วิจารณ์เรื่องสั้น เรื่อง ถิ่นนั้นพันผูก
ผู้เขียน ธัญญา ดาทอง
“ถิ่นนั้นพันผูก” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่า แก้ว แก้วเป็นเด็กชนบทธรรมดาแต่ไปศึกษาต่อในเมืองหลวง ถึงช่วงปิดเทอมแก้วก็กลับมาอยู่บ้านกับครอบครัว ครอบครัวของแก้ว มีแก้ว แม่ และยายเพียง ๓ คนเท่านั้น ลักษณะของแก้วจะเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็น ตกเย็นวันหนึ่งแก้วไปประชุมกับยายที่ศาลากลางหมู่บ้าน ทางคนแก่และผู้ใหญ่บ้านพากันพูดถึงการย้ายศาลปู่ตา ต่างคนต่างถกเถียงเรื่องการย้ายบางคนหัวสมัยใหม่ให้ทำการย้ายรีบเสร็จๆไป แต่คนเฒ่าคนแก่ก็ต้องมีการทำพิธีกันก่อน ถือว่าเป็นการทำพิธีให้บรรพบุรุษของตนเอง เมื่อประชุมเสร็จแก้วเกิดข้อสงสัยว่าทำไมต้องมีพิธีนี้ขึ้น ยายจึงอธิบายให้แก้วฟังว่าวัฒนธรรมการทำพิธีไหว้ศาลปู่ตาจะมีทุกๆปีซึ่งจัดขึ้นทุกๆเดือน๓ และเดือน๖ จะมีพิธีไหว้ศาลปู่ตาประจำหมู่บ้าน โดยคนเฒ่าคนแก่จะพากันนำไข่ไก่ และไก่ มาทำการทำนาย เดือนสามจะทำนายจากไข่ต้ม ถ้าเอาด้ายผ่ากลางไข่แล้วไข่แดงเต็มแสดง ว่า ร่างกายเราจะแข็งแรง ถ้าไข่แดงไม่เต็มก็จะมีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ส่วนฝน ที่จะใช้ทำนาก็ดูเอาจากสีของไข่ ถ้าในขอบไข่แดงมีสีคล้ำๆ แสดงว่าฝนจะตกดี ส่วนเดือนหกทำนายจากคางไก่ ถ้าง่ามสองง่ามงอนยาว แสดงว่าข้าวปีนี้จะงามออกรวง สวย แต่ถ้าง่ามสองง่ามหัก แสดงว่าข้าวจะไม่สวย รวงข้าวจะหักงอ น้ำจะท่วมข้าว เหตุนี้จึงต้องมีการไหว้ศาลปู่ตาทุกๆปี และแม่พูดให้แก้วฟังต่อว่า สิ่งนี้คือวัฒนธรรม วัฒนธรรมที่ไม่ควรละเลยยิ่งเป็นลูกหลานที่พันผูกกับถิ่นนี้ก็ควรให้ความสำคัญควรสืบทอดต่อไป เพื่อมิให้วัฒนธรรมอันเก่าแก่ของหมู่บ้านสูญหายไป เมื่อแก้วฟังยายและแม่พูดจบ แก้วเกิดตระหนักถึงวัฒนธรรมพิธีนี้ และก็ทำให้แก้วเข้าใจพิธีไหว้ศาลปู่ตาประจำหมู่บ้านได้อย่างชัดเจน
ถิ่นนั้นพันผูก ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างลื่นไหล เกี่ยวกับเรื่องราวที่พยายามสื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมพิธีไหว้ศาลปู่ตาแล้ว ภายในเรื่องผู้เขียนได้สอดแทรกความขัดแย้งลงไปภายในเรื่องเพื่อที่จะทำให้เรื่องนั้นเกิดคำว่า อุปสรรค ขึ้นและทำให้เรื่องดูน่าสนใจ ตื่นเต้นและชวนผู้อ่านติดตาม ความขัดแย้งที่พบภายในเรื่องจะเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคม โดยจะเห็นตั้งแต่การเปิดเรื่องโดยตัวละครเอกของเรื่องชื่อแก้วได้มีความขัดแย้งกับสังคมเพราะเปิดเรื่องเธอได้พูดเกี่ยวกับชีวิตเธอว่าเธอไม่ชอบเมืองหลวง เมืองหลวงมีแต่ความวุ่นวาย เธอต้องการที่จะกลับบ้านชนบทของเธอ สูดอากาศที่บริสุทธิ์ จะเห็นได้ว่าเธอมีความขัดแย้งกับสังคมเมืองหลวงอย่างเห็นได้ชัด และตอนที่เธอไม่เข้าใจว่าทำไมหมู่บ้านของเธอต้องจัดพิธีไหว้ศาลปู่ตาขึ้น