แม่ฮ้างกล่อมลูก

เรื่องสั้นรางวัลชมเชย

โครงการ “ประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น

เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี”

          เรื่องสั้นแม่ฮ้างกล่อมลูก เป็นผลงานของ นางสาวธนณัฏฐ์ อารยสมโพธิ์ นักศึกษาคณะครุศาสตร์  สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ได้รับรางวัลชมเชย  ในโครงการ “ประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น เทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เนื่องในงาน“ราชภัฏบุรีรัมย์ มหกรรมวิชาการและวัฒนธรรมนานาชาติ” ๑๕ กุมพาพันธ์ ๒๕๖๑

ผู้เขียนนำเสนอเรื่องที่มีกลิ่นอายของความรัก ความผูกพัน ศิลปวัฒนธรรมด้านการฟ้อนรำ ได้อย่างลึกซึ้งเข้าอารมณ์ ข้าพเจ้าจึงนำมาวิจารณ์ตามทฤษฎีของ ไอ.เอ.ริชาร์ด (I.A.Richard) ตามองค์ประกอบดังต่อไปนี้

 

โครงเรื่อง

             เรื่องราวของไหม เด็กหญิงที่พ่อและแม่แยกทางกัน ไหมอยู่กับแม่ซึ่งเป็นครูสอนนาฏศิลป์ นานๆครั้งพ่อของไหมจะมาหา แม่ฝึกให้ไหมรำตั้งแต่ยังเด็ก กระทั่งไหมเติบโตขึ้น มีการจัดประกวดฟ้อนรำ ผู้ชนะจะได้ไปแข่งขันที่กรุงเทพ  แม่ให้ไหมเลือกใช้เพลง แม่ฮ้างกล่อมลูกตามที่แม่ต้องการ แต่น่าเสียดายที่ไหมไม่สามารถเป็นผู้ชนะในครั้งนั้นได้ ไหมเสียใจนอนร้องไห้ไปหลายวัน และนึกโกรธทุกอย่างรวมทั้งแม่ด้วย ไหมเลี่ยงที่จะไม่คุยกับแม่นานหลายวัน จะวันหนึ่งแม่ออกไปทำงานตามปกติ เสียงโทรศัพท์จากแม่ดังขึ้นหลายสาย แต่ไหมไม่รับ จนที่สุดไหมใจอ่อน แต่ไม่ใช่เสียงแม่ หากเป็นข่าวร้ายว่าแม่ขอไหมเสียชีวิตแล้ว ในวันเผาศพแม่ ไหมรำหน้าไฟด้วยเพลงแม่ฮ้างกล่อมลูก ไหมเข้าใจถึงความรู้สึกของการรำและต้องการให้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมที่แม่พร่ำสอนมาโดยตลอด

 

การเปิดเรื่อง

เปิดเรื่องโดยการพรรณนา บรรยายถึงความเป็นไปต่างๆ และการกระทำของตัวละคร เพื่อให้ผู้อ่านนั้นรู้สึกอยากติดตามถึงเหตุการณ์ให้ความเป็นไปต่างๆ ดังข้อความที่ว่า

   “หน้าหนาวปีนี้ ฤดูเก็บเกี่ยวผ่านไปแล้ว ต้นข้าวเหลือแต่ตอซัง พระอาทิตย์เพิ่งลอยสูงได้เพียงเส้นขอบฟ้า หมอกขาวยามเช้าโรยตัวละเอียดอยู่เหนือยอดต้นมันสำปะหลัง เสียงหมาเห่าได้ยินมาแต่ไกล กลิ่นควันที่ชาวบ้านก่อไฟเพื่อหุงหาอาหารฟุ้งอยู่ในอากาศ กีบเท้าควายนับสิบเดินเชื่องช้าผ่านหน้าบ้านไป”และการกระทำของตัวละคร เพื่อให้ผู้อ่านอยากรู้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปเนื่องจากตัวละครได้แสดงพฤติกรรมบางอย่างที่ชวนติดตาม ดังข้อที่ว่า “ไหมเดินขึ้นบ้านโดยไม่ได้สนใจเสียงของแม่ นึกโกรธแม่อยู่ในใจ ปิดประตูใส่กลอนแล้วทิ้งตัวลงบนฟูกนุ่น ซุกหน้าลงบนหมอนแล้วร้องไห้อยู่คนเดียว”

 

 

 

การดำเนินเรื่อง

ดำเนินเรื่องไปตามลำดับเวลาหรือตามเข็มนาฬิกาเดินตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้ผู้อ่านนั้นเข้าใจเนื้อเรื่องได้อย่างไม่สับสน และเพื่อให้เกิดความไหลลื่นของเนื้อเรื่อง

