว) เราจะพบกันอีกไหม (รวมร้อยกรอง)
-พ.ศ.๒๕๕๐ – ปัจจุบัน หลายชีวิต คิดถึงบ้าน (รวมร้อยแก้ว) โฉมชีวาอุษาคะนึง (รวมร้อยกรอง) แอบรักหมาชาวบ้าน (รวมร้อยแก้ว) นกกะหนอน (รวมร้อยแก้ว) ความสุขที่รัก (รวมร้อยแก้ว) ณ ที่ซึ่งแม่โพสพเคยสถิต (รวมร้อยกรอง)
: งานเขียนและผลงานที่ได้รับรางวัล
-พ.ศ.๒๕๓๒ นักเขียนรางวัลบุ๊คส์แอนด์เบียร์ จากผลงานสร้างสรรค์ ๓ เล่ม คือ ลำนำวเนจร คำใดจะเอ่ยได้ดั่งใจ และ ฤดีกาล
-พ.ศ.๒๕๓๕ คือแรงใจและไฟฝัน ได้รับรางวัลกวีนิพนธ์ดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ
-พ.ศ.๒๕๓๘ ม้าก้านกล้วย ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์)
-พ.ศ.๒๕๔๑ ต่อหน้าความทรงจำและกาลเวลา ได้รับรางวัลบทกวีดีเด่นจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย
-พ.ศ.๒๕๔๒ บนวิถีแห่งการมีชีวิตอยู่ ได้รับรางวัลบทกวีดีเด่นจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย
-พ.ศ.๒๕๔๘ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
-พ.ศ.๒๕๕๑ ศิลปินร่วมสมัยดีเด่น รางวัลศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์
-พ.ศ.๒๕๕๒ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่งดีเด่น รางวัลเพชรในเพลง โดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จากบทเพลง “ไหมแท้ที่แม่ท้อ” (สลา คุณวุฒิ ร้อยเรียงทำนองเพลง และต่าย อรทัย ขับร้อง)
-พ.ศ.๒๕๕๓ รอยรัก รอยรบ ได้รับรางวัลบทกวีดีเด่นจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย
-พ.ศ.๒๕๕๔ กวีนิพนธ์ ณ ที่ซึ่งแม่โพสพเคยสถิต ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ จากการประกวดหนังสือดีเด่นเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ ๘ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๔
ภูมิหลัง
ภูมิหลังในบทกวีม้าก้านกล้วยนี้ คุณไพวรินทร์ ขาวงาม ได้เขียนลงไปในหนังสือและใช้หัวข้อว่า นกสองฟ้า ปลาสองน้ำ โดยกวีได้เขียนว่า ตอนอยู่ในวัยเด็กเป็นคนช่างคิด ช่างฝัน เวลาที่คิดหรือจินตนาการอะไร ก็จะเขียนและจดบันทึกไว้
กวีได้พบว่าโลกและชีวิตเป็นเรื่องที่ซ้ำซาก มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ในระหว่างนั้นล้วนมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย ไม่สามารถตีความและบรรยายได้สิ้นสุด จนเติบโตมาและได้พบว่า ยังมีวัฒนธรรมกวีนิพนธ์อยู่ในโลกและชีวิตจิตใจของกวีนิพนธ์ยังคงดำรงอยู่อย่างมีชีวิตชีวา กวีเติบโตมาในสังคมชนบท ผูกพันกับอาชีพเกษตรกร เพราะเป็นอาชีพของบรรพบุรุษ ซึ่งมีทั้งความสุขและความทุกข์เศร้า แต่ต่อมาชีวิตของกวีได้เปลี่ยนมาอยู่ในสังคมเมือง เพราะต้องมาศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ก็พบทั้งความสุขและความทุกข์เศร้าเช่นกัน กวีจึงกลายเป็นคนสองโลก เป็นนกสองฟ้า ข้าวสองนา ปลาสองน้ำ
ดังนั้น จึงเป็นที่มาของกวีนิพนธ์ ม้าก้านกล้วย ที่แต่งขึ้นจากสิ่งที่ได้พบได้เห็น จากโลกทั้งสองโลก สังคมทั้งสองสังคม ที่มีทั้งความสุขและความทุกข์เศร้าปะปนกันไป กวีแต่งไว้เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความจรรโลงใจในการใช้ชีวิตที่จำเจ ซ้ำซาก
