บทวิจารณ์เรื่องสั้น สุดสะแนน
แว่วเสียงแคน สุดสะแนน แทนสัมพันธ์
สุดสะแนน เรื่องสั้นที่เข้าประกวดในโครงการ “ประกวดเรื่องสั้น ส่งสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ผู้แต่งคือ ธิดารัตน์ สีหะเกรียงไกร และได้รับรางวัลชมเชยในการประกวดครั้งนี้ เรื่องสั้นเรื่องสุดสะแนน มีการถ่ายทอดศิลปะ วัฒนธรรมในท้องถิ่นของชาวไทยอีสาน แสดงถึงความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตน โดยการสอดแทรกตำนาน ความเชื่อ รวมทั้งดนตรีพื้นบ้าน เข้าผสมผสานกันได้อย่างมีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์ และการนำเสนอวัฒนธรรมของสองชนชาติ คือไทยและเวียดนาม ที่ต่างก็มีวัฒนธรรมความภูมิใจในชาติตน แต่ก็ไม่ทำให้เกิดความแก่งแย่งแข่งขันแต่กลับกลายมาเป็นความรู้สึกที่ดี แตกต่างอย่างกลมกลืนที่เป็นความละมุนใจทำให้ผู้อ่านได้เพลิดเพลิน
จากเรื่องสั้นสุดสะแนน จะนำมาวิจารณ์ตามทฤษฎี Parctical Criticism (IA) ที่พิจารณาองค์ประกอบของเรื่องสั้น รูปแบบ ในการวิจารณ์ ซึ่งมีดังนี้
โครงเรื่องและเนื้อเรื่อง
โครงเรื่องของเรื่องสั้น “สุดสะแนน” คือเรื่องราวของนักศึกษาไทยที่ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ประเทศเวียดนาม โดยที่ตัวละครเอกมีความภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิดของตน ตั้งใจที่จะทำให้ความเป็นท้องถิ่น เอกลักษณ์ของท้องถิ่นที่มีมาแต่โบราณนั้นได้สืบต่อไป เขาจึงตั้งใจ อยากที่จะไปเผยแพร่ให้ชาติอื่นได้รับรู้ถึงศิลปวัฒนธรรมของตนและอยากที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมของชาติอื่น อยากให้ทุกคนรู้สึกถึงคุณค่าของรากเหง้าวิถีชีวิตของตน ซึ่งก็เป็นโครงเรื่องหลักของเรื่องนี้คือเรื่องวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่สร้างไมตรี สืบสานความเป็นตัวตนของวิถีท้องถิ่น มีความงดงามและมีคุณค่ายิ่งส่วนโครงเรื่องรอง คือเรื่องของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองชาติที่มีความรู้สึกดีๆแก่กัน คนที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ วัฒนธรรมก็สามารถที่จะเกิดไมตรีที่ดีต่อกันได้ ความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรคในความรัก โครงเรื่องรองผู้แต่งได้สร้างให้มีความสัมพันธ์ สอดคล้องกับตำนานความเชื่อของชาวอีสาน ที่ชัดเจนคือเรื่องผาแดงนางไอ่ ที่เป็นตำนานที่เกี่ยวข้องกับความรักที่มีความต่าง เช่นเดียวกับต่วน และไหมที่ต่างชนชาติ แต่ตัวละครในเรื่องที่เกิดความรู้สึกดีๆต่อกัน เป็นสายใยที่ผสานความสัมพันธ์ตามความเชื่อของชาวไทยอีสาน ก็คือลายสุดสะแนน ลายแคนที่สื่อถึงความผูกพัน สายสัมพันธ์หรือ พรหมลิขิต ที่ผูกผสานตัวละครทั้งสองไว้แม้จะแตกต่างแต่ “สุดสะแนน” ก็ทำให้ทั้งสองได้พานพบกัน
