บทวิจารณ์วรรณกรรมเรื่อง “แม่เบี้ย”          
                       บทประพันธ์เรื่อง “แม่เบี้ย” เป็นนิยายไทยที่ประพันธ์โดย วาณิช จรุงกิจอนันต์ ถือเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของคนจำนวนมากเนื่องจากได้มีการนำเรื่องราวจากบทประพันธ์ดังกล่าวมาถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ มากถึงใน ๓ เวอร์ชั่นด้วยกัน ซึ่งผู้วิจารณ์นั่นเริ่มวิจารณ์ตั้งแต่ชื่อเรื่องคือ  “แม่เบี้ย” ว่าเป็นชื่อเรื่องที่ได้จากการนำจุดเด่นของงูเห่าอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเรื่องที่ผู้แต่งสร้างขึ้นและนำเอาจุดเด่นของงูเห่านั้นมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง โดยเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่างูเห่านั้นมี “แผ่แม่เบี้ย” เพื่อปกกันอันตรายเป็นจุดเด่น เมื่อยิ่งมีแม่เบี้ยที่ใหญ่เพียงใดยิ่งทำให้ดูเป็นงูที่น่ากลัวน่าเกรงขามเท่านั้น จึงถือเป็นการเริ่มวิจารณ์ได้สวยงามถูกจุดและน่าสนใจ เพราะชื่อเรื่องนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่เร้าความสนใจผู้อ่านและเป็นที่จดจำกันได้ทั่วไป นอกจากนี้ผู้วิจารณ์ยังได้เชื่อมโยงชื่อเรื่องไปสู่แก่นหลักของเรื่องว่าหากผู้แต่งได้เลือกนำงูมาเป็นสัญลักษณ์แล้วแก่นหลักของเรื่องก็คงหนีไม่พ้นการแผ่แม่เบี้ยของงูเห่าเพื่อเฝ้าระวังอันตรายรอบตัว อันแฝงความหมายโดยนัยไว้อย่างลึกซึ้งแน่นอน ถือเป็นการเชื่อมโยงการวิจารณ์ที่ดีทำให้เนื้อหามีความสัมพันธ์กันและเข้าใจง่าย               ผู้วิจารณ์นำเข้าสู่เนื้อหาโดยการเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญของเรื่องคือการปรากฏตัวของงูเห่า ว่ามักจะปรากฏตัวขึ้นในเหตุการณ์ที่ตัวละครเอกมีเพศสัมพันธ์กัน รวมถึงฉากที่ ‘เมขลา’ ตัวละครเอกของเรื่องมีการกระทำที่ไม่ดี ทั้งนี้งูเห่ายังปรากฏอยู่ในบริเวณรอบๆบ้านเรือนไทยของ ‘เมขลา’ ที่จังหวัดสุพรรณบุรีเท่านั้น โดยผู้วิจารณ์ให้เหตุผลว่างูเห่านั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้แต่งสร้างขึ้นมาเพื่อแสดงถึงการปกป้องอันตรายจากภัยที่คุกคาม และการปรากฏตัวของงูเห่านั้นก็ยังแฝงความหมายไปถึงการทำตามจารีตประเพณีอีกด้วย ซึ่งผู้แต่งนั้นใช้งูเห่าเป็นสัญลักษณ์และปรากฏในขณะที่ตัวละครที่สิ่งที่ผิดจารีตประเพณี เพื่อเป็นการเตือนแก่ตัวละครว่ากำลังทำสิ่งไม่ดีอยู่นั่นเอง จากนั้นผู้วิจารณ์ได้เริ่มอธิบายต่อว่างูเห่าเป็นเหมือนตัวแทนบรรพบุรุษของ ‘เมขลา’ ที่เฝ้ามองเธออยู่ เพื่อเตือนให้เธอรู้สึกละอายต่อบาปที่ได้ทำผิดไป ทั้งนี้ยังได้ยกข้อความจะเนื้อเรื่องในนวนิยายมาประกอบให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น คือ “เมขลารู้ว่ามันคือเขา และไม่ได้คิดหาเหตุผลใดอื่น เมื่อนั้นเองที่เธอเกิดความรู้สึกพิพักพิพ่วน สวาทรสรมณีย์ที่เพิ่งผ่านดูจะปลาสนาการไปสิ้นจากความรู้สึก มีความละอายอางขนางเกิดขึ้นมาแทน รู้สึกเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่เธอหวาดกลัวขามเกรงได้รู้และมองเห็นประพฤติปฏิบัติที่เพิ่งจะผ่านมา