ปลาข่อน้อยตาเซ่อ

ผู้แต่ง : รมย์ธีรา  วงค์นาชาติ

                แดนดินถิ่นอีสาน เมื่อมีคนพูดถึงคำนี้ทำให้คิดถึงดินแดนอันแห้งแล้ง การกินการอยู่ที่แสนลำบาก แต่ใครจะรู้ได้ว่าในความเป็นอยู่ที่คนภายนอกมองว่าภาคอีสานเป็นดินแดนที่แห้งแล้ง แต่เด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ตัวละครเด็กที่ผู้แต่งสร้างขึ้นให้ขัดแย้งกับการมองจากภายนอกของคนที่ไม่ใช่ลูกอีสาน สร้างให้ตัวละครที่ถึงแม้จะเป็นเพียงเด็กตัวเล็กแต่ก็สามารถหาอาหารเพื่อนำกลับไปให้ครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งนี้แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินภาคอีสานได้เป็นอย่างดี ถ่ายทอดถึงความอดทนและพยายามเพื่อให้สิ่งที่ตั้งใจนั้นสำเร็จจนได้

                เด็กตัวเล็ก ๆ เมื่อมองเห็นหรือได้ยินเรื่องราวเล่าขานที่เกี่ยวกับเด็ก ในเรื่องที่ผู้ใหญ่ยังทำได้โดยยาก หากไม่มีความชำนาญ ซึ่งทุกคนต่างต้องคิดกันได้ว่าสังคมของเด็กคงปลูกฝังเด็กมาเป็นอย่างดี ผู้แต่งได้สร้างตัวละครเด็กสองคนที่มีความสารถ เรียกได้ว่าเหนือกว่าผู้ใหญ่หลายคน คือการจับปลาด้วยสองมือเปล่าแต่การจับปลาของเด็กทั้งสองคนช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะตัวละครที่เป็นตัวเอกจับปลาไม่เก่ง ต้องอาศัยเพื่อนของเขาที่ไปด้วยเพื่อช่วยในการจับปลา การจับปลาครั้งนี้มีความเสี่ยงสูง เพราะในช่องนาที่ทั้งสองไปจับปลา เป็นพื้นที่ที่เจ้าของหวงห้าม เหตุไม่คาดคิดย่อมเกิดขึ้นเสมอ เจ้าของช่องนามาเห็นทั้งสองจึงรีบหนีจนสุดแรง ระหว่างเดินทางกลับบ้านเกิดรู้สึกหิวจึงหยุดเก็บลูกไม้ที่กลางทางกินจนถูกมดแดงรุมกัด ทั้งสองจึงเดินทางกลับบ้าน ด้วยใจที่เปรี่ยมล้นกับภารกิจที่ทำจนสำเร็จก็คือการจับปลาใหญ่ได้ในที่สุด

                การเปิดเรื่องเป็นการบรรยายธรรมชาติของนาข้าวที่เขียวชอุ่มระหว่างสองข้างทางกับแสงแดดในช่วงปลายฝนต้นหนาวในเดือนตุลาคม ดังความตอนเปิดเรื่องว่า “รวงข้าวสีเขียวอ่อนกำลังโผล่พ้นออกจากท้อง บ้างก็โอบกอดลำต้นซึ่งถูกใบเรียวยาวห่อหุ้มไว้ เพื่อรอวันแย้มรับกับแสงตะวันในช่วงปลายฝนต้นหนาวอย่างเดือนตุลาคม เด็กชายผิวคล้ำรูปร่างผ่ายผอมที่เปลือยท่อนบนและสวมท่อนล่างด้วยกางเกงกีฬาสีน้ำตาลค่อนข้างซีด บนบ่าถูกพาดด้วยย่ามสีขาวออกคล้ำเก่า ๆ หนึ่งใบ กำลังหันรีหันขวางขณะมองผ่านไปยังกอข้าวน้อยใหญ่พร้อมประสานสายตามายังผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้า” (รวมเรื่องสั้นชนะการประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น,๑๑๗) ความในตอนนี้บรรยายลักษณะของตัวละครของเด็กในชนบทด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่ ที่ตั้งใจจะทำให้สำเร็จ การเปิดเรื่องเช่นนี้ทำให้ผู้อ่านได้มองเห็นภาพตามที่ผู้แต่ง ต้องการสื่อสารถึงความเป็นชนบท วิถีชีวิต การทำมาหากินที่ถูกสั่งสอนมาตั้งแต่ยังเด็กเพื่อให้รู้จักการทำมาหากิน สามารถหาเลี้ยงตนเองได้ ยิ่งเป็นผู้ชายที่ต้องทำหน้าที่เป็นช้างเท้าหน้าในอนาคตย่อมต้องรู้จักทำมาหากิน เพื่อเป็นหลักเป็นฐานให้กับครอบครัว