ความขัดแย้ง จะเห็นความขัดแย้งที่เด่นชัดในเรื่องเป็นอย่างมาคือความขัดแย้งของมนุษย์กับมนุษย์ ไหมและแม่นั้นมีความขัดแย้งกันมาโดยตลอด ในใจของไหมนั้นไม่ได้อยากจะรำแต่เนื่องจากเป็นความต้องของแม่ ไหมจึงต้องทำตามที่แม่ต้องการ ทำให้ไหมนั้นรู้สึกตะขิดตะขวงใจมาโดยตลอด ดังข้อความที่ไหมพูดกับแม่ว่า

             “ไหมไม่รำแล้วได้ไหมแม่ ไหมปวดแขน”

             ไหมเคยโอดครวญตอนที่แม่ให้ไหมซ้อมรำจนดึกดื่น

            “ไม่ได้นะไหม ไหมต้องฝึกเยอะๆ การฝึกจะทำให้เรารำเก่งขึ้น ทำให้เราฝึกสื่อสาอารมณ์ได้ดีขึ้น”

          “ไหมรู้ แต่ไหมหมายถึง ไหมจะเลิกรำตลอดไปเลยไงแม่”

            “ไม่ได้” แม่ยื่นคำขาด ไหมก็ทำได้แต่เพียงแค่ยอมทำตาม

จากข้อความข้างต้นนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และมนุษย์แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งของมนุษย์ที่เกิดขึ้นภายในใจของตัวเอง คือไหมนั้นรู้สึกไม่ชอบที่จะรำมาโดยตลอด แต่ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นจากจุดนี้ได้ เนื่องจากเป้นความต้องการของแม่ ทำให้เกิดความคิดด้านลบและขัดแย้งภายในใจตนเองของไหม

และความขัดแย้งของมนุษย์และมนุษย์อีกอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเช่นกันอีก็คือ ความขัดแย้งระหว่างแม่กับพ่อที่จะเห็นได้ตั้งแต่ตอนต้นเรื่องที่เนื้อเรื่องเป็นตัวเล่าบอกผ่าน ว่าพ่อและแม่ของไหมนั้นแยกทางกันตั้งแม่ไหมอยู่ ป.3 นั้นแสดงถึงความขัดแย้งที่มีระหว่างพ่อแม่แม่ของไหม และมีเหตุการณ์ที่ตอกย้ำความขัดแย้งของพ่อแม่แม่เกิดขึ้นอีก คือ ตอนที่ไหมแพ้การประกวด ไหมนอนร้องไห้ พ่อมาหาไหม และก็เกิดการทะเลาะกับแม่ว่าไม่อยากให้บังคับให้ไหมรำ ดังข้อความที่ว่า

       “แต่นี่ก็ลูกผม ลูกไม่ชอบก็อย่าไปบังคับลูก  ซ้อมรำทุกวันมันทำให้ลูกเสียเวลาอ่านหนังสือรู้มั้ย หรือคุณอยากให้ลูกเรียนโรงเรียนกระจอกๆแบบที่คุณสอน”

           “ลูกฉัน ฉันรู้ดีว่ามันเป็นคนยังไง มันไม่ได้ไม่ชอบ มันแค่ขี้เกียจ ส่วนเรื่องการเรียนคุณไม่ต้องห่วง ฉันดูแลลูกได้”

 

ปิดเรื่อง

ตอนจบของเรื่อง จบลงอย่างโศกนาฏกรรม  แม่ของไหมนั้นเสียชีวิต และในตอนนั้นไหมยังโกรธแม่อยู่ ไหมนั้นไม่ได้บอกลาแม่สักคำ ถือเป็นการปิดเรื่องอย่างโศกเศร้า แต่ผู้เขียนได้ทิ้งความปิติที่เกิดขึ้นในใจของตัวละครที่มีความคิดด้านลบต่อการรำอย่างไหมไว้ในตอนท้าย ว่าไหมเข้าใจการรำทีออกมาจากใจ เข้าใจสิ่งที่แม่ต้องการให้สืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมไว้ เข้าใจถึงความรักของแม่ ที่ไหมนั้นคิดถึงความอบอุ่นของแม่ที่มีให้ไหมมาโดยตลอด ดังข้อความที่ว่า