เนื้อเรื่องของเรื่องสั้น คือเรื่องราวของ “ไหม”นักศึกษาสาวไทยที่เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยและตัวแทนของประเทศไทยไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในประเทศเวียดนาม ในขณะที่อยู่ที่ประเทศเวียดนามไหมก็รู้สึกคิดถึงบ้าน คิดถึงอาหารไทยที่ตนชื่นชอบอยู่เสมอ ไหมชอบความเป็นเอกลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรมของไทยโดยเฉพาะความเป็นท้องถิ่นอีสาน บ้านเกิดของไหม ประเพณี ตำนานความเชื่อต่างๆไหมได้สนใจศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเอง ไหมมีความสามารถในการเล่นดนตรีไทยอีสาน คือแคน และในระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ในเวียดนามไหมก็ได้พบกับชายหนุ่มชาวเวียดนาม ชื่อต่วน ทั้งสองพูดคุยกัน ต่วนสามารถพูดภาษาไทยได้เพราะเคยรู้จักกับคนไทยมาก่อน ต่วนสนใจ ศิลปะ ดนตรีและวัฒนธรรมไทย ความสัมพันธ์ของทั้งสองดำเนินไปได้อย่างราบรื่น จนถึงวันที่ต้องทำการแสดง ทั้งคู่ได้ขึ้นแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติของตนอย่างภาคภูมิใจ ความแตกต่างของทั้งสองเป็นเพียงความแตกต่างของเชื้อชาติ แต่สิ่งที่ทั้งสองมีเช่นเดียวกันดังสุดสะแนน ที่ผูกพันทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันก็คือ ความรักและความภูมิใจในถิ่นฐานของตน ที่ต้องการจะสืบสานให้คงอยู่ตลอดไป
การดำเนินเรื่องมีการเปิดเรื่องด้วยฉากบนรถประจำทางที่ประเทศเวียดนาม โดยตัวละครเอกคือ ไหม นั่งอยู่บนรถและบรรยายฉากบรรยากาศในขณะนั้น “เสียงบีบแตรดังทุกทิศทางพื้นที่ส่วนใหญ่บนท้องถนนเต็มไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์ที่ต่างเบียดเสียด ยื้อแย่ง”คือเริ่มเปิดเรื่องด้วยฉากที่สำคัญคือให้เห็นถึงสภาพบ้านเมือง การจราจรที่เป็นฉากที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นต่างประเทศที่ไม่คุ้นเคย การดำเนินเรื่องมีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจอ่านง่ายและชวนติดตาม เมื่อตัวละครได้พบกับคนคนหนึ่งที่นั่น “ฉันพบกับใครบางคนครั้งแรกที่นี่...” ผู้เขียนใช้การนำเสนอตัวละครที่ทำให้มีความน่าสนใจ น่าติดตาม ส่วนในการปิดเรื่องเป็นการปิดเรื่องแบบสุขนาฏกรรม คือปิดเรื่องด้วยความสุข เมื่อทำการแสดงเสร็จทุกคนมีความสุขที่ได้ทำสิ่งที่ตนชื่นชอบและภาคภูมิใจ และทั้งสองก็โบกธงชาติไทยและเวียดนามยืนอยู่ข้างๆกัน จบลงด้วยความสุขที่ทั้งสองได้มาพบและรู้จักกันจนเกิดความรู้สึกดีๆต่อกันแม้อยู่คนละประเทศ “สุดสะแนน”ก็ทำให้ทั้งสองได้มาพบกัน
ในประเด็นเรื่องปมขัดแย้งในเรื่อง จากเรื่องไม่ปรากฏปมขัดแย้งที่โดดเด่นมากนัก เป็นการนำเสนอของผู้แต่งที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงความงดงามของความเป็นท้องถิ่น พื้นบ้าน ที่มีคุณค่าถึงแม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปความสำคัญของวัฒนธรรมท้องถิ่นเหล่านี้ถูกลดทอนความสำคัญลงแต่ คุณค่าของสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ ผู้แต่งไม่ได้สร้างปมขัดแย้งที่เด่นชัด แต่ก็มีบางช่วงบางตอนที่แสดงให้เห็นถึงปมความขัดแย้งของผู้คนในสังคมกับตัวละครเอก อย่าง “ไหม” ที่รักความเป็นไทย เชิดชูในท้องถิ่นของตนมองเห็นถึงสิ่งที่มีคุณค่า