                เนื้อเรื่องมีความสอดคล้องเหมาะสมกันดี เป็นเรื่องราวสั้น ๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายอันยิ่งใหญ่  เป็นเรื่องการทำมาหากินที่ชาวอีสานถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเล็ก บ้างก็เลียนแบบจากผู้ใหญ่ แต่ความเป็นแก่นแท้ของอีสานดั่งเดิมคือ การให้เด็ก ๆ ได้รู้จักเรียนรู้การทำมาหากิน ในเรื่องปลาข่อน้อยตาเซ่อนี้สามารถสื่อสารกับผู้อ่านได้เป็นอย่างดี ถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย หากินตามท้องทุ่งท้องนาเล่าเรื่องผ่านตัวละครเด็กที่มีความมุ่งมั่นพยายามจนสิ่งที่ตั้งใจสำเร็จได้ในที่สุด เรื่องราวมีการเรียงลำดับได้อย่างสอดคล้องกับปมความขัดแย้งที่สร้างขึ้นในเรื่องประกอบไปด้วยปมใหญ่ในโครงเรื่องใหญ่สอดแทรกด้วยปมเล็กในโครงเรื่องย่อยที่ผู้แต่งได้เสริมให้เรื่องมีความตื่นเต้นและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

                ปมความขัดแย้งหลักของเรื่องคือ ปมภายในใจของเด็กที่ถึงแม้จะเป็นเพียงเด็กแต่ก็มีความมุ่งมั่นที่จะจับปลาใหญ่ให้ได้สักครั้งหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่เด็กชายและเพื่อนของเด็กชายชื่อ แห้ง มาจับปลาด้วยกันหลายครั้งต่อหลายครั้ง มีเพียงเด็กชายแห้งที่เก่ง มีฝีมือทางด้านการหาปลา เด็กชายแห้งหาปลาตัวใหญ่กลับไปบ้านได้ทุกครั้ง แต่ในครั้งนี้เด็กชายผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง มีความคาดหวังและตั้งใจเป็นอย่างยิ่งกับการจับปลาให้ได้ตัวใหญ่กับเขาเสียที ผู้แต่งสร้างเหตุการณ์และสภาพแวดล้อมมาช่วยเสริมให้ปมความคัดแย้งในใจของตัวละครเด็กชายแก้ได้ยากขึ้น โดยการสร้างฉากทุ่งนาที่ถึงแม้จะมีน้ำและมีนาเต็มไปหมดแต่ก็หาปลาได้ยาก หนองแล้วหนองเล่าที่เด็กชายและเด็กชายแห้งช่วยกันค้นหาหนองน้ำที่หวังจะให้มีปลาดังที่ตั้งใจ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ราวกับผู้แต่งตั้งใจแกล้งตัวละครเด็กทั้งสองให้ไปเจอกับหนองน้ำที่คล้ายจะมีปลา แต่ก็มีเพียงรอยเท้าขนาดหนึ่งย่ำซ้ำ ๆ ที่หนองน้ำนั้น หลายต่อหลายรอบ นั่นหมายถึงเด็กทั้งสองคนมาช้าเกินไป ดังข้อความตอนหนึ่งว่า “ไฮนั้น ๆ” “เจ้าแห้งร้องพร้อมชี้ไปยังช่องของกอข้าวช่องหนึ่งซึ่งกอข้าวส่วนมากในนั้นจะมีความสูงระดับใกล้เคียงกัน