เรื่อง เสียงขานจากลานเก่า

ผู้แต่ง : มุกดา  แผนประดิษฐ์

 

                   วรรณกรรมเรื่อง เสียงขานจากลานเก่า เป็นวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้น ซึ่งเป็นผลงานของนางสาวมุกดา  แผนประดิษฐ์ ที่ได้รับรางวัลชมเชยจาก โครงการ“ประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”  ในส่วนเนื้อหาเรื่องราวของเรื่องนั้นจะเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีและเพลงพื้นบ้านของชาวบ้านในจังหวัดกาญจนบุรี  โดยจะเล่าผ่านตัวละครชายชราและเด็กชายคนหนึ่ง ที่จะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างกันระหว่างคนในชนบทและคนในเมือง และความผันแปรทางด้านวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของคนรุ่นก่อน ภาพและความทรงจำในอดีตที่เคยสวยงามมาก่อนนั้น ตอนนี้กำลังจะถูกลบเลือนและสูญหายไปตามกาลเวลาของยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

                   ในเรื่องนี้ผู้เขียนจะเสนอและสะท้อนเรื่องราวชีวิตอย่างเป็นจริง มุ่งเสนอปัญหาของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมประเพณีและความขัดแย้งระหว่างคนในสังคมใหม่และเก่า ซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่เรามองเห็นอยู่ในสังคมปัจจุบันนี้  ผู้เขียนได้ถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆที่ได้สัมผัสและพบเห็นผ่านตัวละครทำให้เรื่องที่นำเสนอนั้นมีความเหมือนจริง ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจถึงเรื่องราวและความรู้สึกของตัวละครที่ผู้เขียนพยายามที่จะสื่อให้แก่ผู้อ่าน อย่างเช่นปัญหาของคนในชนบทกับคนในเมืองซึ่งความเป็นอยู่ก็มีความแตกกันความสะดวกสบายก็มีไม่เท่ากัน  ปัญหาของเด็กวัยรุ่นสมัยใหม่ที่ถูกครอบงำด้วยสื่อเทคโนโลยีต่างๆที่ทำเด็กๆต่างก็ให้ความสนใจสิ่งเหล่านั้นมากกว่าที่จะให้ความสำคัญของวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่ยึดถือปฏิบัติกันมาช้านาน  อีกทั้งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางด้านเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันที่ข้าวของ ค่าครองชีพและสิ่งต่างๆมีราคาแพงขึ้น มีการแข่งขันกันมากขึ้นต่างคนต่างแกร่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเพื่อความมั่นคงทางอาชีพการงาน  ผู้เขียนเองได้นำเสนอเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสังคมออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน

                   การดำเนินเรื่องนั้นผู้เขียนได้เล่าเรื่องไปตามลำดับเวลา  โดยเรื่องราวทั้งหมดถูกเล่าโดยตัวละครชายชราคนหนึ่ง ซึ่งจะเล่าถึงวิถีชีวิตของคนในชนบท เล่าถึงประเพณีเข้าพรรษาเล่าถึงวัฒนธรรมการเกี่ยวข้าว การร้องรำเพลงในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวในนาของคนในหมู่บ้านหรือในชนบท  ผู้เขียนมีการใช้กลวิธีการแต่งในด้านการใช้ภาษาที่มีความเรียบง่าย สละสลวย เป็นภาษาที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่าย  ตัวอย่างเช่น

“ทุ่งข้าวเขียวกำลังเปลี่ยนฤดูกาลกำลังเปลี่ยนฝนหรือโลกกำลังเปลี่ยนแปลงในจักรวาลใหญ่นี้มีอะไรบ้างที่ยั่งยืน สังคมเศรษฐกิจกำลังเกิดการเปลี่ยนผัน เมล็ดเงินมีค่ามากกว่าเมล็ดผัก เรื่องปากท้องกำลังสำคัญรองลงมาจากอำนาจชาติพันธุ์กำลังถูกเหยียดหยาม วัฒนธรรมตะวันตกเข้าครอบงำดั่งเงามืดแห่งรัตติกาลคนแก่เริ่มเตรียมตัวตาย คนรุ่นใหม่เริ่มลาจากถิ่นฐาน ยุคข้าวแลกหมู ปลาปูแลกหมาก กำลังหมดไป มีอะไรบางอย่างที่เข้ามาแทนที่” (หน้า๑๑๐)  ในบทความที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่าผู้เขียนใช้ภาษาได้ค่อนข้างเข้าใจง่าย มีการเน้นคำซ้ำคำว่า “กำลัง” สิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงว่าในสังคมทุกวันนี้นั้นทุกอย่างกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเริ่มมีการถูกถดถอย ทั้งการดำรงชีพ สังคม วัฒนธรรม รวมไปถึงผู้คนในสังคมปัจจุบันนี้