ทำให้เขาต้องเผชิญกับคำถามจากผู้คนรอบข้างที่ต่างก็มองว่าเป็นสิ่งที่ช่างน่าเบื่อหน่าย ไม่จำเป็นในยุคปัจจุบัน “เรียนทำไม ภาษาไทยใครๆก็พูดได้” ความคิดเช่นนี้มีอยู่มากและชัดเจนขึ้นในสังคมปัจจุบัน เมื่อทุกคนให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นๆมากกว่ารากเหง้าตัวตนที่แท้จริงของตน ความคิดของไหมกับคนรอบข้างก็เกิดความขัดแย้งขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นความขัดแย้งที่รุนแรง แต่เป็นปมปัญหาที่สำคัญที่ทำลายกำลังใจของคนที่มีใจรัก ความเป็นไทยอย่างไหม ปมปัญหาเหล่านี้เป็นปมปัญหาที่สะท้อนด้านแนวคิดของคนในปัจจุบันเมื่อความเป็นท้องถิ่นถูกกลืนหายไปกับความเจริญสิ่งที่น่ากลัวก็คือ เมื่อรากเหง้าของเราถูกมองข้ามคุณค่าเหล่านั้นไปแล้วสิ่งเหล่านี้จะยังคงหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความภาคภูมิใจและรักในความเป็นไทย ความเป็นท้องถิ่นของตนเช่นเดียวกับไหม เป็นปมปัญหาที่สอดแทรกมาในเนื้อเรื่องแต่ปรากฏเด่นชัดสะท้อนสังคมในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน
จากเรื่องจะเห็นได้ว่าผู้แต่งอยู่ในวัยที่กำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย จึงทำให้ผู้แต่งได้ใช้ประสบการณ์ อารมณ์ความรู้สึกได้อย่างสมจริงกับตัวละครอย่างเป็นธรรมชาติ อาจเป็นไปได้ว่าผู้เขียนได้ใช้ประสบการณ์ตรงของตัวเองมาเขียนเพราะมีความเป็นธรรมชาติของตัวละคร และการสร้างฉาก ให้อยู่ในประเทศเวียดนาม ผู้แต่งก็ได้ให้ข้อมูลบรรยายบรรยากาศเหล่านั้นได้อย่างสมจริงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนเวียดนามอย่างสมจริง ด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านเห็นถึงภาพบรรยากาศนั้นได้น่าสนใจ และความเป็นธรรมชาติในเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็ทำให้เกิดเสน่ห์อย่างสมจริงของเนื้อเรื่อง
กลวิธีในการดำเนินเรื่อง
สุดสะแนน มีการดำเนินเรื่องที่ สลับไปมาไม่ได้เรียงลำดับเวลาแต่เป็นการดำเนินเรื่องที่ เล่าเรื่องโดยตัวละครในเรื่องเป็นผู้เล่า และตัวละครนั้นได้หยิบยกเหตุการณ์ที่ตนเคยผ่านพ้นมา แล้วมาบอกเล่าผ่านการระลึกถึงของตัวละครเอง สลับกับเรื่องราวในปัจจุบันที่ดำเนินอยู่ คือ ในเรื่องตัวละคร “ไหม”ได้เดินทางไปประเทศเวียดนามซึ่งก็ทำให้ตัวละครนั้นได้มีความคิดถึงบ้านเกิดของตนเอง คิดถึงเมื่อตอนอยู่ที่ไทยเคยได้กินอาหารพื้นบ้านที่อร่อยถูกปาก เมื่อกินอาหารเวียดนามก็ทำให้ตัวละครได้หวนคำนึงถึงอาหารไทย ตัวละครก็ได้เล่าถึงเรื่องราวต่างๆสลับกันไปมา แม้แต่ตอนที่กำลังขึ้นรถเมล์ ไหมก็ได้ทบทวนความคิดความรู้สึกในเหตุการณ์ต่างๆหยิบยกมาบอกเล่าการดำเนินเรื่องในลักษณะนี้ก็อาจจะทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสน ลำดับเหตุการณ์ได้ยากขึ้น แต่ก็เป็นกลวิธีที่ทำให้ผู้เขียนได้ใช้กลวิธีที่หลากหลายมากขึ้นและเพื่อความน่าสนใจของเนื้อเรื่อง ไม่ให้เกิดความน่าเบื่อและเพิ่มความน่าสนใจแก่ผู้อ่านมากยิ่งขึ้น