ผมหยุดและกวาดสายตาไปรอบ ๆ พร้อมเขย่งเท้าดูให้แน่ใจอีกที”(รวมเรื่องสั้นชนะการประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น,๑๑๘) จากข้อความนี้ทำให้เห็นว่าผู้แต่งสร้างตัวละครเด็กที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจสูงที่จะต้องจับปลาให้ได้ “เออ...แมนว่ะ” “เราสองคนไม่รีรอมุ่งตรงไปยังบริเวณนั้นทันที ผมยกขาข้ามกอข้าวซึ่งออกรวงแล้ว และพาดบนโนนดินที่กำลังนอนไขว้กันอยู่สองกออย่างระมัดระวัง โคลนที่ติดอยู่กับลำต้นและใบยังไม่ทันแห้งสนิทได้หยดลงในน้ำสีขุ่นเพียงพื้นราบเป็นรูปหนองเล็ก ๆ ล้อมรอบกอข้าว เมล็ดข้าวลีบที่ยังไม่เต็มเมล็ดร่วงลงปักรูโหว่รูปเท้าขนาดหนึ่งหลายรอบ” (รวมเรื่องสั้นชนะการประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น,๑๑๘)ในข้อความดังกล่าวทำเห็นว่าผู้แต่สร้างให้ตัวละครเด็กทั้งสองมีความยากลำบากเป็นอย่างยิ่งในการตามหาหนองน้ำที่ยังคงมีปลาหลงเหลืออยู่ แต่โชคชะตาไม่ได้โหดร้ายเกินไปหลังจากที่ผู้แต่งสร้างปมความขัดแย้งในใจให้เด็กชายที่มีความหวังว่าอยากจะได้ปลาตัวใหญ่กับเขาสักครั้ง ผู้แต่งจึงแก้ปมด้วยการไปเจอหนองน้ำที่มีปลาเข้าจนได้ ทั้งสองได้ปลาสมดังใจ แต่ผู้แต่งยังเพิ่มเรื่องราวในตอนนี้ให้น่าสนใจโดยการให้เด็กชายแห้งได้ช่วยเหลือเด็กชาย ที่เอาปลาออกมาจากโพรงใต้น้ำหรือที่อยู่ของมันไม่ไหวเพียงลำพัง ผู้แต่งมีการสอดแทรกการช่วยเหลือดูแลแบบชาวชนบทไว้ในฉากนี้ด้วย ดังความว่า “ปลาดุกใหญ่ มึงมาซอยกูแหน่” “ตัวมันลื่นเสียจนผมจับไม่ได้แค่เพียงลูบโดนหางก็ต้องรีบชักมือกลับเพราะกลัวโดนเงี่ยงตำ เมื่อหนทางที่จะเอามันออกจากโพรงนี้นั้นยากเต็มทีก็ไม่มีอะไรจะดีกว่าขอความช่วยเหลือจากเจ้าแห้งอีกแล้ว เจ้าแห้งคลำ ๆ สักพักก็ชักมือกลับแล้วล้วงเข้าไปใหม่ทำอย่างนั้นหลายครั้งจนหัวแนบติดกับโนนดินทำให้หน้าผากถูกับหญ้าไปมา” (รวมเรื่องสั้นชนะการประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น,๑๑๘)ในตอนนี้ผู้แต่งได้สะท้อนการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในชนบทผ่านเด็กสองคนที่กำลังช่วยเหลือกันให้ได้ปลาดุกตัวใหญ่ที่ทั้งสองคนมาดหมาย “เซา เซา เซา” “เจ้าแห้งพึมพำกับตัวเองคล้ายจะให้ปลาได้ยิน พร้อมกันก็กำหัวปลาดุกนาตัวโตออกมาจากโพรง”