ตอนนี้ทำให้เห็นว่าเธอมีความขัดแย้งต่อสังคมหมู่บ้านของเธอเพราะมันเกิดจากความสงสัยขึ้นภายในตัวของเธอ ความขัดแย้งที่พบนี้เป็นตัวที่ทำให้เกิดเรื่องราวที่สำคัญขึ้นภายในเรื่อง ถ้าแก้วไม่เบื่อเมืองหลวงแล้วไม่กลับมาบ้าน เนื้อเรื่องก็ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้สนุกสนาน และถ้าแก้วไม่เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับพิธีศาลปู่ตา พิธีนี้ก็จะไม่ถูกเล่าให้กระจ่างละเอียดขึ้นภายในเรื่องให้ผู้อ่านรับรู้และเข้าใจ จะเห็นได้ว่า ผู้เขียนสร้างความขัดแย้งก็เพื่อทำให้เกิดอุปสรรค และอุปสรรคจะนำพาเรื่องราวเกิดความน่าสนใจ และสนุกสนานขึ้น
เรื่องถิ่นนั้นพันผูก เรื่องนี้เป็นการกล่าวถึงวัฒนธรรมพิธีไหว้ศาลปู่ตาของหมู่บ้าน ซึ่งเรื่องราวและรายละเอียดทั้งหมดของเรื่อง ผู้เขียนได้กล่าวไว้อย่างละเอียดว่าพิธีที่กล่าวถึงเป็นอย่างไร ซึ่งก็มีการเล่าพิธีที่ละเอียดอย่างมาก “พิธีไหว้ศาลปู่ตาจะมีทุกๆปีซึ่งจัดขึ้นทุกๆเดือน๓ และเดือน๖ จะมีพิธีไหว้ศาลปู่ตาประจำหมู่บ้าน โดยคนเฒ่าคนแก่จะพากันนำไข่ไก่ และไก่ มาทำการทำนาย เดือนสามจะทำนายจากไข่ต้ม ถ้าเอาด้ายผ่ากลางไข่แล้วไข่แดงเต็มแสดง ว่า ร่างกายเราจะแข็งแรง ถ้าไข่แดงไม่เต็มก็จะมีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ส่วนฝน ที่จะใช้ทำนาก็ดูเอาจากสีของไข่ ถ้าในขอบไข่แดงมีสีคล้ำๆ แสดงว่าฝนจะตกดี ส่วนเดือนหกทำนายจากคางไก่ ถ้าง่ามสองง่ามงอนยาว แสดงว่าข้าวปีนี้จะงามออกรวง สวย แต่ถ้าง่ามสองง่ามหัก แสดงว่าข้าวจะไม่สวย รวงข้าวจะหักงอ น้ำจะท่วมข้าว” เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สมจริงเพราะวัฒนธรรมนี้เป็นวัฒนธรรมที่มีขึ้นจริงของชาวบ้านที่เป็นเขมร ซึ่งจากที่ได้ฟังผู้เขียนกล่าวถึงเรื่องของผู้เขียนนี้ ผู้เขียนกล่าวว่าเรื่องราวของเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ซึ่งตัวละครภายในเรื่องก็คือคนในครอบครัวของตนเอง แต่เพียงเปลี่ยนเป็นนามสมมติเท่านั้น แก้วก็คือตัวผู้เขียนเอง แม่ และยาย ก็คือคนในครอบครัวของตนเอง และพิธีไหว้ศาลปู่ตาประจำหมู่บ้านก็มีจริงเพราะว่าผู้เขียนได้คลุกคลีกับวัฒนธรรมนี้มาตั้งแต่เด็ก ได้เห็นพิธีของผู้เฒ่าผู้แก่ปฏิบัติจริงๆ เรื่องนี้ถ้าผู้เขียนได้คลุกคลีอยู่กับสิ่งนี้จริงๆแล้วนำมาทำเป็นเรื่องราว ทำให้เรื่องราวมีความสมจริงเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าผู้เขียนได้นำเอาชีวิตที่แท้จริงของตนเองมาทำเป็นเรื่องราวให้ผู้อ่านได้รับรู้
เรื่องนี้จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพิธีไหว้ศาลปู่ตาวัฒนธรรมพิธีของคนเขมร กล่าวคือเป็นความเชื่อของคนเขมร คนถิ่นอื่นๆอาจจะไม่เข้าใจและไม่มีความเชื่อเกี่ยวกับพิธีนี้ แต่ถ้าเป็นคนเขมรจะให้ความสำคัญกับพิธีนี้มากๆและเป็นสิ่งที่เชื่อ สืบทอดต่อกันมา เรื่องนี้ผู้เขียนมีการดึงดูดความสนใจที่โดดเด่นในเรื่องจะเห็นได้ชัดคือ มีการใช้คำพูดภาษาถิ่นของตนเองหรือภาษาเขมร มาแทรกในเรื่องทำให้เรื่องดูมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