ซึ่งมุมมองของเรื่องนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าผู้แต่งใช้มุมมองการเล่าเรื่องโดยให้ตัวละครเป็นผู้เล่าเรื่องราว ผ่านมุมมองของตัวละครสังเกตได้จากคำว่า “ฉัน”ที่ตัวละครใช้แทนตัวเอง และบอกเล่าผ่านมุมมองของตัวละครเองที่ได้ประสบพบเจอกับเหตุการณ์ต่างๆซึ่งการใช้กลวิธีการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครก็สามารถทำให้เข้าถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร และคล้อยตามได้ง่ายด้วยการใช้ภาษาที่ง่ายๆ ผู้อ่านจะเกิดความรู้สึกร่วมได้เมื่อตัวละครนั้นมีความคล้ายคลึงหรือเคยมีประสบการณ์ร่วมกับตัวละครก็จะสามารถเข้าใจตัวละครได้ง่ายไม่ซับซ้อน
ตัวละคร
ตัวละครในเรื่องมีตัวละครเอกสองตัวละครที่สำคัญคือไหม และต่วน โดยตัวละครที่เป็นคนดำเนินเรื่องคือ ไหม ที่บอกเล่าเรื่องราวของตนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศเวียดนามและเล่าเรื่องราวตำนานของชาวอีสาน ความรักและหวงแหนความเป็นท้องถิ่นของตน และต่วนที่เป็นหนุ่มชาวเวียดนาม ที่มีความสนใจในวัฒนธรรม รักและภูมิใจในวัฒนธรรมของตนและชื่นชมศิลปวัฒนธรรมของชาติอื่น
“ไหม”ตัวละครเอกที่เป็นหญิงสาวชาวไทย ที่มีความรักและชื่นชอบในความเป็นท้องถิ่น มีความสนใจอยากที่จะสืบสานศิลปวัฒนธรรมของไทยให้ดำรงสืบไป ไหม มีความสามารถในการเล่นดนตรี พื้นบ้านอีสาน คือ แคน และยังสนใจเกี่ยวกับตำนาน เรื่องเล่าอีสาน ไหมเป็นตัวละครที่มีความเป็นคนท้องถิ่นสูง ผู้แต่งสร้างตัวละครขึ้นมาเพื่อให้เป็นตัวแทนของคนที่มีความรักในท้องถิ่นของตน เป็นตัวแทนเยาวชนที่มีความชื่นชอบวัฒนธรรมและเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมของตน ซึ่งเป็นตัวละครที่มีความเป็นธรรมชาติสูง สังเกตจากลักษณะของตัวละครจากบทสนทนา “หนูชอบค่ะ คิดว่าน่าจะเรียนได้ดี”ก็จะเห็นได้ถึงความเป็นธรรมชาติ ความมั่นใจความรู้สึกนึกคิดของตัวละครที่เป็นตัวแทนของเยาวชนทั่วไป แต่นำเสนอให้เป็นแบบอย่างของเยาวชน เป็นแบบอย่างที่ดีในการสืบสานวัฒนธรรมไทย
“ต่วน” ตัวละครเอกฝ่ายชาย ต่วนเป็นชาวเวียดนาม ที่สนใจในความงดงามของวัฒนธรรม รวมถึงวัฒนธรรมไทย ต่วนสามารถพูดภาษาไทยได้และสนใจในศิลปวัฒนธรรมไทย ทำให้เขาได้รู้จักกับไหม ตัวละครต่วน เป็นตัวละครที่ผู้เขียนสร้างขึ้นให้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ มีความรักและโรแมนติก สอดแทรกมาโดยให้ตัวละครมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ต่วนเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมอื่นที่มีความแตกต่างกันแต่ทำให้ตัวละครนั้น มีความเกี่ยวโยงกันเกิดเป็นความรักความผูกพันของคนสองชาติ ต่างวัฒนธรรมกันแต่ไม่ขัดแย้งแต่งคนก็ต่างมีความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ รากเหง้าของตน
