ปลาข่อน้อยตาเซ่อตัวเก่า

นิภาพร เวโน

 

          ไม่ว่าใครๆ ก็ต้องเคยผ่านวัยเด็กกันมาแล้วทั้งนั้น วัยเด็กของทุกคนอาจเหมือนหรือแตกต่างกัน บางคนอาจมีวัยเด็กน่ารักๆ อย่างในเรื่อง “ปลาข่อน้อยตาเซ่อ” ผลงานเรื่องสั้นรางวัลชมเชยจาก “การประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เขียนโดย รมย์ธีรา วงค์นาชาติ ที่เล่าถึงเรื่องราวของเด็กชายชาวอีสานกับการหาจับปลาที่เป็นวิถีชีวิตของเด็กในภาคอีสาน เรื่องราวของเด็กๆ กับมุมมองของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กน้อยอย่างน่ารักและลงตัว

          ปลาข่อน้อยตาเซ่อ เป็นเรื่องราวของเด็กชายชาวอีสานตัวเล็กๆ ที่ชอบออกเที่ยวเล่นไปตามทุ่งนาตามประสาเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจับปลา แต่ก็ไม่เคยได้ปลาตัวใหญ่ๆ เลยสักครั้ง จนวันหนึ่งเขาก็ออกไปจับปลาที่ทุ่งนากับเด็กชายแห้งเพื่อนสนิท วันนี้เขาได้ปลาดุกตัวใหญ่อย่างที่ไม่เคยได้ เขาทั้งตื้นเต้นดีใจ แม้ว่าจะต้องวิ่งหนีเจ้าของนาที่พวกเขาสองคนไปขโมยจับปลา ก่อนกลับบ้านเด็กน้อยสองคนก็แวะปีนต้นฝรั่งเก็บกินผลอย่างอร่อย ก่อนจะต้องรีบหนีลงจากต้นไม้อีกครั้งเพราะมดแดงรุมกัด โดยที่เด็กชายไม่รู้เลยว่าปลาดุกตัวโตของเขาได้หล่นหาย เด็กชายกลับมาบ้านด้วยความตื่นเต้นดีใจที่ได้ปลาตัวใหญ่กลับมา แต่ก่อนที่จะหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย เขาตะโกนบอกพ่อแม่ให้ดูของในย่ามด้วยความภาคภูมิใจว่าเขาไม่ได้แค่ออกไปเที่ยวเล่น ครั้งนี้เขาได้ปลาตัวโตกลับมา แต่พอพ่อแม่เปิดดูกลับพบแค่ปลาช่อนตัวเล็กๆ พ่อแม่หัวเราะให้กับความดีใจแบบเด็กๆ ของลูกชายที่จับได้แค่ปลาตัวเล็กๆ ก็ดีใจเสียใหญ่โต

          ปลาข่อน้อยตาเซ่อมีโครงเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อนตามแบบของเรื่องสั้นซึ่งก็คือการกำหนดให้ตัวละครที่ไม่เคยหาปลาตัวใหญ่ๆ ได้ ออกหาปลาและได้ปลาตัวใหญ่เป็นครั้งแรกแต่ก็ทำหล่นหายไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกลับบ้านไปหาพ่อแม่ดัวยปลาข่อหรือปลาช่อนเล็กๆ ตัวเดียว ซึ่งผู้แต่งก็เขียนเนื้อหาต่างๆ ให้สัมพันธ์กับโครงเรื่องได้ตามจุดมุ่งหมาย โดยจุดที่ดึงดูดความสนใจของผู้อ่านคงหนีไม่พ้นความสมจริงในการออกวิ่งไปตามคันนา หาปลาตามนา และกว่าเด็กตัวเล็กๆ จะจับปลาได้นั้นมันยากลำบากแค่ไหน ยิ่งโดยเฉพาะคนที่เคยเป็นเด็กอีสานก็จะยิ่ง “อิน” กับภาพน่ารักๆ ของตัวละคร อีกทั้งการที่เด็กคนหนึ่งทำความผิดแล้วกลัวโดนจับได้ ผู้เขียนก็บรรยายความรู้สึกของตัวละครออกมาได้เป็นอย่างดีว่าเด็กๆ จะกลัวแค่ไหนหากโดนจับได้เมื่อทำความผิดและยิ่งโทษที่ตามมาน่าจะหนักเอาการ และสิ่งที่ดึงดูดความสนใจและเรียกรอยยิ้มจากคนอ่านได้คงหนีไม่พ้นฉากจบฉากจบน่ารักๆ ในตอนท้ายที่ปลาดุกตัวใหญ่ของเด็กชายที่พยายามกระเสือกกระสนหนีฝูงมดแดง ที่ผู้อ่านทุกคนต้องยิ้มตามอย่างแน่นอน