“โมเดอ ตาเย็ย พงโกนพงเจายัวบาย มะโฮบเนิงปังแอมโมออยซี เมียน เติ่งสรา ตึ๊กโคดโมออยตาเย็ยเผ๊อะ” (มาเด้อ ตายาย พวกลูกหลานเอาข้าว กับข้าวกับของหวานมาให้ตายาย กิน มีทั้งเหล้า น้ำขวดมาให้ตายายดื่ม)
“ตาเย็ยเอย ซมออยโกนออยเจาเมียนความเซาะ สรูนบรูน อาโยะเวง กะเหงเจริญ กะเม็ยชือกะเม็ยกรุน”
(ตายายจ๋า ขอให้ลูกให้หลานมีความสุข สุขสบาย อายุยืนยาวสุขภาพ แข็งแรง อย่าให้เจ็บให้ป่วย)
เป็นคำพูดของผู้เฒ่าผู้แก่ที่กำลังทำพิธีไหว้ศาลปู่ตาประจำหมู่บ้าน เป็นคำบอกกล่าวปู่ตาว่าเอาเครื่องเส้นไหว้มาให้มาถวาย และก่อนจะกลับบ้านก็ขอพรให้มีแต่สิ่งดีๆต่อตนเองและหมู่บ้านที่อาศัยอยู่ การที่ผู้เจียนมีการนำภาษาถิ่นของตนเองมาแทรกในเรื่อง จึงทำให้เรื่องดูมีความน่าเชื่อถือทางวัฒนธรรมของถิ่นนั้นๆเป็นอย่างมากและยังเป็นสิ่งที่ช่วยดึงดูดความน่าสนใจของเรื่องและผู้อ่านเป็นอย่างมาก
กลวิธีในการดำเนินเรื่อง ถิ่นนั้นพันผูก ผู้เขียนมีการดำเนินเรื่องราวการเล่าเรื่องโดยผู้เขียนเป็นผู้รู้เหตุการณ์และความเป็นไปต่าง ๆ ทุกแง่ทุกมุมของเรื่อง โดยผู้เขียนได้วางโครงเรื่องไว้ทั้งหมดแล้ว ซึ่งในเรื่องผู้เขียนมีการเล่าเรื่องไปตามลำดับเวลา และเล่าย้อนเวลา โดยเรื่องราวเริ่มแรกผู้เขียนได้เล่าเรื่องราวตามลำดับเวลามาเรื่อยๆตามเหตุการณ์และความเป็นไปของเรื่องที่ผู้เขียนวางไว้ และจะมีตอนที่ผู้เขียนที่ปัจจุบันโตเป็นผู้ใหญ่และได้เล่าเรื่องย้อนเวลากลับไปในอดีตตอนเด็กของตนเอง ก็คือตอนที่แก้วไปประชุมกับยายและได้นึกถึงตนเองตอนเด็กๆที่ได้คลุกคลีอยู่กับพิธีไหว้ศาลปู่ตา แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าพิธีนั้นทำไปเพื่ออะไร แต่ถึงอย่างไรเธอก็ได้ใกล้ชิดวัฒนธรรมของหมู่บ้านตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งต่างจากตอนโตที่ไม่ได้รับวัฒนธรรมแบบนี้มาเป็นเวลานาน ซึ่งในเรื่องก็จะเป็นการดำเนินเรื่องตามลำดับเวลาและมีการย้อนเวลาของตนเองเข้ามา ถึงแม้ผู้เขียนจะยังมีการดำเนินเรื่องย้อนเวลาแต่ก็ทำให้เรื่องราวเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นไปอย่างเข้าใจ
ตัวละครของเรื่องถิ่นนั้นพันผูก ตัวละครเอกของเรื่องก็คือแก้ว แม่ และยาย ถือว่าตัวละครทั้ง ๓ มีความสำคัญในการดำเนินเรื่อง ทำให้เรื่องเชื่อมโยงเข้าหากันจนทำให้เรื่องราวนั้นเข้าใจ แก้วเป็นตัวละครที่เดินเรื่องทำให้เรื่องเป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งมาเชื่อมโยงกับตัวละครผู้เป็นแม่ ทำให้ตัวละครสองตัวนี้โดดเด่นในเรื่องของการเป็นคู่แม่ลูกที่อบอุ่นและเอาใจใส่กันและกัน อีกทั้งแม่ยังเป็นตัวละครที่อธิบายและสั่งสอนในเรื่องของวัฒนธรรมไว้อย่างชัดเจน