และรอการกลับมาบ้านของเธอเพื่อกล่าวประณามตำหนิ” (หน้า 61) และผู้วิจารณ์ได้ขยายความต่อว่าแม้เมขลาจะรู้สึกผิดจากการกระทำเมื่อเห็นงูเห่าปรากฏขึ้น และพยายามคิดว่าเป็นการกระทำสมัยใหม่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกก็ตาม แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหนีจากกรอบของจารีตประเพณีของไทยไปได้ เนื้อหาดังกล่าวที่ผู้วิจารณ์ขยายความจึงเป็นข้อคิดสำคัญที่กล่าวได้อย่างถูกต้องแล้ว และยังเป็นการสะท้อนสภาพสังคมได้อย่างชัดเจนว่าปัจจุบันมีผู้คนกระทำความผิดเช่นนี้อยู่มากโยการอ้างว่ารับอิทธิพลมาจากตะวันตกโดยลืมที่จะตระหนักว่าตนเองนั้นอยู่กรอบของสังคมไทย ไม่ว่าอย่างไรก็มิอาจหนีไปให้พ้นจากกรอบของสังคมอันเป็นจารีตที่ยึดปฏิบัตินี้ได้                              นอกจากนี้ผู้วิจารณ์ยังได้อธิบายงูเห่าในสัญลักษณ์ของการปกป้องได้อย่างชัดเจนโดยการยกเหตุการณ์ที่เด็กหญิงนวล เด็กหญิงที่อาศัยอยู่บ้านเรือนไทยของเมขลานั้นถูกข่มขืนแต่ก็รอดมาได้เมื่องูเห่าปรากฏให้ผู้ร้ายทั้งสองคนนั้นเห็นและงูเห่าก็แสดงท่าทีทำร้ายชายทั้งสองนั้นให้ถึงแก่ชีวิต และยังมีเหตุการณ์ต่างๆอีกที่แสดงถึงความเป็นผู้ควบคุมให้ตัวละครประพฤติอยู่ในกรอบจารีตอันดีงาม ขณะเดียวกันก็เป็นผู้คอยปกป้องผู้ทำถูกจารีตให้พ้นจากภัย ตลอดจนยังเป็นผู้เตือนถึงอันตรายต่างๆที่จะเกิดขึ้นด้วย เช่น ฉากที่เมขลาแสดงออกถึงความรำคาญงูเห่าอยู่บ้างแต่ท้ายที่สุดเธอก็รักและมีความสงสารงูเห่าเมื่อบาดเจ็บ …“ร่างนั้นผ่านหน้าเข้ามาใกล้ เมขลาเอื้อมมือไปหมายจะลูบด้วยความรู้สึกสงสาร แต่ไม่ทันที่เธอจะสัมผัส ร่างดำยาวที่เลื้อยอืดอาดช้าเชื่องนั้นก็เปลี่ยนอาการ ยกหัววูบขึ้นอย่างรวดเร็ว แผ่แม่เบี้ยส่งเสียงขู่ฟ่อราวกับเสียงแมวตัวเขื่อง” (หน้า 413) ทว่าทั้งที่งูเห่าส่งสัญญาณอันตราย เมขลาก็ยังไม่คิดว่าตนถูกคุกคาม และงูเห่าก็ไม่ได้ทำร้าย คล้ายเพียงต้องการเตือนเท่านั้น “เมขลายื่นมือไปตรงหน้าแม่เบี้ยนั้น เธอรู้ตัวว่าเธอกำลังทำอะไร ความมั่นใจว่าสัตว์เลื้อยคลานตัวนี้จะไม่มีวันทำร้ายเธอนั้นยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยม แม่เบี้ยใหญ่ส่ายน้อยๆ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฉกลง” (หน้า 413)…              
                    จากเนื้อหาดังกล่าวที่ผู้วิจารณ์ได้ยกมานำเสนอนั้น จะเห็นว่าผู้วิจารณ์ค่อนข้างอธิบายการใช้สัญลักษณ์ของผู้แต่งได้อย่างชัดเจนว่า ‘งูเห่าที่แผ่แม่เบี้ย คือ กรอบจารีตประเพณีไทย’ ที่คนไทยควรยึดถือปฏิบัติและไม่ควรละเลยเพราะถือเป็นสิ่งที่ดีงามอยู่แล้ว หากใครปฏิบัติตามจารีตจารีตก็จะปกป้องท่าน(เหมือนเหตุการณ์ที่งูเห่ามาปกป้องเด็กหญิงนวลให้พ้นจากการถูกข่มขืน) แต่หากใครไม่ปฏิบัติตามก็จะได้รับโทษ (เหมือนชนะชลที่เสพกามกับเมขลาทั้งที่มีภรรยาอยู่แล้วซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดต่อจารีตงูเห่าก็หมายเอาโทษถึงชีวิต) เช่นเหตุการณ์ที่ผู้วิจารณ์ได้ยกมาประกอบนี้ …“ความต้องการกำจัดงูเห่าเริ่มครอบคลุมจิตใจของเขาอีกครั้งอย่างรุนแรง ...