 “เมื่อเสียงของโน้ตเพลง แม่ฮ้างกล่อมลูกตัวแรกดังขึ้นไหมก็เข้าใจแล้วว่าการรำโดยใช้ใจนั้นคืออะไร เรื่องราวชีวิตของแม่กลับเข้ามาในความทรงจำของไหม จากคือวันเก่าๆ ที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาจนวันที่พ่อทิ้งไป ภาระทั้งหมดตกอยู่ที่แม่ภาพที่แม่คอยเคี่ยวเข็ญให้ไหมรำและอนุรักษ์วัฒนธรรมของอีสานไว้ การรำครั้งนี้ของไหมไม่ได้รำเพื่อรางวัลใดๆ และไม่จำเป็นต้องมีคำชื่นชมจากใครทั้งสิ้น ไหมรำด้วยหัวใจ ด้วยความรักทั้งหมดที่มีหวังเพียงสัมผัสถึงความรักทั้งหมดที่ไหมมีต่อแม่ การรำทำให้ไหมรู้สึกอบอุ่นและเชื่อโยงต่อแม่ ทุกครั้งที่รำเหมือนไหมได้อยู่ใกล้ๆ แม่ และเหมือนว่าไหมได้เดินทางเข้าไปใกล้บรรพบุรุษรุ่นอื่นๆก่อนหน้าแม่ เดินทางสู่รากเหง้าของตนเองขณะก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับโลกปัจจุบัน”

 

สารัตถะ/แก่นเรื่อง

แม่ฮ้างกล่อมลูกสารัตถะของเรื่องคือผู้เขียนต้องการสื่อถึงความสำคัญการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมด้านการฟ้อนรำให้คงสืบไป ผ่านตัวละครที่ชื่อไหม เด็กหญิงที่ไม่ชอบการรำแต่แม่ของเธอเคี่ยวเข็ญ จนสดท้ายเธอถึงรับรู้และเข้าใจถึงความสำคัญ เช่นเดียวกันกับหลายคนในปัจจุบันที่มองข้ามศิลปวัฒนธรรมของไทยไปเสียหมด จนแทบไม่มีเยาวชนรุ่นใหม่ที่เห็นความสำคัญจะมาสืบสาน ศิลปวัฒนธรรมของเราก็ค่อยสูญหายไป

 

ตัวละคร

ตัวละครหลักมีอยู่สองตัวคือ ไหมและแม่ส่วนตัวละครรองคือพ่อของไหม

ไหม เด็กหญิงที่อาศัยอยู่กับแม่สองคน ซึ่งไหมจะต้องเรียนฟ้อนรำตั้งแต่ยังเด็กและเป็นความต้องการของแม่ แต่ในจิตใจของไหมนั้นไม่ได้อยากรำจริงๆเลย ลักษณะตัวละครตัวนี้นั้น ถือเป็นตัวหลักของเรื่องทั้งหมด เรื่องราวของไหมถูกให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง  ไหมเป็นเด็กหญิงที่ครอบครัวมีปัญหา แต่เธอจะได้รับความอบอุ่นจากแม่ที่เลี้ยงดูเธอเป็นอย่างดี แต่ไหมไม่สามารถระบายความรู้สึกอึดอัดที่มีต่อความต้องการของแม่ที่เคี่ยวเข็ญให้ไหมรำได้ ทุกครั้งที่มีปัญหาไหมจะแอบไปร้องไห้คนเดียวและไม่คุยกับแม่ของเธอ สาเหตุพฤติกรรมตัวละครแบบนี้เห็นได้ชัดเจนว่าเกิดจากสภาพจิตใจของไหมที่ไม่ได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวอย่าเต็มที่เนื่องจากพ่อและแม่ของไหมนั้นแยกทางกันทางออกที่ไม่สามารถระบายความทุกข์ใจกับใครได้ คือการแอบร้องไห้อยู่คนเดียว

แม่ อีกหนึ่งตัวละครที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของไหมเป็นที่สุด เนื่องจากการรำของไหมนั้นมิได้เกิดจากความชอบ หากเป็นการบังคับเคี่ยวเข็ญจากแม่ของไหมเอง แม่ของไหมต้องการให้ไหมนั้นอยู่ในกรอบที่แม่วางไว้ พฤติกรรมของตัวละครตัวนี้นั้น อาจเกิดจากความผิดหวังจากปัญหาชีวิตคู่ แม่จึงต้องการสร้างกฎเกณฑ์ในครอบครัวโดยการวางกรอบให้ไหมทำตามที่แม่ต้องการ

พ่อ ตัวละครอีกตัวหนึ่งที่มีส่วนทำให้ชีวิตของไหมนั้นต้องขาดอะไรไปบางอย่าง ถึงแม้ว่าพ่อจะหาเวลามาเยี่ยมไหม แต่ทุกครั้งที่พ่อมา จะต้องทะเลาะกับแม่เรื่องที่ไหมถูกแม่เคี่ยวเข็ญให้รำเป็นทุกครั้ง ทำให้ไหมต้องเห็นภาพความรุนแรงซ้ำๆบ่อยครั้ง

 

 

 