 “สายลมเย็นยะเยือกยามย่ำค่ำ ลมป่าพัดมาหวีดหวิวจิ้งหรีดเรไรร่ำร้องเป็นทำนองเสนาะ น้ำค้างลงชะล้างคราบเขม่าบนใบไม้ บรรยากาศเงียบสงัดอย่างนี้ไม่ค่อยน่าอภิรมย์สักเท่าไหร่” (หน้า ๑๑๑) ซึ่งในบทความตอนนี้ผู้เขียนเองนั้นมีการบรรยายถึงบรรยากาศในเวลานั้นว่ามีลมเย็นเป็นช่วงเวลาพลบค่ำมีเสียงจิ้งหรีดร้องดังบรรยากาศรอบข้างเงียบจนดูวังเวง ผู้เขียนเองก็เขียนบรรยายออกมาได้อย่างเห็นภาพชัดเจนและภาษาที่ใช้ก็เข้าใจง่าย 

                   ผู้เขียนมีการสร้างตัวละครในเรื่องให้มีความสัมพันธ์กันกับเรื่องราว โดยสร้างตัวละครชายชราและตัวละครเด็กชายคนหนึ่งขึ้นมา การที่ผู้เขียนเลือกเล่าผ่านตัวละครชายนั้นเพราะใช้ตัวละครชายเป็นสัญลักษณ์แทนความเข้มแข่งและแข่งแกร่งซึ่งต่างตัวละครที่เป็นหญิงจะเป็นสัญลักษณ์แทนความอ่อนหวานนุ่มนวลนั้นเอง  โดยในเรื่องนี้นั้นผู้เขียนให้ตัวละครชายชรานั้นแทนคนในชนบทคนรุ่นเก่าที่ยึดถือปฏิบัติและถ่ายทอดประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นนั้น และตัวละครเด็กชายแทนคนรุ่นใหม่สมัยใหม่ที่มีความคิดและการยึดถือปฏิบัติที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน  โดยทั้งสองตัวละครจะมีความแตกต่างกันซึ่งความแตกต่างนี้ก็จะนำไปสู่จุดการเปลี่ยนแปลงของเรื่องราวทั้งหมด โดยจะเริ่มจากการที่เด็กในยุคสมัยปัจจุบันให้ไปสนใจพวกสื่อเทคโนโลยีต่างๆมากขึ้น ไม่สนใจที่จะสืบทอดวัฒนธรรมอันดีงามของตนเอง เด็กที่เคยอยู่ในชนบทก็ต่างทยอยเข้าไปสู่เมืองหลวงเสาะหาความสะดวกสบาย จนทำให้วัฒนธรรมประเพณีต่างๆไม่มีคนรุ่นหลังสืบทอดและกำลังจะถูกลบเลือนไป อาทิเพลงพื้นบ้านที่ใช้ร้องรำกันในโอกาสต่างๆ จนนำเรื่องราวต่างๆไปสู่จุดจบ โดยผู้เขียนได้นำเสนอสภาพสังคมบางส่วนให้ผู้อ่านเห็นอย่างเด่นชัดโดยผ่านตัวละครทั้งสอง

                   ในส่วนของฉากและบรรยากาศภายในเรื่องนั้นผู้เขียนมีการใช้ฉากอยู่จำนวนไม่มากนัก และฉากส่วนใหญ่จะเป็นฉากในชนบท ฉากบรรยากาศธรรมชาติ ฉากวิถีชีวิตของคนชนบท ในแต่ละฉากนั้นก็จะมีความเกี่ยวเนื่องกันข้องเรื่องราวมีอิทธิพลส่งถึงตัวละครของเรื่องด้วย  เช่น “ท้องฟ้าวันนี้สีหม่น ๆ รังนกกระจาบบนยอดไผ่ไหววูบตามแรงลมความเร่งรีบ ค่านิยม เงินทอง การแก่งแย่งทำให้คิดถึงช่วงเวลาแห่งความทรงจำไม่อยากอยู่กับปัจจุบัน อยากให้อดีตหวนคืนกลับมาทั้งปิ่นโตข้าวที่บรรจุอาหารพื้นบ้านอร่อยเลิศ หมากเก็บ เป่ากบที่เคยเล่นใต้ร่มคูนใหญ่นึกถึงเสียงโห่ร้องเพลงร่อยพรรษา หนุ่ม ๆ สาว ๆ ร้องเพลงพาดผ้าหรือเพลงเหย่ย อยากกลับไปดูการแข่งขันเรือหางยาวที่มีฝีพายร่างกายกำยำแข็งแกร่ง ดอกบัวที่แม่เคยเก็บไปไหว้พระคงบานเต็มบึง” (หน้า ๑๑๒)  จากบทความที่กล่าวมานั้นผู้เขียนทำให้เห็นถึง จากบทความที่กล่าวมานั้นผู้เขียนทำให้เห็นถึงฉากที่เกี่ยวเนื่องกับตัวละคร ที่ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจความคิดความรู้สึกของตัวละครว่าในเวลานี้เขาคิดถึงอดีตสมัยแต่ก่อนมาก  ซึ่งฉากและบรรยากาศในตอนนี้ก็ส่งผลกระทบต่อจิตใจของตัวละครตัวนั้นด้วยเช่นกัน