เนื้อหา
กวีนิพนธ์ ม้าก้านกล้วย ของคุณไพวรินทร์ ขาวงาม มีเนื้อหาแบ่งออกเป็นภาคนำคือ ม้าก้านกล้วย ๑-๔ เป็นการเล่าเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่ง ที่ต้องจากบ้านในสังคมชนบทไปสู่สังคมใหม่ ซึ่งก็คือสังคมเมืองเพื่อไปตามหาความฝัน โดยมียานพาหนะพาไป คือ ม้าก้านกล้วย ที่พ่อทำไว้ให้ใช้ในการเดินทาง แต่เมื่อไปถึงก็เจอกับอุปสรรคปัญหาต่างๆมากมาย จนต้องกลับมาเอากำลังใจ คำอวยพรจากพ่อแม่และคนทางบ้าน แล้วจึงกลับไปสู้ ไปตามหาความฝันในเมืองหลวงต่อ
แล้วแบ่งออกเป็นสามภาคสามแผ่นดิน คือ แผ่นดินถิ่นทุ่ง แผ่นดินถิ่นเมือง และแผ่นดินถิ่นใด ภาคหนึ่ง แผ่นดินถิ่นทุ่งจะมีทั้งหมด ๑๓ ตอน คือ บนแผ่นอกของแผ่นดิน รอยร่ายรำของข้าวค่ำและผักแว่น เด็กและควายและโลก เจ้าต้นกล้าไปรบ นกทุ่ง เจ้าสาวใบตอง เพลงควายลาทุ่ง ลมพัดรวงข้าว หนาวดอกจาน เพลงกล่อมเด็ก ผู้มาใหม่ – ผู้ไปก่อน ไหมแท้ที่แม่ทอและบ้านตาย เนื้อหาจะเป็นเรื่องราววิถีชีวิต การใช้ชีวิตต่างๆ วัฒนธรรมประเพณี อาชีพเกษตรกรรม เรื่องราวต่างๆในสังคมชนบทและเด็กที่ต้องจากบ้านไปเพื่อไปศึกษา ไปตามหาความฝันยังเมืองหลวง ภาคสองคือแผ่นดินถิ่นเมือง แบ่งออกเป็น ๑๒ ตอน คือ นครใต้แสงดาว แม่น้ำที่รัก อารมณ์กรุงเทพ ตุ๊กตากำสรวล เด็กน้อยในเมืองใหญ่ ยามหลับฝัน แม่ศรีคณิกา เขาร้องเพลงลูกทุ่งให้เมืองฟัง นักฝันแห่งมีนาคม เดินเมือง มหรสพแห่งผู้อพยพและฝันกล่อมเมือง เป็นการเล่าถึงสิ่งที่ได้พบ ได้ประสบ ได้เห็น ของเด็กชนบทที่เข้ามาอยู่ในเมืองหลวง อธิบายถึงลักษณะของกรุงเทพ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ อาชีพต่างๆ มีเรื่องราวต่างๆ ปัญหา อุปสรรคมากมาย มารุมเร้า ทั้งเศร้าใจและคิดถึงบ้านแต่ต้องอยูเพื่อทำความฝันให้สำเร็จและภาคสุดท้าย แผ่นดินถิ่นใด แบ่งออกเป็น ๑๘ ตอน คือ ณ ห้วงคำนึง เปลวไฟและนักฝัน ใต้กะลามีฟ้ากว้าง คำร้องทำนองของความรัก ดวงดาวของคนช่างฝัน นรกของเรา เจ้าดาริกา สาระในหลุมฝังศพ งานเลี้ยงรับน้องใหม่บนฟากฟ้า ทุ่งไทยไม่เคยเหน็บหนาว เธอเพ้อฝันเอาบ้านเอาเมือง ถนนสายนั้นปูด้วยหัวใจมนุษย์ ชีวิตปริศนาหล้า โลกน่ารักอยู่หรอก ตะวันออก – ตะวันตก นิทานคนกับนก นิทานลูกโลกและบทคร่ำครวญ เป็นการเล่าถึงสังคมสองสังคม ทั้งชนบทและเมือง การยอมรับในสภาพของสังคมที่เปลี่ยนไป การปลงใจ ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหนก็มีความสุขและความทุกข์เศร้า ดังนั้นเมื่อเราปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันกับสภาพที่เปลี่ยนไปของสังคมแล้วเราก็จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
จุดเด่น