                นอกจากปมความขัดแย้งใหญ่ในโครงเรื่องหลักแล้ว ในเรื่องยังประกอบไปด้วยปมความขัดแย้งรองซึ่งผู้เขียนได้สอดแทรกไว้ในโครงเรื่องรองอีกถึงสามปมที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกตื่นเต้นไปกับเรื่องราวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ปมความขัดแย้งเล็กๆที่ผู้แต่งสร้างขึ้นในเรื่องมีสองแบบดังจะอธิบายต่อไปนี้ ปมความขัดแย้งแบบแรกคือ ปมความขัดแย้งที่ผู้แต่งสร้างขึ้นและได้รับการแก้ความขัดแย้งในลำดับต่อมา มีสองปมด้วยกัน ลำดับแรกคือ ปมความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ในตอนที่เด็กชายทั้งสองหาปลาได้ดังใจแล้ว แต่นาที่เด็กทั้งสองคนไปหาปลานั้นเป็นนาที่เจ้าของหวงห้ามเป็นอย่างยิ่ง ในตอนนี้ผู้เขียนได้สร้างปมโดยให้เจ้าของนามาเจอกับเด็กทั้งสองที่กำลังหาปลาอยู่ในนาของตนเอง ทำให้เจ้าของนาโกรธเป็นอย่างมาก ในตอนนี้ผู้แต่งแก้ปมโดยการการให้เห็นสัญชาตญาณพื้นฐานของความกลัว คือการวิ่งหนีอย่างสุดชีวิตของเด็กทั้งสองคน ปมความขัดแย้งที่ได้รับการแก้ไขในอีกข้อหนึ่งคือ ปมความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ คือในตอนที่เด็กทั้งสองวิ่งหนีพ่อผู้ใหญ่เจ้าของนาได้แล้ว เด็กทั้งสองเกิดรู้สึกหิวจึงหยุดที่ต้นไม้ต้นหนึ่งเพื่อเก็บผลมันกิน ความขัดแย้งในตอนนี้คือ ระหว่างที่เด็กทั้งสองกำลังกินผลไม้อยู่บนต้นอย่างเอร็ดอร่อยก็ถูกฝูงมดรุมกัดจนทำให้ต้องรีบลงจากต้นโดยเร็ว เพื่อปัดเอามดออก ในตอนนี้ผู้แต่งก็ได้แสดงถึงความมีน้ำใจต่อกันคือ ทั้งสองคนช่วยกันปัดมดให้แก่กันและกัน ปมความขัดแย้งทั้งสองปมก็ได้รับการแก้ไขอยู่ในโครงเรื่องรองได้ในที่สุด

                ลักษณะของปมความขัดแย้งแบบที่สองคือ ปมความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการแก้ไข ปรากฏอยู่ในตอนท้ายของเรื่องคือ ปลาดุกนาตัวใหญ่ที่เด็กชายจับได้ในที่สุดหลังจากรอคอยมานาน ได้หล่นหายไปในตอนที่เด็กทั้งสองปีนต้นไม้กินผลของมันแล้วถูกมดกัน ปมในข้อนี้ จนถึงตอนจบผู้แต่งกล่าวว่าเด็กน้อยนอนหลับด้วยด้วยปีติที่ได้ปลาตัวใหญ่และด้วยความเหนื่อยล้าที่ได้รับจากการไปหาปลา ผู้แต่งได้ใช้การบรรยายภาพของปลาดุกตัวใหญ่ที่ถูกมดแดงรุมกัดและกำลังดิ้นเพื่อหนีจากความตาย จากการบรรยายในตอนนี้ทำให้ผู้อ่านได้รู้ว่า เด็กชายได้นอนหลับไปโดยไม่รู้เลยว่าปลาดุกใหญ่ที่จับได้หายไปแล้ว