          ผู้เขียนใช้กลวิธีในการดำเนินเรื่องแบบตามลำดับเวลาตามปฏิทิน โดยการดำเนินเรื่องทั้งหมดใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงในตอนกลางวันเท่านั้น ซึ่งเวลาก็เหมาะสมกับเนื้อหาเรื่องราวต่างๆ และฉาก ที่ผู้เขียนได้กำหนดไว้ และการลำดับเวลาตามปฏิทินก็เหมาะสมกับเรื่องที่มีเนื้อหาง่ายๆ อ่านสนุก เริ่มจากตอนเช้าที่เด็กชายออกมาหาปลากับเพื่อ เริ่มจับปลา หนีเจ้าของนาที่พวกเขาไปขโมยปลา ไปปีนต้นไม้เก็บผลไม้กิน ก่อนจะกลับบ้านพร้อมกับย่ามที่คิดว่ามีปลาอยู่ในนั้น นั่นทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย อ่านได้เรื่อยๆ โดยไม่งงกับเนื้อหา เข้าใจเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ และอ่านเพลิดเพลินแบบไม่รู้ตัวว่าเรื่องนี้ได้ดำเนินมาถึงตอนจบแล้ว

          ตัวละครที่หลายๆ คนหลงรักจากเรื่องปลาข่อน้อยตาเซ่อคงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก “ผม” สรรพนามบุรุษที่หนึ่งที่ใช้เรียกแทนตัวเอกในการบรรยาย ผมเป็นเด็กชายชาวอีสานที่ผู้เขียนสร้างให้มีความเป็นอีสานเต็มร้อย ผู้เขียนสร้างสรรค์ตัวละครนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อตัวแทนของเด็กอีสานโดยเฉพาะ เด็กชายที่ชอบออกทุ่งนาจับปลา ซุกซน ถึงจะยังไม่เก่งเท่าเพื่อนอย่างเจ้าแห้งแต่ก็มีความมุ่งมั่น และก็กล้าที่จะร้องขอความช่วยเหลือเมื่อคราวจำเป็น ตัวละครเอกนี้มีบุคลิกที่น่าสนใจมากๆ ที่เป็นไปตามธรรมชาติของเด็กที่ผู้เขียนบรรยายไว้ได้ดีมากๆ เลยก็คือ อาการหวาดกลัวของเด็กชายที่กลัวว่าจะถูกจับได้ที่มาขโมยปลาในนา จิตใจที่แสนจะทรมานตอนที่หลบผู้ใหญ่เจ้าของนาด้วยความหวาดกลัวและรู้สึกว่าเวลาช่างยาวนาน และอีกอย่างคืออาการดีออกดีใจของเด็กน้อยที่จับปลาตัวใหญ่ๆ ไดด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ทั้งตื่นเต้น ดีใจ ใจเต้นแรง เด็กน้อยวัยนี้ต้องคิดไปต่างๆ นานา ว่าจะได้รับคำชมอะไรบ้าง จนคนอ่านต้องยิ้มไปตามๆ กันกับความดีใจของเด็กน้อยคนนี้

          อีกตัวละครที่ปรากฏตัวอยู่ข้างๆ ตัวละครเอกเกือบตลอดเวลาอย่างเจ้าแห้งก็เป็นอีกตัวละครที่น่าสนใจ ตัวละครเจ้าแห้งนี้มีบทบาทสำคัญรองลงมาจาก ผม เป็นตัวละครเด็กอีกตัวที่ผู้เขียนสร้างสรรค์ขึ้นมาได้อย่างเหมาะสม เพราะเจ้าแห้งเป็นเด็กที่จับปลาเก่งกว่าผม จึงเป็นตัวละครที่เข้ามามีบทบาทในการช่วยจับปลาดุกให้กับผม และเป็นการแสดงถึงความมีน้ำใจของเด็กๆ ปลูกฝังให้คนอ่านในวันเด็กเป็นคนมีน้ำใจ และตัวละครแห้งก็ยังเก่งและไม่ค่อยกลัวใครด้วย

          ตัวละครพ่อใหญ่เขียว พ่อและแม่ เป็นตัวละครประกอบที่เข้ามาช่วยให้เรื่องสมบูรณ์เพิ่มมากยิ่งขึ้น มีอิทธิพลมากระตุ้นพฤติกรรมต่างๆ ของตัวละครเอกให้ออกมานั่นเอง