๑.ใกวีนิพนธ์เล่มนี้มีจุดเด่นคือ มีการลำดับเรื่องราวได้อย่างเหมาะสม เพราะการเปิดเรื่องด้วยภาคนำ คือ ม้าก้านกล้วย ๑ – ๔ เป็นการเล่าเรื่องรวมๆของเนื้อหาว่า ต้องจากบ้านชนบทไปยังเมืองหลวง แล้วต่อด้วยภาคหนึ่งแผ่นดินถิ่นทุ่ง คือ เรื่องราวของสังคมชนบท ต่อด้วยภาคสอง แผ่นดินถิ่นเมือง การเล่าเรื่องราวของสังคมเมืองและมีการสรุปในภาคสาม คือ แผ่นดินถิ่นใด ซึ่งถือเป็นการลำดับเรื่องราวได้เป็นอย่างดีทำให้ผู้อ่านเข้าใจในงานเขียนและเข้าถึงบทกวีที่กวีต้องการสื่อ
๒.การเล่าเรื่องราวในแต่ละภาคได้บรรยายและพรรณนาเรื่องราวให้ผู้อ่านได้คิด จินตนาการจนเห็นภาพตามที่กวีต้องการสื่อ ได้อย่างชัดเจน มีการเลือกใช้คำที่คมคายแต่เข้าใจง่าย สะกดอารมณ์ของผู้อ่านได้อย่างแยบยล ทำให้ผู้อ่านรู้สึก เศร้า อาลัย ใคร่ครวญ ร่ำไห้ โหยหา เข้าถึงบทกวีได้อย่างถ่องแท้ ซึ่งจะอธิบายให้ละเอียดในหัวข้อต่อไป
แนวคิด ภาพสะท้อน ภาพพจน์และบทกวีสำคัญที่ปรากฏ
ภาคนำ : ม้าก้านกล้วย ๑ – ๔
มีแนวคิดสะท้อนภาพสังคมชนบทและสังคมในเมือง ว่าปัจจุบันนี้ผู้ปกครองในชนบทต้องการให้ลูกหลานได้มีการศึกษา ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น จึงส่งลูกหลานไปศึกษาต่อที่เมืองหลวง ไปอยู่ในสังคมคนเมือง ถึงแม้จะโหดร้ายมีอุปสรรคต่างๆมากมาย เราก็ต้องเข้มแข็งก้าวไปตามความฝันจนประสบความสำเร็จและยังสะท้อนวิถีชีวิตต่างๆ การละเล่นของไทยสมัยก่อน เช่น ม้าก้านกล้วย นำมาใช้เป็นพาหนะนำลูกหลานไปยังสังคมในเมืองซึ่งม้าก้านกล้วยก็เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของเด็กในชนบท เพราะม้าก้านกล้วยมีรูปร่างที่เรียบง่าย และก้านกล้วยยังมีอยู่ทั่วไปและหาง่ายในชนบท กวีมีการใช้บทกวีพรรณนาเรื่องราวต่างๆให้ผู้อ่านเห็นภาพและจินตนาการไปตามที่กวีต้องการสื่อ เช่นตัวอย่างบทกวีดังต่อไปนี้
“มีโคมไฟต่างดาวดารดาษ มีเถาวัลย์พันพาดดูยุ่งเหยิง มีหรีดหริ่งเรไรใจกระเจิง ด้วยเสียงเมืองบันเทิงบรรเทาทุกข์
มีการนำคำไวพจน์มาใช้ในบทกวี เพื่อให้บทกวีมีความไพเราะ เกิดอรรถรสในการอ่า เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้ “ทั้งปืนกลก้านกล้วยก็สวยดี เหมาะมือที่จะสู้รบกับไพริน” , “ม้าก้านกล้วยโจนทะยานจากบ้านทุ่ง พาข้ามุ่งสู่พนาพฤกษาไสว” เป็นต้น
มีการเลียนเสียงธรรมชาติ คือ เสียงของม้าขณะที่วิ่ง เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความตื่นเต้น มีอารมณ์ความรู้สึกเคลื่อนไหว สนุกสนานไปกับบทกวี เช่น ตัวอย่างบทกวีดังต่อไปนี้
“ป้อนภาพฝูงม้าก้านกล้วย
เขียวสดก้านสวยทรงเสน่ห์
กุบกับ กุบกับ ขยับเฮ
ฮาเร่เริงเล่นตระเวนทาง
เฮ้จุก ควบไปในดงหม่อน
เฮ้ยจ้อน ควบไปในทุ่งกว้าง
ฮ้าอึ่ง ผอมเบาเจ้าสำอาง
ตกน้ำร้องครางเพราเปื้อนโคลน”
ซึ่งบทกวีข้างต้นยังมีการใช้เสียงพูด เช่น เฮ้จุก เฮ้ยจ้อน ฮ้าอึ่ง เพื่อให้เกิดความสมจริง ทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความกระฉับกระเฉงของตัวละคร เป็นต้น
ภาคหนึ่ง : แผ่นดินถิ่นทุ่ง
ภาคนี้มีภาพสะท้อนให้เห็นเป็นแนวคิดต่างๆที่กวีต้องการสื่อ เช่น เรื่องของวิถีชีวิตของคนในชนบท จะเป็นการอยู่แบบเรียบง่ายมีน้ำใจต่อกัน เช่น ในตอน รอยร่ายรำของข้าวค่ำและผักแว่น ถึงจะมีน้อย แต่ก็ให้ตามกำลังที่มี เพื่อถือเป็นน้ำใจ ให้ด้วยใจ เช่น ตัวอย่างบทกวีดังต่อไปนี้