                นอกจากการวางโครงเรื่องหลักและโครงเรื่องย่อยที่น่าสนใจแล้ว ผู้แต่งยังใช้การดำเนินเรื่องที่เป็นการดำเนินไปตามเข็มนาฬิกาคือ การดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบเป็นลำดับ ๆ ไปตามเวลา ในข้อนี้ทำให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราวได้ง่าย ทั้งยังส่งผลให้ปมความขัดแย้งในเรื่องมีความเด่นชัดเพราะไปต้องกังวลกับเวลาในเรื่อง และมีการทิ้งท้ายเรื่องให้ผู้อ่านได้คิดตามถึงเรื่องราวที่ตัวละครเด็กชาย ที่เป็นตัวละครเอกของเรื่องไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของตนเองจากการจับปลาดุกตัวใหญ่ได้ในครั้งนี้ได้หลุดลอยไปแล้วในที่สุด แต่ยังคงฝันหวานกับความสำเร็จที่เด็กชายภูมิใจ

                การดำเนินเรื่องที่ดำเนินไปตามเวลาส่งผลให้ตัวละครมีความโดดเด่น ตัวละครที่ปรากฏในเรื่องมีดังต่อไปนี้

                ตัวละครเอกในเรื่องคือ ตัวละครเด็กชาย เหตุที่ผู้แต่งไม่ได้ตั้งชื่อให้ตัวละครเอกเพราะ ผู้แต่งใช้ตัวละครเอกในการเล่าเรื่อง โดยใช้ตัวละครเอกแทนตัวตนของผู้แต่งคือ มีลักษณะที่มีความอดทนพยายาม ถึงแม้ว่าในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาเด็กชายไม่เคยได้ปลาตัวใหญ่ตามที่หวังไว้ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ ความหวังที่หวังมาโดยตลอด ทำให้เด็กชายทำสำเร็จในที่สุด เหตุที่ผู้อ่านกล่าวว่าผู้แต่งใช้ตัวละครเอกแทนตัวตนของผู้แต่งเพราะการเล่าเรื่องตลอดทั้งเรื่องเป็นการเล่าเรื่องของเด็กชายที่เป็นตัวละครเอกทำให้ผู้อ่านสามารถสรุปได้ว่า ผู้แต่งใช้ตัวละครเอกแทนตัวตนของผู้แต่งเอง

                ตัวละครเอกที่เป็นตัวดำเนินเรื่องจะไม่สมบูรณ์ หากขาดตัวละครที่คอยสนับสนุนนั่นคือ ตัวละครรองซึ่งประกอบไปด้วย ตัวละครเด็กชายแห้ง ซึ่งเป็นตัวละครที่เป็นเพื่อนกับตัวละครเอก ทั้งยังช่วยเสริมให้การแก้ปมความขัดแย้งในเรื่องคลี่คลายลงไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นปมความขัดแย้งในใจของตัวละครเอกที่ต้องการจะได้ปลาดุกตัวใหญ่ ด้วยความชำนาญในการจับปลาของตัวละคร แห้ง ทำให้ตัวละครเอกได้ปลาตัวใหญ่สมดังใจในที่สุด ตัวละครผู้ใหญ่เขียวที่เป็นตัวละครที่ทำให้ตัวละครเด็กทั้งสองเกิดความกลัว และแก้ปมโดยการวิ่งหนีอย่างสุดชีวิตเป็นตัวละครที่สร้างสีสันให้กับเรื่องได้เป็นอย่างดี ตัวละครพ่อกับแม่ของตัวละครเอกที่ช่วยทำให้เห็นปมสุดท้ายที่ตัวละครเอกก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเกิดปมนี้ในตอนจบของเรื่อง คือ ปลาตัวใหญ่ที่ตัวละครเอกจับได้เหลือแค่เพียงปลาตัวเล็กนิดเดียวอยู่ในย่ามของตัวละครเอก สร้างความขำขันในตอนจบให้กับเรื่อง