          บทสนทนาในเรื่องปลาข่อน้อยตาเซ่อเป็นบทสนทนาสั้นๆ ที่ตัวละครสื่อสารกันเท่านั้น โดยผู้เขียนเลือกใช้ภาษาถิ่นอีสานในบทสนทนา ทำให้เรื่องน่ารักและน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น

          นอกเหนือไปจากตัวละครและบทสนทนา สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยคือฉากในเรื่อง โดยผู้เขียนกำหนดฉากเป็นภาพของชนบท โดยฉากในเรื่องมีเพียงแค่สองฉาก ซึ่งก็เหมาะสมกับเวลาเพียงแค่หนึ่งวันหรือไม่กี่ชั่วโมงในเรื่อง โดยฉากที่ผู้เขียนกำหนดไว้ฉากแรกนั่นก็คือฉากทุ่งนา โดยผู้เขียนบรรยายฉากไว้อย่างละเอียด ผู้อ่านที่ไม่เคยเห็นภาพในฉากนี้ก็สามารถจินตนาการได้อย่างง่ายดาย

          “ทุ่งสีเขียวไกลสุดลูกหูลูกตา ปลาย ยอดแหลมของใบข้าวที่สูงเกินระดับศีรษะพวกเราเล็กน้อยไม่ได้เป็นอุปสรรคเท่าใดนัก ในการมองเข้าไปตรงละแวกกอข้าวที่ถูกแบ่งเป็นช่องๆ ด้วยโนนดินสูงขนาดเข่าเป็นสี่ทิศที่ล้อมรอบ แต่ละโนนดินนั้นสูงต่ำเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน บ้างตรงบ้างคดงอ มีหญ้าคลุมประปราย” (รวมเรื่องสั้นชนะการประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น, ๑๑๘)

          อีกฉากหนึ่งคือฉากบ้าน ซึ่งก็เป็นบ้านแบบในชนบทที่มี “ชานบ้านที่ถูกคลุมด้วยหญ้าคาถัก” (รวมเรื่องสั้นชนะการประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น, ๑๒๒) ฉากนี้ผู้เขียนไม่ได้บรรยายไว้ละเอียดมากนัก เพราะเป็นเพียงแค่ฉากสั้นๆ ในตอนจบเท่านั้น

          เรื่องปลาข่อน้อยตาเซ่อ ผู้เขียนต้องการนำเสนอจุดมุ่งหมายคือวัฒนธรรมความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของคนอีสานที่นำเสนอออกมาในรูปแบบของเด็กๆ และวัฒนธรรมน่ารักๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ เด็กน้อยในสายตาผู้ใหญ่ ยังไงก็ยังเป็นเด็กน้อยที่น่ารักเสมอ แม้ว่าเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน เด็กน้อยก็ยังจะเป็นเช่นเดิมในสายตาผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กคนเดิมที่เติบโตขึ้นไปแล้ว เด็กคนใหม่ที่เพิ่งจะเติบโตขึ้นมา พวกเขาก็จะยังคงเหมือนเดิมในสายตาของผู้ใหญ่ น่ารักดังเดิม เหมือนอย่าง ปลาข่อน้อย

          ปลาข่อน้อยตาเซ่อ เป็นเรื่องสั้นที่ให้ทั้งความสนุกสนานเพลิดเพลิน ให้สาระความรู้เกี่ยวกับถิ่นอีสาน วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนชนบทอีสาน ให้ข้อคิดต่างๆ เช่น การที่มีน้ำใจต่อกัน อย่าลักขโมยของผู้อื่น มีภาษาถิ่นอีสานแทรกเข้ามาในบทสนทนาให้เห็นบรรยากาศของความเป็นอีสานเพิ่มมากขึ้นและเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับภาษาถิ่น

          ถือได้ว่า รมย์ธีรา วงค์นาชาติ ประสบความสำเร็จในการเขียนเรื่องปลาข่อน้อยตาเซ่อ หลายคนที่ได้อ่านเรื่องปลาข่อน้อยตาเซ่อต้องประทับใจและยิ้มไปตามๆ กันกับความน่ารักของเด็กๆ ฉากลูกทุ่งที่โดยเฉพาะคนอีสานต้อง “อิน” เรื่องราวมุมมองของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก ข้อคิดที่สอดแทรกมาในเรื่อง และผู้อ่านที่หยิบเรื่องมาอ่านจะต้องมีความสุขกับการอ่านปลาข่อน้อยตาเซ่ออย่างแน่นอน