“โอ้แม่เอ๋ย ลูกกินป่นปลาฝีมือแม่อร่อยไปหน่อยเลยเกลี้ยงถ้วยบ่มีเหลือ เหลือแต่ข้าวก้นหม้อแล้วก็ผักแว่นน้อยหนึ่งกำ พอจะเป็นข้าวให้ลาวยามค่ำได้ไหมเล่า”
และการใช้ภาษา กวีพยายามใช้ภาษาอีสานเข้ามาสอดแทรกในบทกวีเพื่อให้ผู้อ่านได้ซึมซาบเข้าถึงความเป็นอีสานเป็นชนบท เช่น ตัวอย่างบทกวีข้างต้นและในตอน เพลงกล่อมเด็ก เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“ผีเอ๋ยผีป่า
อยู่ไหนรีบมา
รีบมาไวไว
มีเด็กขี้ดื้อ
ข้าจะยกให้
มัวช้าอยู่ไย
เจ้าผีป่าเอยฯ”
สะท้อนค่านิยมของคนในชนบทที่ถึงแม้จะไปอยู่ในเมืองหลวงก็ยังไม่ลืมวิถีชีวิตของคนในชนบท ไม่ได้ลุ่มหลงไปกับวัตถุต่างๆ ยังคงความเป็นชนบทไว้ ในตอน หนาวดอกจาน เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“เอ็งไปอยู่เมืองโก้โตเมืองกอก
นึกว่าลืมบ้านนอกเสียแล้วหนา
ไปเรียนสูงรุ่งเรืองอยู่เมืองฟ้า
นึกว่าลืมปลาร้าประสาจน
โชคยังดีที่เอ็งไม่เบ่งอ้าง
เดินอวดท่าอวดทางไปตามถนน
เสี่ยวยังแท้แม้นานก็ทานทน
เหมือนปลาร้ามีมนต์ดลใจรัก”
สะท้อนให้เห็นถึงอาชีพที่เป็นสัญลักษณ์ของคนในชนบท คือ อาชีพเกษตรกร ที่กำลังจะเปลี่ยนไป เพราะคนทนความทุกข์ยากไม่ไหว จะหนีไปทำงานที่เมืองหลวง เหลือไว้เพียงทุ่งนาร้างไร้ซึ่งชาวนา ที่เปรียบเสมือนสุสาน ในตอน ลมพัดรวงข้าว เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“ไกลออกไปคือโค้งหลังของชาวนา
ใกล้เข้ามาคือดวงตาอันขื่นเข็ญ
มองออกไปสุดทุ่งที่แปลกเป็น
ทุ่งสุดท้ายที่เห็นจะเปลี่ยนไป
ลมเอยพัดรวงข้าวอยู่ร้าวรวด
ฝันแปลบปวดทุ่งจะหมองข้าวร้องไห้
ทุ่งรวงทองที่รักจะยากไร้
เหลือสุสานกว้างใหญ่ให้ชาวนา”
และยังมีการเปรียบผู้หญิงในตอนเจ้าสาวใบตอง เป็นการเปรียบหญิงในชนบทกับหญิงในเมืองที่มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน หญิงในชนบทจะเป็นคนหวงเนื้อหวงตัวตามแบบจารีตประเพณีแต่ก่อนเก่า เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“รักเจ้าสาวใบตองในร่องสวน
เคยหวงนวลนักหนามาจำห่าง
กระแสลมโหมยุคทั้งรุกบาง
จนเริดทิศแรมทางอยู่ร้างโรย”
แล้วเปรียบผู้หญิงในเมืองหลวงที่มีนิสัยระริกระรี้ ชอบยั่ว เย้ายวล ผู้ชาย เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“พบเจ้าสาวพลาสติกระริกระรี้
หว่างวิถีทางแยกปลอมแปลกเปลี่ยว
มากแต่ยิ้มยั่วใจให้ลดเลี้ยว
หลอกให้ลืมนวลเขียวเคยเคียงครอง”
ซึ่งในบทกวีทั้งสองข้างต้นจะใช้สัญลักษณ์ของใบตอง(เรียกหญิงชนบทว่าเจ้าสาวใบตอง) เป็นพืชที่มีอยู่ในชนบทและใช้สัญลักษณ์พลาสติก(เรียกหญิงในเมืองว่าเจ้าสาวพลาสติก) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผ่านการเปลี่ยนแปลง ปรุงแต่งมา ซึ่งดูไม่เป็นธรรมชาติ เปรียบเหมือนผู้หญิงในเมืองที่ชอบแต่งตัว ปกปิดสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เป็นต้น