การสร้างตัวละคร ผู้เขียนสร้างตัวละครโดยสอดแทรกตำนาน ความรัก จากเรื่องผาแดงนางไอ่ที่เป็นความรักที่ไม่สมหวัง ความแตกต่างที่ไม่สามารถเดินร่วมทางกันได้ มาใช้ในการสร้างตัวละครที่สื่อให้เห็นถึงความแตกต่าง แต่เป็นการนำเสนอในรูปแบบของวัฒนธรรม ตัวละครเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมสองชาติ คือไทยและเวียดนาม ซึ่งมีอิทธิพลมาจากความเชื่อในเรื่องตำนานผาแดงนางไอ่เป็นตำนานเรื่องความรัก แต่ร้อยเรียงให้มีความทันสมัย น่าติดตาม โดยตัวละครเอกฝ่ายหญิงคือไหม มีความสามารถด้านการเป่าแคน “ลายสุดสะแนน” ผู้แต่งก็สร้างความสัมพันธ์สืบเนื่องมาจากความเชื่อ เรื่อง สุดสะแนนของชาวอีสาน ที่เปรียบเสมือนพรหมลิขิต ความผูกพันที่ทำให้ได้มาพบกันมาเป็นจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสอง
ฉาก
ฉากที่สำคัญในเรื่อง คือฉากในประเทศเวียดนาม เรื่องสั้นเรื่องนี้ใช้ฉากที่เป็น ต่างประเทศ คือกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพราะตัวละครเอกเดินทางไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่นั่น ฉากทั้งหมดที่ปรากฏในเนื้อเรื่องจึงเป็นฉากตึกราม บ้านเรือน รวมทั้งการสัญจร ในเมืองหลวง ของประเทศเวียดนาม ดังเช่นที่ตัวละครได้บรรยายขณะที่อยู่บนรถประจำทาง “วันเหมียว หรือวิหารวรรณกรรม สถานที่สำคัญแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1613 เป็นโรงเรียนของพวกขุนนางและเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติแห่งแรกของเวียดนาม” ซึ่งผู้แต่งก็ได้บรรยายฉากที่แสดงให้เห็นถึงประเทศเวียดนามได้อย่างชัดเจนผ่านการเดินทางในกรุงฮานอยของตัวละคร และทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจ สัมผัสถึงความสมจริงของฉากและบรรยากาศในเรื่อง เช่น “ป้ายที่ว่านี้อยู่ใกล้กับฮานอยทาวเวอร์ ฉันเดินย้อนกลับไปทางฮานอย ทาวเวอร์” จากฉากในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนามก็ทำให้เห็นถึงบรรยากาศสภาพการจราจร ตึกรามบ้านเรือนของชาวเวียดนาม รวมถึงความวุ่นวาย ของเมืองหลวงที่ผู้คนต่างใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติ ฉากในเรื่องก็มีความสมจริงผู้แต่งใช้ฉากที่เป็นสภาพบ้านเมืองจริงๆที่ปรากฏใน กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ทำให้เนื้อเรื่องมีความสัมพันธ์และมีความสมจริง สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง
สารัตถะ
วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีคุณค่า หากรู้จักใช้ให้ถูกที่ถูกทาง วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง เพราะวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ช่วยเชื่อมสัมพันธ์ของคนในชาติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมทั้งยังเชื่อมคนในแต่ละชาติให้ได้รู้จักซึ่งกันและกันอีกด้วย สานไมตรีที่ดีต่อกัน สิ่งที่เป็นท้องถิ่นเป็นรากเหง้าของเราที่ถูกมองข้ามและอาจจะเลือนหายไปตามกาลเวลาหากคนในชาติไม่ระลึกถึงคุณค่า ไม่เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นท้องถิ่นของตน สิ่งงดงามเหล่านี้ก็จะเลือนหายไป สารัตถะของเรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรม ของเก่าที่ยังทรงคุณค่าและมีความงดงามเสมอ ศิลปะ อาหาร ดนตรี