                   แก่นเรื่องหรือสารัตถะที่สำคัญของเรื่องที่ผู้แต่งพยายามสื่อให้เห็นนั้นก็คือ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัญหาของเรื่องนี้ เช่น “รอยยิ้มบนใบหน้าเหี่ยวย่น ดวงตาสะท้อนภาพความเป็นเด็กชายผู้เปี่ยมด้วยพลัง การที่เขาตัดสินใจมายืนรอรถไฟที่ชานชาลาในวันนี้ ความรู้สึกต่างจากในวันนั้น ในโบกี้รถไฟ สายตาที่มุ่งมั่นจับจ้องมายังบ้านเกิด เขาได้พบกับสิ่งที่เขาโหยหา ไม่ใช่แค่ฝูงวัวเท่านั้นที่เขาทอดทิ้ง วัฒนธรรมนั่นด้วยที่เขาหลงลืม ชนบทที่ถูกเรียกว่าบ้านป่า ซ่อนความมีตัวตนของจารีตประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่รู้ว่าโลกภายนอกจะมองเขาอย่างไร เขาจะมีคุณค่าอยู่ในหน้าจอกล่องพลาสติกหรือไม่ เขาไม่สนใจหรอก เพราะเขามีจุดยืน สิ่งใดก็ตามที่ล้ำค่าหากไม่มีใครรักษาก็จะสาบสูญ”

 จากบทความนี้ตัวผู้เขียนเองอยากให้ผู้อ่านหรือคนรุ่นหลังนั้นให้ความสำคัญแกสิ่งต่างๆเหล่านี้ ให้รู้จักเก็บรักษาซึ่งวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่บรรพบุรุษที่คนรุ่นก่อนๆสร้างมันมาแต่ช้านาน อย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้หายไปจากท้องถิ่นที่เราอยู่อาศัย อย่าปล่อยให้มันกลายเป็นเพียงความทรงจำที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งคุณค่า ซึ่งผู้เขียนเองก็ได้แสดงจุดมุ่งหมายของเรื่องไว้อย่างชัดเจน

                   เรื่องเสียงขานในลานเก่านี้เป็นเรื่องสั้นที่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชนบทได้ชัดเจน ในส่วนของคุณค่าของด้านอารมณ์นั้นผู้แต่งก็สามารถทำให้ผู้อ่านมีความรู้สึกและเข้าถึงเรื่องราวต่างๆที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาได้ค่อนข้างดี  นอกจากนี้แล้วในเรื่องสั้นเรื่องนี้ผู้เขียนเองก็ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเพลงเหย่ย เพลงร่อย การขับขานเปษณนาทฉันท์ ๑๖ ซึ่งทำให้ผู้ที่อ่านเองนั้นได้ความรู้และได้รู้จักบทเพลงต่างๆที่ใช้ลองเล่นให้ช่วงต่างๆ ทั้งตอนเก็บเกี่ยวข้าว ตอนเข้าพรรษาอีกด้วย และสุดท้ายนี้วรรณกรรมเรื่องสั้นเรื่องนี้ยังแสดงและสะท้อนให้ให้ถึงการเป็นอยู่การดำรงชีพของคนในสังคมปัจจุบัน ได้เห็นถึงขนบธรรมเนียมประเพณี  ความเชื่อ  ค่านิยมและจริยธรรมที่ผู้คนใช้ร่วมกัน ได้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆไว้อย่างสวยงาม และยังทำให้ผู้อ่านได้ครุ่นคิดตามอีกด้วยว่าถ้าหากไร้ซึ่งคนรุ่นเก่าที่ค่อยถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณีดีงามเหล่านี้ จะมีใครบ้างที่จะเป็นคนค่อยถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้คงอยู่สืบต่อไป