และเรื่องราวก็ดำเนินมาจนถึงตัวละครเด่นอีกในเรื่องคือยาย เป็นตัวละครที่ให้คำอธิบายพิธีไหว้ศาลปู่ตาจนทำให้ผู้อ่านได้ทราบพิธีอย่างชัดเจน และภายในเรื่องก็ยังมีตัวละครอีกมากมายที่คอยประคองเรื่องให้สนุกสนาน เช่นผู้ใหญ่บ้าน คุณยาย คุณตาหลายๆคนในเรื่องที่พูดคุยกันตามประสาชาวบ้าน ทำให้เรื่องดูเป็นธรรมชาติสมจริงกับชีวิตจริงของมนุษย์ ดังนั้นสิ่งที่ทำให้เนื้อเรื่องดูมีชีวิตชีวาที่สุดก็คือตัวละคร เพราะเป็นตัวดำเนินเรื่อง ตัวละครแต่ละตัวต่างก็มีหน้าที่ดำเนินเรื่องเป็นของตนเอง ตัวละครทุกตัวในเรื่องต่างมีความสำคัญ ถ้าขาดตัวละครใดตัวละครหนึ่งภายในเรื่อง เรื่องราวก็จะไม่สนุกสนานแค่นั้นเอง
ฉากของเรื่องถิ่นนั้นพันผูก ผู้เขียนได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดสามารถเห็นภาพฉากของเรื่องได้อย่างชัดเจน ฉากที่โดดเด่น เช่นฉากในตอนเปิดเรื่อง โดยกล่าวถึงแก้วอาศัยที่เมืองหลวง ซึ่งผู้เขียนไม่ได้อธิบายมากมายว่าแก้วอาศัยอยู่เมืองหลวงเป็นอย่างไรเพียงแค่บอกว่าเบื่อความวุ่นวาย เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้ผู้อ่านเดาออกว่าในขณะนั้นแก้วกำลังอยู่เมืองหลวง และแก้วต้องการกลับบ้านไปสูดอากาศบริสุทธิ์ทำให้เรามองเห็นภาพชนบทได้ชัดเจน ถือว่าผู้เขียนสามารถทำให้ผู้อ่านมองเห็นฉากระหว่างเมืองหลวงกับชนบทได้ชัดเจนเป็นอย่างมาก เพียงแค่ใช้คำไม่กี่คำก็สามารถทำให้ฉากนั้นโดดเด่นในจินตนาการของผู้อ่านขึ้นมาได้ และฉากตอนที่กำลังทำพิธีไหว้ศาลปู่ตา ผู้เขียนก็สามรถบรรยายฉากนี้ได้ชัดเจน ทำให้มองภาพออกว่าต้องเป็นศาล ในศาลก็จะต้องมีรูปปั้นตายายประจำหมู่บ้าน ธูปเทียนและของเส้นไหว้เก่าๆที่อยู่ในนั้น ถ้าใครเคยใกล้ชิดกับพิธีเหล่านี้ ได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้ ถ้าได้อ่านก็สามารถจินตนาการฉากออกมาได้เป็นอย่างดีแน่นอน
สารัตถะของเรื่องถิ่นนั้นพันผูก สารัตถะของเรื่องนี้ผู้เขียนพยายามชี้ให้เห็นวัฒนธรรมของคนถิ่นนั้น พิธีไหว้ศาลปู่ตา ซึ่งในเรื่องเป็นวัฒนธรรมของคนเขมร เป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ การทำพิธีนี้ถือว่าเป็นการทำพิธีให้กับบรรพบุรุษของตนเอง ให้ช่วยดลบันดาลให้ลูกหลานและหมู่บ้านมีความสุขกันทั่วหน้า ไม่อดอยากปากแห้ง ผู้เขียนนำพิธีนี้มาเขียนเป็นเรื่องราวก็เพราะว่าอยากให้วัฒนธรรมนี้ยังคงอยู่สืบไป เพราะในเรื่องเป็นการกล่าวในเชิงว่า วัฒนธรรมนี้ยังคงมีอยู่แต่เกิดการละเลยวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง ห่วงว่าวัฒนธรรมนี้จะสูญหายไปไม่เหลืออยู่ให้เห็นเป็นบุญตาต่อลูกหลานในวันข้างหน้า อย่างในเรื่อง แม่ของแก้วได้กล่าว่า “เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ การละเลยวัฒนธรรม การเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ดูแลหมู่บ้านของคนรุ่นหลังมากกว่า” เมื่อแก้วได้ฟังคำนี้จากแม่ แก้วจึงเกิดชุกคิดในใจว่า “หัวใจของฉันเต้นแรงขึ้นพลางนึกในใจว่า มันคงจะเป็นจริงอย่างที่แม่พูด คนที่คลุกคลีอยู่กับวิถีปฏิบัติแบบนี้อย่างฉัน ยังไม่เคยตระหนัก และไม่ได้ตั้งใจจะสานต่อมันด้วยซ้ำเพราะช่วงชีวิตของวัยนี้ไม่ได้มีโอกาสมาสัมผัสวิถีชีวิตคนในหมู่ บ้านมากนัก ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในเมืองใหญ่ แต่ส่วนลึกในหัวใจของฉัน ทุกสิ่งที่ฉัน เคยเป็นเคยสัมผัสมันยังคอยตอกย้ำ สิ่งที่ตัวฉันเองเป็นอยู่เสมอ มันไม่ได้เลือน รางไปจากความรู้สึกแต่อย่างใด วิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเพื่อให้สอดคล้องกับสังคม มีความเป็นปัจจุบันอยู่ เสมอ”
ซึ่งตัวแก้วเองนั้นถูกคลุกคลีอยู่กับวัฒนธรรมแบบนี้มาแต่เด็ก แต่เมื่อโตมาแก้วยังคงรู้จักแต่แก้วยังไม่เคยรู้วัฒนธรรมอย่างละเอียดเลยแม้สักนิด จึงต้องถามยาย อีกทั้งตอนนี้แก้วยังคงปฏิบัติพิธีแบบนี้ยังไม่ได้หรือที่เรียกว่าทำไม่เป็น ชี้ให้เห็นว่าขนาดเราใกล้ชิดสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เด็กจนโตกับเรื่องเหล่านี้แต่เรากลับละเลยไม่ให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรมของตนเอง แล้วในวันต่อๆไปข้างหน้า วัฒนธรรมนี้จะเป็นอย่างไร มันยังคงอยู่ แต่คงไม่มีใครรู้จักหรือทำพิธีแบบนี้เป็นแน่นอน เพราะยุคและสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป กล่าวโดยสรุปคือ ผู้เขียนพยายามชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่เป็นของตนเอง และควรจะสืบทอดและสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามแบบนี้ต่อไปให้คงอยู่ โดยมีข้อความสุดท้ายของเรื่องที่เป็นตัวบอกชัดเจนว่า ผู้แต่งอยากให้วัฒนธรรมไหว้ศาลปู่ตายังคงถูกสืบทอดต่อไป ข้อความมีดังนี้
ฉัน ภาวนาให้มันเป็นเช่นนี้ และขอให้สิ่งดีงามที่บรรพบุรุษสั่งสมมายังคงอยู่สืบไป
ถิ่นนั้นพันผูก ถือว่าเป็นเรื่องสั้นที่ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดเรื่องราวจากชีวิตจริงของตนเองมาเป็นเรื่องสั้นได้อย่างดีเยี่ยม การใช้คำการใช้ภาษาเข้าใจง่าย การบรรยายฉากบรรยากาศของเรื่องทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจน การดำเนินเรื่องของตัวละครเป็นไปอย่างราบรื่นเข้าใจและสนุกสนาน อีกทั้งบอกวัฒนธรรมของเรื่องได้ชัดเจนอย่างมาก ผู้ที่อ่านเรื่องนี้ถือว่าต้องใช้ความเข้าใจในวัฒนธรรม เพราะบางคนที่อ่านอาจจะไม่เชื่อในเรื่องวัฒนธรรมของคนถิ่นนี้(เขมร) เพราะถือว่าคนเรามีถิ่นที่อยู่ต่างกัน วัฒนธรรมล้วนต่างกัน เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ตัวผู้วิจารณ์ประทับใจมากเพราะผู้วิจารณ์มีวัฒนธรรมเดียวกันกับเรื่องสั้น “ถิ่นนั้นพันผูก” และมีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับผู้เขียนคือ ขอให้วัฒนธรรมที่ดีงามที่บรรพบุรุษสั่งสมมายังคงอยู่สืบไป