ต่างก็เป็นวัฒนธรรมที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของตน ที่เราอาจจะไม่เห็นคุณค่าแต่เป็นสิ่งที่งดงามมากในต่างแดน เมื่อวัฒนธรรมได้เชื่อมโยงให้เกิดความสัมพันธ์ไม่ตรีที่ดีต่อกัน ผู้แต่งได้แสดงให้เห็นถึงความงดงามของวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างกันของสองชนชาติ ได้กล่าวถึงเรื่องราวของความรักที่เกิดขึ้นบนความแตกต่างเป็นความรักที่ผสมผสานท้วงทำนองของดนตรี ศิลปะและวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว เป็นแก่นเรื่องรองที่กล่าวถึงความรัก ความรักในวัฒนธรรม รักในชาติของตน และความรักของหนุ่มสาวที่มีความภาคภูมิใจในรากเหง้าท้องถิ่นของตน ผู้แต่งที่ถ่ายทอดให้สอดคล้องกับตำนานความเชื่อของชาวอีสาน
การประเมินค่า
“สุดสะแนน” จากเรื่องสั้นเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของสองชาติ ถ่ายทอดความเป็นท้องถิ่นออกมาอย่างภาคภูมิใจ สอดแทรกเรื่องราวความรัก ที่ได้รับอิทธิพลมาจากตำนานความเชื่อ ซึ่งสามารถประเมินคุณค่าจากเรื่องนี้ได้หลากหลายด้าน ดังนี้
วัฒนธรรมด้านดนตรี
จากเรื่องจะมีการกล่าวถึงดนตรีพื้นบ้านอีสาน ที่มีเอกลักษณ์ท่วงทำนองที่สนุกสนาน ของชาวไทยอีสาน คือแคน ที่เป็นตัวแทนของความเป็นท้อถิ่นไทยอีสาน เสียงแคน ลายแคนที่มีความไพเราะ และความเชื่อที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเล่า ตำนาน “ลายสุดสะแนน”เป็นลายแคนที่มีความหมายถึง บุพเพสันนิวาส ที่ทำให้คนได้มาประสบพบเจอกัน เกิดความผูกพันกัน ด้วยพรหมลิขิต ซึ่งถ้าเป่าลายแคนนี้ก็จะทำให้เกิดความผูกพันกัน จากเรื่องจะกล่าวถึงดนตรีพื้นบ้านไทยอีสาน และดนตรีทางเวียดนามคือขลุ่ยเวียดนาม ทำให้เห็นถึงวัฒนธรรมด้านดนตรีพื้นบ้านของไทยที่มีความไพเราะ และความแตกต่างที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวด้วยดนตรีที่ไม่ได้แบ่งแยกชนชาติ
วัฒนธรรมด้านอาหาร
อาหารเวียดนามมีความแตกต่างกับอาหารไทย ทั้งด้านรสชาติ และการกินอาหารก็เป็นวัฒนธรรมในชาติที่มีความโดดเด่นแตกต่างกัน ในเรื่องเป็นการใช้ชีวิตอยู่ที่เวียดนาม ก็จะมีอาหารเวียดนามที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ดังเช่นในเรื่อง “...มากินบุ๋นจ่าทีไร ก็ทำ ให้คิดถึงบ้านทุกครั้ง เพราะรสชาติของ บุ๋นจ่าพอบรรเทาความหิว “ส้มตำ” ลงไปได้บ้าง” ซึ่งอาหารเป็นวัฒนธรรมที่โดดเด่นในเรื่อง
ตำนาน ความเชื่อในท้องถิ่น
จากเรื่องผู้แต่งได้สอดแทรก เรื่องเล่า ตำนานความเชื่อต่างๆของชาวอีสานเข้าไปในการประกอบสร้างโครงเรื่องและตัวละคร ดังเช่น สุดสะแนนที่เป็นชื่อเรื่องก็เป็นความเชื่อของชาวอีสาน เกี่ยวกับบุพเพสันนิวาสที่จะทำให้คนสองคนมาพบกัน ด้วยสายใยความผูกพัน และยังสอดคล้องกับตำนานเรื่องผาแดงนางไอ่ ที่มีการแปลงการเป็นกระรอกด่อน หรือกระรอกเผือก และเป็นโศกนาฏกรรมทางความรักที่เป็นตำนานเล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณ ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าความเชื่อของคนไทยอีสาน คนในท้องถิ่นที่อยู่คู่กับการดำเนินชีวิตท่ามกลางความเชื่อและเรื่องเล่าต่างๆ และส่งผลต่อการสร้างโครงเรื่อง ตัวละคร ของผู้แต่งที่นำความเชื่อ เรื่องเล่ามาสอดแทรกลงในเนื้อเรื่อง และได้รับอิทธิพลจากความเชื่อ ตำนานผาแดงนางไอ่ ที่มีความแตกต่างกันดังเช่นตัวละครในเรื่องที่มีความแตกต่างกันของชนชาติ แต่ก็สามารถผูกพันเกิดเป็นความรัก ตามความเชื่อเรื่อง สุดสะแนนของชาวไทยอีสาน