เรื่องการเปรียบเทียบอีกตอนหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ตอนเจ้าต้นกล้าไปรบ แทนต้นกล้า คือ เด็กในชนบท ต้นกล้าคือพืชเศรษฐกิจของคนในชนบทที่กำลังจะเจริญเติบโตไปในวันข้างหน้า และใช้คำว่ารบแทนคำว่า ต่อสู้ ฝ่าฟันกับอุปสรรคต่างๆที่อยู่ในเมืองหลวง เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“ขึ้นชื่อเจ้าต้นกล้า
เลือดเนื้อชาวนาต้องกล้าหาญ
คราเคียวสนิมกร่อนรอนราน
คราจำจากบ้านไปรบ”
ซึ่งถือเป็นการเปรียบให้ผู้อ่านได้มองเห็นภาพ เกิดจินตนาการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้ได้คิด วิเคราะห์ ให้การอ่านบทกวีไม่น่าเบื่อและน่าสนใจ เป็นต้น
ภาคสอง : แผ่นดินถิ่นเมือง
ในภาคสองแผ่นดินถิ่นเมือง จะเป็นการเล่าเรื่องราวที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนในเมืองหลวง ไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตต่างๆ รวมไปถึงการสะท้อนภาพลักษณ์ของกรุงเทพในแต่ละที่ แต่ละมุม แต่ละชุมชน ปัญหา ความทุกข์ ความขัดแย้งต่างๆ
ชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละอาชีพที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพ กวีได้ถ่ายทอดออกมาด้วยถ้อยคำที่คมคาย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ เช่น อาชีพทำงานโรงงานในตุ๊กตากำสรวล ที่ต้องมาเผชิญกับปัญหาอัคคีไป ไฟไหม้โรงงาน กวีได้ถ่ายทอดความเศร้าผ่านบทกวีได้อย่างลึกซึ้งกินใจ เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“ตุ๊กตาซบหน้านิ่ง ไม่ไหวติงร่ำไห้
หวีดร้องในกองไฟ ที่โหมไหม้ในโรงงาน
โรงงาน เหมือนโรงงก เหมือนนรก เหมือนสุสาน
กลบฝังร่างคนงาน ให้ร้าวรานทุกวิญญาณ์
เพื่อนยังไม่สั่งเพื่อน ก็พรากเพื่อนไปต่อหน้า
ผัวเมียรักกันมา ก็ลับลาจนลับแล
แม่ยังไม่สั่งลูก ลูกก็ยังไม่สั่งแม่
เกลื่อนกลาดอนาถแท้ ทั้งศพแม่และลูกรัก”
และอาชีพที่ไม่ได้หลับใหลของยามที่คอยเฝ้ารักษาความปลอดภัย รักษาทรัพย์สินให้นายจ้าง กวีได้แอบสอดแทรกความน่ารักของตัวละครในบทกวีที่แอบหลับยาม แอบบกพร่องต่อหน้าที่ แล้วยังสะท้อนความเป็นชนบท คือ การฟังเพลงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงสัญลักษณ์ของตัวละครว่าเป็นคนชนบทที่มาทำงานในเมืองหลวง ในตอน ยามหลับฝัน เช่น ตัวอย่างในบทกวีต่อไปนี้
“แผ่วท่อนเพลงพื้นบ้าน ผ่านหลืบเมือง
ชายคนหนึ่ง เฝ้ายาม หลับยามแล้ว
ปล่อยวิทยุเจื้อยแจ้วอยู่หนึ่งเครื่อง
เปิดกลอนลำ กล่อมฝันอันเมลือง”
กวีได้สะท้อนภาพของเด็กในเมืองหลวงว่าถึงแม้ จะเป็นเมืองใหญ่เมืองแห่งความสุขของใครหลายๆคนแต่ยังมีเด็กส่วนหนึ่งที่ไม่เคยได้รับความสุขจากเมืองนี้เลย เช่น ในตอน เด็กน้อยในเมืองใหญ่ เป็นการถ่ายทอดปัญหาต่างๆของเด็กในเมืองหลวง เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“สังคมแม้รุ่งเรือง เฟื่องวัตถุลุสุขสม
แต่เสียแห่งทุกข์ตรม ยังระงมเป็นเพลงยาว
สังคมยังโหดร้าย หากเด็กตายเพราะอดข้าว
สังคมยังขื่นคาว หากเด็กเราต้องขอทาน
สังคมยังว้าเหว่ หากเด็กเร่ร้างไร้บ้าน
สังคมยังทรมาน หากเด็กถูกทารุณกรรม”
จากบทกวีข้างต้น จะเห็นได้ว่าปัญหาของเด็กในเมืองหลวงมีอยู่มากมายหลายกรณี เช่น เด็กขอทาน เด็กเร่ร่อน การทารุณกรรมเด็ก เป็นต้น ซึ่งบทสุดท้ายกวีได้ฝากข้อคิดเตือนใจให้แก่คนในสังคมไทยว่า