เขาจะพบมันได้ที่ไหน เจ้างูเห่าวายร้ายตัวนั้น เจ้างูเห่าตัวมารขัดขวางความปรารถนาของเขาตัวนั้น” (หน้า 326) ซึ่งในภายหลังที่ชนะชลตัดสินใจทำตามความต้องการของตนโดยแท้ และเลือกจะหย่ากับไหมแก้ว เมื่อกลับมาที่บ้านของเมขลาอีกครั้งจึงถูกงูเห่าฉก พลัดตกเรือ และจมน้ำตาย…               ในเนื้อหาของบทวิจารณ์บางส่วนที่ยกมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าผู้วิจารณ์วิจารณ์เรื่องราว “แม่เบี้ย” ในกรอบของจารีตประเพณีไทยโดยการวิจารณ์ไปตามเนื้อเรื่อง และเหตุการณ์สำคัญในเรื่องที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการวิจารณ์ไปพร้อมกับการวิจารณ์ตัวละครสำคัญทีละตัว ผ่านเหตุการณ์ที่ยกมาดังกล่าวได้อย่างแยบคาย ในตอนท้ายผู้วิจารณ์ได้กล่าวถึงลุงทิมตัวละครสำคัญอีกหนึ่งคนที่เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ตัวละครอื่นๆในเรื่อง ในการประพฤติตามจารีตอย่างเคร่งครัดเพราะลุงทิมคือคนเก่าคนแก่ที่อยู่กับบ้านเรือนไทยหลังนี้มานานลุงทิมจึงรู้จึงประสงค์การปรากฏตัวของงูเห่านี้ดี ซึ่งแน่นอนว่างูเห่านี้มีความสัมพันธ์ประหนึ่งบรรพบุรุษของเมขลาและจะปรากฏให้เห็นเมื่อเมขลาทำความผิด ในทัศนของลุงทิมงูเห่าจึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของบาปที่เกิดจากการกระทำของคนที่ทำผิดต่อจารีตประเพณีไทย                      ผู้วิจารณ์สามารถวิจารณ์นวนิยายเรื่อง “แม่เบี้ย” นี้ได้อย่างถูกต้องและชัดเจนแต่หากจะให้เนื้อหาการวิจารณ์นี้สมบูรณ์นั้นผู้วิจารณ์ควรกล่าวถึงกลวิธีการแต่งที่แยบยลของผู้แต่งด้วย เพราะเรื่อง      “แม่เบี้ย” ที่เป็นที่จดจำของคนหมู่มากและได้รับการนำไปปรับเป็นบทภาพยนตร์แล้ว แน่นอนว่ากลวิธีการดำเนินเรื่องราวนั้นย่อมมีความน่าสนใจและดึงดูดผู้ให้ติตามได้ไม่น้อย ก็คือกลวิธีการดำเนินเรื่องโดยการใช้การเสพสังวาสของตัวละครเป็นการดำเนินเรื่องให้น่าติดตาม เนื่องจากแก่นแท้ของเนื้อเรื่องนั้นให้ข้อคิดเกี่ยวกับจารีตของไทยที่ยึดปฏิบัติ แต่ในจิตใจของมนุษย์นั้นย่อมมีกิเลสเป็นเครื่องยั่วยุให้ประพฤติผิดจารีตโดยเฉพาะความประพฤติผิดในกามเป็นสิ่งที่ผู้คนมองข้ามและไม่ใส่ใจในการยึดปฏิบัติให้เป็นไปตามจารีตโดยอ้างถึงวัฒนธรรมต่างชาติและเรื่องของสภาวะความต้องการของร่างกายต่างๆมาเป็นข้อสนับสนุนให้มนุษย์ทำผิดต่อจารีตประเพณี                ซึ่งกิเลสในกามถือเป็นสิ่งวาบหวามที่มนุษย์มักหลงใหลและยอมพ่ายแพ้ต่อกิเลสนี้อยู่เสมอ        จึงถือเป็นสิ่งเร้าสำคัญที่สามารถดึงดูดให้ผู้อ่านเกิดความสนใจและติดตามเรื่องราวมากขึ้น ผู้เขียนจึงใช้การ    เสพสังวาสของตัวละครเป็นกลวิธีในการดำเนินเรื่องให้มีความตื่นเต้นน่าติดตาม และประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์                ทั้งนี้การวิจารณ์ของผู้วิจารณ์ดังกล่าวถือเป็นบทวิจารณ์สำคัญที่จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงแก่นหลักของเนื้อหาเรื่อง “แม่เบี้ย” ได้อย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่หลงติดอยู่กับความวาบหวิวของกลวิธีในการแต่งอันเป็นสิ่งยั่วยุลวงตาหาแก่นสารที่แท้จริงไม่ได้