ปรัชญาคำสอน
ผญา หรือคำกลอนอีสานปรากฏสอดแทรกอยู่ในเนื้อเรื่อง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมคำสั่งสอนของชาวอีสานที่เป็นคำกลอน ใช้อบรมสั่งสอน เป็นปรัชญาให้ข้อคิดแก่ลูกหลาน คนรุ่นหลัง ดังเช่นปรากฏในเรื่อง “...ขอให้อดสาสู้ เพียรไปให้ถืกป่อง คุณอาจารย์ยกใส่เกล้า คนิงไว้อย่าสิลืม... ขอให้อดทนและสู้ในสิ่งที่ถูกและควร บุญคุณครูอาจารย์ก็ควรน้อม ใส่เกล้า อย่าได้หลงลืม” เป็นปรัชญาคำสอนพื้นบ้านที่มีคุณค่าแสดงถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ ข้อคิดต่างๆที่สั่งสอนสืบต่อกันมา
ด้านการใช้ภาษา
การใช้ภาษาในเรื่องมีความน่าสนใจ ภาษาสละสลวยน่าติดตาม ผู้แต่งใช้สำนวนภาษาที่มีการบรรยาย ให้เห็นผู้อ่านเกิดความเข้าใจได้ง่าย กระชับ เช่น “สิ้นเสียงบอกป้ายที่รถประจำ ทางจะจอด ประตูสองบานก็เปิดออก ผู้โดยสารสองสามคนก้าวลงจากรถรวมถึงฉันด้วย ป้ายที่ว่านี้อยู่ใกล้กับฮานอยทาวเวอร์” การใช้ภาษาในเรื่องเป็นการบรรยายเป็นส่วนใหญ่ แต่ผู้แต่งก็ได้ใช้ภาษาที่ทำให้ผู้อ่านได้รู้สึกอยากติดตาม ดึงดูดความสนใจของผู้อ่านให้ติดตามต่อไป คือ “ฉันพบกับใครบางคนครั้งแรก ที่นี่...”ภาษาในเรื่องมีความทันสมัย อ่านแล้วเข้าใจง่ายด้วยสำนวนภาษาที่ไม่ลึกซึ้งมากนักทำให้เหมาะกับผู้อ่านในทุกเพศทุกวัย
“สุดสะแนน”เป็นเรื่องสั้นที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจ ด้วยฉากและบรรยากาศที่เป็นต่างประเทศ พร้อมทั้งมีเรื่องราวความรักของคนสองชนชาติที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมแต่ก็สามารถเกิดความรัก ความผูกพันที่ดีต่อกันได้ วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงให้คนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ในความแตกต่างก็ยังมีความคล้ายคลึงกันมีลักษณะของวัฒนธรรมร่วม ทุกชาติต่างมีเอกลักษณ์และความเป็นพื้นถิ่นที่มีคุณค่าทั้งสิ้น จากเรื่องแสดงถึงความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตน โดยการสอดแทรกตำนาน ความเชื่อ รวมทั้งดนตรีพื้นบ้าน เข้าผสมผสานกันได้อย่างมีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์ และการนำเสนอวัฒนธรรมของสองชนชาติ คือไทยและเวียดนาม ที่ต่างก็มีวัฒนธรรมความภูมิใจในชาติ สายใยแห่งความรัก รักในวัฒนธรรม รักในชาติ รากเหง้าของตน เกิดเป็นความกลมกลืนที่เป็นความละมุนใจทำให้ผู้อ่านได้เพลิดเพลิน รู้สึกรักในความเป็นท้องถิ่นของตน เพลิดเพลินจากฉากบ้านเมืองของประเทศเวียดนาม ความรักในศิลปวัฒนธรรม และเสียงแคนที่ไพเราะ เรียงร้อย เกี่ยวพันให้คนทั้งสองได้มาพบกันเป็น ดั่ง“สุดสะแนน”