“หากเด็กยังโศกเศร้า
โลกของเราฤๅสดใส
ช่วยคิดเถิดเพื่อนไทย
เย้าดวงใจให้เด็กยิ้ม”
กวีได้ใช้คำถามเชิงวาทศิลป์มาเพื่อน้าวโน้มใจให้ผู้อ่านได้มองเห็นความสำคัญของปัญหานี้ หากเด็กที่เป็นอนาคตของชาติได้มีพื้นฐานชีวิตที่ดี มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ไม่ทุกข์เศร้าแล้วเขาจะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี
นอกจากกวีจะใช้บทกวีในการสะท้อนวิถีชีวิตของคนในเมืองหลวงต่างๆมากมายแล้ว เรื่องคำประพันธ์กวียังใช้การเล่นคำ ภาพพจน์ต่างๆมาแต่งในบทกวี เพื่อให้เกิดความงามในด้านภาษา ทำให้บทกวีมีความไพเราะ น่าอ่าน ช่วยจรรโลงใจให้แก่นักอ่านได้เป็นอย่างมาก ภาพพจน์ที่โดดเด่นในภาคสอง แผ่นดินถิ่นเมืองนี้ คือ ภาพพจน์ชนิดบุคคลวัติ ในหลายๆตอน เช่น ตอน แม่น้ำนี้ที่รัก ในตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“แม่น้ำนี้ที่รัก...
แว่วว่าเธอทุกข์หนักเศร้านักหนา
จริงใช่ไหม เมืองชำเราเจ้าพระยา
ย่ำพิสุทธิ์เสน่ห์หาจนเน่าแล้ว”
เป็นการยกแม่น้ำสิ่งที่ไม่มีชีวิต ให้มีอาการ ความรู้สึก เศร้า เหมือนกับสิ่งมีชีวิต และในตอนตุ๊กตากำสรวลในตัวอย่างงบทกวีดังต่อไปนี้
“ตุ๊กตาซบหน้านิ่ง
ไม่ไหวติงร่ำไห้
หวีดร้องในกองไฟ
ที่โหมไหม้ในโรงงาน”
เป็นการนำเอาตุ๊กตาซึ่งเป็นสิ่งไม่มีชีวิต มาแต่งให้มีความรู้สึก คือ เสียใจและร่ำไห้ ซึ่งเป็นอากัปกริยาเหมือนสิ่งมีชีวิต ทั้งนี้เพื่อให้บทกวีสะท้อนความรู้สึกที่เปรียบเสมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆทำให้ผู้อ่านเข้าถึงบทกวี เป็นต้น
ภาคสาม : แผ่นดินถิ่นใด
เปรียบเสมือนการสรุปทั้งสองภาคที่ผ่านมา คือ ภาคหนึ่ง แผ่นดินถิ่นทุ่งและภาคสองแผ่นดินถิ่นเมือง ที่มีทั้งดีและไม่ดี สุขและทุกข์ มีปัญหาต่างๆมากมายที่ทำให้โศกเศร้า อาลัย ในภาคนี้จะเป็นการสะท้อนให้เห็นแนวคิดของการยอมรับสภาพต่างๆ การเปลี่ยนแปลง เผชิญกับความเป็นจริง แต่ในทางเดียวกันกวีก็ยังสอดแทรกความขัดแย้งขึ้นมาว่าควรอยู่บนโลกด้วยความฝันและความหวังต่างๆ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจในข้อแตกต่างของข้อขัดแย้งต่างๆ
ภาพสะท้อนที่โดดเด่นในภาคนี้จะเป็นเรื่องของความฝันและความเป็นจริง กวีต้องการสื่อว่าการเพ้อฝันต่างๆจะทำให้เรามีเป้าหมายในการใช้ชีวิต แม้จะแลกมาด้วยอะไรก็ตาม เราก็พยายามทำความฝันนั้นให้เป็นจริง ในตอนดวงดาวของคนช่างฝัน เช่น ตัวอย่างบทกวีดังต่อไปนี้
“คราหนึ่งเพื่อนข้าอธิฐาน
ยามจิตวิญญาณงันเหงา
ดึกลมพรมพัดแผ่วเบา
หอมกลิ่นดาวเจ้าโชยไกล
แม้ว่าใจเขาต้องสลาย
ขอกลายเป็นดาวสกาวใส
ฝันร่วมฟ้าฟากฝากไฟ
เปล่งดาวหัวใจฉายดวง”
แล้วกวียังมีบทส่งเสริมเป็นการสนับสนุนบทกวีข้างต้นให้ชัดเจนขึ้น ในตอน เจ้าดาริก บรรพหนึ่ง ใจกว้างของฟ้ากว้าง เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“ดับเถิดดับ ดาริกาถ้าแสงดับ
ลับเถิดลับ ดาริกาถ้าแสงสูญ
ฝันเถิดฝัน ฝันนั้นจะบิบูรณ์
...เทิดทูนฝันเถิดเจ้าดาริกา...”