                ตัวละครเป็นส่วนที่สำคัญที่จะช่วยให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างมีชั้นเชิง แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ ฉากและบรรยากาศที่ปรากฏในเรื่อง ฉากในเรื่องเป็นฉากของท้องทุ่งในช่วงปลายฝนตนหนาวของเดือนตุลาคม ดังเช่นที่ผู้แต่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นเรื่อง ฉากในตอนนี้ทำให้ผู้อ่านได้ดื่มด่ำไปกับธรรมชาติของทุ่งนาที่เขียวขจีไปด้วยสีของใบข้าวที่ดูแล้วรู้สึกสดใส ฉากของต้นไม้ที่ให้ผลที่กินได้ซึ่งหาได้ง่ายตามชนบท ฉากของบ้านที่อบอุ่นซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกของบ้านที่มีพ่อแม่และลูก อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า สะท้อนถึงความเป็นแก่นแท้ของชนบทที่ครอบครัวจะมีความอบอุ่นอยู่กันพร้อมหน้า ทั้งยังหาอาหารแถบละแวกบ้านเพื่อมาทำกิน เรื่องราวของปลาข่อน้อยตาเซ่อสะท้อนความเป็นชนบทได้อย่างดียิ่ง

                ปลาข่อน้อยตาเซ่อ ของ รมย์ธีรา  วงค์นาชาติ ได้สอดแทรกกลวิธีการเขียนที่เรียบง่ายแต่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกตราตรึงไปกับ เนื้อเรื่อง ฉากบรรยากาศและตัวละคร นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้วสารัตถะหรือสาระความรู้ที่ผู้เขียนได้สอดแทรกไว้ภายในเรื่อง ทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงคุณค่าของการอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้อย่างดีทีเดียว สาระความรู้ในเรื่องแรกคือด้านการใช้ภาษา ผู้แต่งได้สอดแทรกภาษาท้องถิ่น นั่นคือ ภาษาอีสานไว้ในบทสนทนาตลอดทั้งเรื่อง คำไหนที่เป็นคำเฉพาะที่ผู้เขียนคิดว่า ผู้อ่านไม่สามารถรู้ความหมายได้ ก็ได้เพิ่มคำอธิบายไว้ท้ายเรื่องเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารได้ง่ายขึ้น

                นอกจากสาระความรู้ในเรื่องภาษาถิ่นของภาคอีสานแล้ว ผู้เขียนยังทำให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ในแทบอีสาน ที่การหาอาหารการกินเป็นไปได้โดยง่าย ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ท้องไร่ ท้องนา มีพืชผลต่างที่สามารถเก็บกินได้ตลอดตามฤดูกาล ให้ความรู้ด้านภูมิศาสตร์ถึงเรื่องพื้นที่ทางภาคอีสานจะทำนาข้าวในช่วงหน้าฝน แล้วพอถึงปลายฝนต้นหนาวน้ำในนาจะเริ่มแห้ง ข้าวเริ่มตั้งท้องเพื่อออกรวงในหน้าหนาวและก็จะถึงฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว

                สาระความรู้ที่หาได้จากเรื่องปลาข่อน้อยตาเซ่ออีกประการหนึ่งคือ สภาพสังคมของชาวอีสานที่อาศัยอยู่ร่วมกันเหมือนญาติพี่น้อง ซึ่งจะคอยแบ่งปัน พึ่งพาซึ่งกันและกัน จะเห็นจากที่เด็กชายพูดถึงเด็กชายแห้งว่าคือเพื่อนของเขาที่อยู่บ้านใกล้กัน หรือจะเรียกว่าญาติเพราะคนทั้งหมู่บ้านต่างนับถือกันเหมือนญาติ อ้างอิงจาก (รวมเรื่องสั้นชนะการประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น,๑๑๗)

                ผู้อ่านมีความรู้สึกถึงกลิ่นอายของความเป็นอีสานแท้ ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นอ่านเรื่องนี้ ผู้เขียนมีการใช้การบรรยายได้อย่างละเอียดจนทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงบรรยากาศที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผู้อ่านยังสามารถมองเห็นถึงคุณค่าต่าง ๆ ที่ได้รับจากเรื่องปลาข่อน้อยตาเซ่อ ดังต่อไปนี้