เป็นการสนับสนุนว่าถ้ายิ่งคิดยิ่งฝัน จะทำให้ความฝันนั้นเป็นจริง เป็นต้น
ในขณะเดียวกันกวีก็มีขัดแย้งมาขัดแย้งความเชื่อเรื่องความฝัน ในตอนดวงดาวของคนช่างฝัน เช่นตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“นี่แน่ะนักฝันคนเขลา
เสียงดาวเร่งเร้าเรียกขาน
เลิกฝัน...เลิกฝัน...ดักดาน
เลิกไร้แก่นสารเสียที
เพื่อนไปหาเงินเสียเถิด
ไปเปิดประตูยุคสุขศรี
สอยเลขเจ็ดหลักจักดี
สอยดาวไม่มีรางวัล
ยุคของนักฝันผ่านพ้น
ยุคนี้ยุคคนแข่งขัน
ทำมาหากิน...แย่งกัน
รู้สึกนึกฝัน...ตายแล้ว !”
เป็นการปิดท้ายตอนเพื่อให้เห็นความจริง อยู่กับความเป็นจริง ให้เลิกคิดเลิกฝัน ลงมือทำถึงจะประสบความสำเร็จ ซึ่งกวีต้องการสะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ทุกวันนี้อยู่แต่กับความเพ้อฝันแต่ไม่ยอมลงมือทำ ความฝันจึงไม่สำเร็จ ยุคนี้เป็นยุคของการแข่งขันหากมั่วนิ่งดูดายอยู่ ก็จะไม่ทันโลก ใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข เป็นต้น
กวีได้ขัดแย้งสำนวนไทย กบใต้กะลา หมายถึง คนที่อยู่กับที่ ไม่รู้ว่าโลกไปถึงไหนแล้ว มาเปลี่ยนความคิดเปลี่ยนมุมมองว่า ต่อให้ออกจากกะลาแล้วทำให้รู้เรื่องต่างๆมากมาย แต่กะลาใบนี้แหละที่เป็นที่อยู่ ที่พัก ที่อาศัยของเรา ปลอดภัยและเป็นสมบัติของเรา เราภูมิใจที่มีกะลา ที่ได้อยู่ในกะลา ในตอน ใต้กะลามีฟ้ากว้าง เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“ข้ารักกะลาข้านี้ เพราะมีกะลาใบหนึ่ง
สมบัติชีวิตติดตรึง เก็บไว้ลึกซึ้งส่วนตัว
กะลาของใครใครรัก เป็นแหล่งหลบพักคุ้มหัว
ลี้ภัยจากเรื่องน่ากลัว ลี้ตัวจากโลกน่าชัง
ข้าสร้างกะลาข้าแล้ว ย่อมวาดวับแวววาวหวัง
ก่อนวันกะลาข้าพัง คงวับวาวทั้งกะลา
กะลาข้ามีฟ้ากว้าง มีทางทอดผ่านแนวป่า
มีภูพันภูพุ่งฟ้า มีมหาสมุทรสุดลึก
มีสรวงแสนสรวงช่วงชั้น มีฝันแสนฝันเฟ้นฝึก
มีขุมแสนขุมนรกนึก มีสันติสุขศึกเสรี
ใครว่ากะลาข้าแคบ ข้าแอบยักไหล่สุขี
ภาคภูมิกะลาข้ามี เพียงกบน้อยที่ฝันเป็น”
ซึ่งกวีต้องการสะท้อนให้เห็นว่าเราลองอยู่ในโลกส่วนตัวของเราบ้าง หยุดพัก คิด ทบทวน สิ่งต่างๆ อยู่ในที่สงบ ปลอดภัย เมื่อหายเหนื่อย ดีขึ้นแล้ว ค่อยออกไปสู้โลกภายนอก เป็นต้น
กวีได้ถ่ายทอดบทกวีที่ทำให้ผู้อ่าน อ่านแล้วเกิดอารมณ์สะเทือนใจ ในตอน ถนนสายนั้นปูด้วยหัวใจมนุษย์ เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“แสนใจใครเกลื่อนกลิ้ง กลางถนน
เสมอซึ่งเศษศิลาทน เทวษล้าง
แสนตีนย่ำใจตน ใจเจ็บ
จำเจ็บจำหวาดว้าง เริดร้างฉะนี้ไฉน
ใจใครไหนทอดทิ้ง กายา
อย่างเยี่ยงธุลีนภา กาศฟุ้ง
เวทนา ณ เวลา วิปริต
ทุเรศทุรังหวังสะดุ้ง แหลกรุ้งระวีฝัน”