                คุณค่าที่ผู้อ่านมองเห็นในครั้งแรกที่อ่านเรื่องเลยคือ วัฒนธรรมที่เป็นแก่นแท้ของทางภาคอีสานที่ทุกๆบ้านในสมัยโบราณจะมีคล้ายกันคือ การทำมาหากิน อาหารที่ได้หาเอาตามท้องไร่ท้องนา วิถีชีวิตที่มีมีเหมือนตั้งแต่เด็กตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงผู้สูงอายุที่อยู่ในสังคมทางภาคอีสานมีการเรียนรู้และถ่ายถอดกัน สืบต่อ ๆ มา  คุณค่าด้านต่อมาที่ผู้อ่านมองเห็นคือ สังคมของคนในชนบทที่เห็นได้จากเรื่อง จะให้ได้ว่า หมู่บ้านในชนบทล้วนอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกัน ผู้เขียนสื่อสารออกมาโดยผ่านคำพูดของตัวละครเอก ที่พูดถึงเพื่อนของเขาที่ชื่อ แห้ง ว่าเป็นทั้งเพื่อนและญาติที่บ้านอยู่ในละแวกเดียวกัน อ้างอิงจาก(รวมเรื่องสั้นชนะการประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น,๑๑๗) ในส่วนนี้ทำให้ผู้อ่านได้เห็นสภาพสังคมของคนในชนบทที่อยู่กันด้วยความช่วยเหลือเกื้อกูล  อีกตอนหนึ่งที่สามารถเห็นได้ชัดเจนถึงการไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่แก่งแย่งให้ตนเองได้ดีเหนือกว่าผู้อื่นคือ ตอนที่ แห้งไปช่วยเด็กชายที่เป็นตัวละครเอกเอาปลาดุกตัวใหญ่ออกมาจากโพรง เมื่อเอาออกมาได้แล้ว ถึงจะเห็นว่าตัวใหญ่กว่าของตน ก็แค่เพียงชมว่าตัวใหญ่ แต่สุดท้ายก็นำปลาที่ได้ให้ตัวละครเอกไป อ้างอิงจาก(รวมเรื่องสั้นชนะการประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น,๑๑๘) ในตอนนี้ผู้เขียนสามารถสื่อสารกับผู้อ่านได้เป็นอย่างดีถึงความบริสุทธิ์ใจของการอยู่ร่วมกันของคนในชนบท

                เรื่องสั้น เรื่อง ปลาข่อน้อยตาเซ่อเป็นเรื่องสั้นที่สะท้อนสภาพสังคมและความเป็นอยู่ของชาวอีสานได้เป็นอย่างดี ผู้อ่านสามารถเข้าถึงรากของความเป็นอีสานโดยแท้ ทั้งนี้ในการวิจารณ์งานเขียนเรื่องสั้นของรมย์ธีรา  วงค์นาชาติ ผู้วิจารณ์ใช้มุมมองของผู้อ่านวิจารณ์เรื่องปลาข่อน้อยตาเซ่อ ตามหลักทฤษฎีการวิจารณ์ที่อิงจากตัวบทเป็นหลักในแนวของ IA Richards ตามที่ผู้วิจารณ์เห็นสมควร อาจกล่าวได้เลยว่าเรื่องปลาข่อน้อยตาเซ่อเป็นเรื่องสั้นที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจของผู้ที่อ่าน และจะยิ่งตรึงตราอยู่ในหัวใจหากผู้ที่อ่านเป็นเลือดเนื้อของลูกอีสานโดยแท้จริง เคยผ่านประสบการณที่มีความคล้ายคลึงกับในเรื่องจะยิ่งทำให้ รู้สึกได้ถึงสารที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารได้อย่างดียิ่งขึ้น หรือหากท่านผู้อ่านไม่ใช่ชาวอีสานก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความเป็นอีสานโดยแท้จริง

 ผู้วิจารณ์ Cookiecream