จะเห็นได้ว่ากกวีใช้คำค่อนข้างคมคายเพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์คล้อยตามและเข้าถึงแก่นสารที่กวีต้องการสื่อ
กวีได้สะท้อนภาพแห่งความเป็นจริง ยอมรับในสภาพต่างๆของโลก ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่มีอะไรเหมือนเดิม ในตอนชีวิตปริศนาหล้า เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“สมัยจิตวิปริตอ้าง ว้างนัก
โดดเดี่ยวเดียวดายอะดัก ด่าวดิ้น
ชีวิตประเดี๋ยวรัก ประเดี๋ยวหน่าย
เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์สิ้น กระหน่ำซ้ำสงสาร”
กวีได้สะท้อนให้ผู้อ่านเห็นว่าโลกนี้ไม่ได้โหดร้ายเสมอไป ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่เรามอง เราคิด อย่ามัวจมปรักอยู่กับความทุกข์เศร้า ให้ออกไปเที่ยวเล่นไปสัมผัสโลกภายนอกบ้าง จะทำให้ชีวิตมีสีสัน มีความสุขขึ้น เช่น ในตอน โลกน่ารักอยู่หรอก ในตอน โลกเราน่าอยู่หรอก เช่นตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“ออกจากบ้าน ไปเที่ยวงานเถิดหลานรัก
โลกยังกวักมือเรียก ออกจากบ้าน
ไปยลโลก โฉมโลกแลละลาน
ไปยลมิตรสนิทสมานและบ้านเมือง
...........................................................
พิรี้พิไร ร่ำไรอยู่ไยเล่า
กับรอยเท้ารอยเก่าที่ก้าวผิด
โลกยังมี ปรานีกับชีวิต
สิ่งดีดีจะอาจคิดและค้นพบ”
เมื่อเข้าใจยอมรับสภาพ ปลงในความทุกข์เศร้าต่างๆแล้ว กวียังมีบทประชดประชันต่อความทุกข์เศร้านั้นๆ ในตอน นรกของเรา เช่น ตัวอย่างในบทกวีดังต่อไปนี้
“นรกเราสบายดีนะที่รัก
ยิ่งอยู่นานยิ่งตระหนักทั้งร้อนหนาว
ดูโน่นซี ฟ้านี้ยังมีดาว
ส่องประโลมรวดร้าวจนเรืองไร”
ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบความขัดแย้งกับความเป็นจริง พยายามสื่อให้ผู้อ่านเห็นข้อดี สิ่งดีๆที่อยู่ในนรก เพราะเมื่อถึงที่สุดแล้วเรามาควรไปมัวทุกข์เศร้า ควรมองหาข้อดี คิดไปในทางที่ดี เพื่อให้สบายใจ ไม่เศร้าไปกับมันถึงแม้มันจะยากเพียงใดก็ตาม
สรุป
กวีนิพนธ์ ม้าก้านกล้วยของไพวรินทร์ ขาวงาม เป็นบทกวีที่สอดแทรกความรู้สึกต่างๆมากมาย ทั้ง สุข ทุกข์ เศร้า อาลัย ใคร่ครวญ ต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งปกติธรรมดาที่มนุษย์จะได้พบเจอ เพียงแค่เรายอมรับ ปลงกับทุกๆอย่าง ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ให้อยู่รวมกับสังคมนั้นๆได้อย่างมีความสุข กวีใช้คำที่คมคายแต่เข้าใจง่าย ทำให้ผู้อ่านทั่วไปสามารถอ่านได้ มีการเล่นคำ หลากคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์ต่างๆ เพื่อให้เกิดความงามในบทกวี ให้ผู้อ่านเกิดความจรรโลงใจในการอ่านและนำข้อคิดต่างๆในกวีนิพนธ์เล่มนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
รัชกาลใดที่สร้างม้าก้านกล้วยค่ะตอบหน่อยนะค่ะ