บทสนทนา

บทสนทนาในเรื่องนั้นจะช่วยให้เนื้อเรื่องเกิดความไหลลื่น สำจริง ทำให้รู้จักตัวละคร ลดความซ้ำซากจำเจ ช่วยในการดำเนินเรื่องราวไปเรื่อยๆ ให้เห็นลักษณะ อารมณ์ ความรู้สึกของตัวละคร ในเรื่องนี้บทสนทนามีความสมจริง ดูเป็นธรรมชาติ และยังสื่ออารมณ์ของตัวละครได้เป็นอย่างดี ดังในตอนที่พ่อกับแม่ของไหมทะเลาะกัน บทสนทนาของพ่อและแม่ก็สื่ออารมณ์โกรธ โมโห ไม่พอใจออกมาได้เป็นอย่างดีและมีความสมจริงสอดคล้องกับเนื้อเรื่อง ดังข้อความที่ว่า

“ผมบอกคุณแล้วว่าอย่าไปบังคับให้ลูกรำเป็นเพราะคุณคนเดียวเลยที่ทำให้ลูกเป็นแบบนี้”

“อย่ามาโทษฉัน ฉันสอนลูกทุกอย่าง คุณนั่นแหละสอนแต่ให้ลุกแข่งขัน จะเอาแต่ชนะ ลูกเป็นแบบนี้ก็       เพราะคุณนั่นแหละ”

“คุณอย่ามาโทษผม”

“งั้นคุณก็อย่ามาโทษฉัน คนไม่มีความรับผิดชอบอย่างคุณไม่เข้าใจหรอกว่าเลี้ยงลุกคนเดียวมันเหนื่อย             แค่ไหน”

และในตอนที่ไหมรำหน้าไฟให้แม่ ไหมรู้สึกเศร้าเสียใจและคิดถึงแม่เป็นอย่างมาก บทสนทนาทำให้รู้สึกถึงความสมจริง ความห่วงหาอาลัยของไหมที่มีต่อแม่เป็นอย่างมาก ดังข้อความที่ว่า

“แม่จ๋า แม่รู้ใช่ไหมจ๊ะ ว่าไหมตั้งใจรำครั้งนี้มากแค่ไหน ไหมอยากให้แม่ได้เห็น อยากให้แม่ได้ดู อยากให้   แม่สัมผัสถึงความรู้สึกทั้งหมดที่อยู่ในใจไหม ผ่านการแสดงครั้งนี้ แม่คอยดูไหมด้วยนะคะ”

 

มุมมอง/กลวิธีการเล่าเรื่อง

ผู้เขียนเป็นคนเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยตัวของผู้เขียนเอง บอกเล่าเรื่องราวต่างๆนานาเรื่องเรื่องทั้งหมดผ่านมุมมองของผู้เขียน สู่สายตาของผู้อ่าน  ทำให้ผู้อ่านเห็นมุมมองเช่นเดียวกันกับผู้เขียนที่ผู้เขียนนั้นต้องการจะสื่อเรื่องราวผ่านตัวเรื่องสั้นเรื่องนี้ และทำให้เห็นภาพรวมๆกว้างๆของเนื้อเรื่องทั้งหมด สังเกตได้จากที่ผู้เขียนได้ใส่ชื่อตัวละครในการเล่าหรือการกระทำต่างๆ เช่นข้อความที่ว่า

ไหมไม่ได้อยากโกรธใคร แต่มันก็โกรธ โกรธแม่ โกรธพ่อ โกรธกรรมการ โกรธคู่แข่ง โกรธสังคม โกรธตัวเอง โกรธทุกอย่าง

         จากข้อความข้องต้นแสดงมุมมองที่ผู้เขียนเป็นผู้เล่าเรื่องราวอย่างชัดเจน คือแทนชื่อของตัวละครผ่านความรู้สึกต่างๆลงไป นั่นคือมุมมองที่ผู้เขียนนั้นเป็นผู้เล่าเรื่องราว

 

ฉากและบรรยากาศ

          ฉากและบรรยากาศมีความสมจริง สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง ถูกต้องตาสภาพจริง เช่น ในตอนที่เผาศพแม่ของไหม บรรยากาศ ณ ตอนนั้น ทำให้รู้สึกถึงความโศกเศร้า และเป็นบรรยากาศที่มีคนมาร่วมงานศพจริงๆ เป็นบรรยากาศที่ไหมโศกเศร้า อาลัย คิดถึง ด้วยการรำหน้าไปให้แม่ สื่ออารมณ์ของฉากบรรยากาศนี้ออกมาได้อย่างสมจริง

คุณค่าด้านวรรณศิลป์

ความงามทางด้านการใช้ภาษาของผู้แต่ง ทำให้ผู้อ่านเกิดความเพลิดเพลินหรือเข้าถึงงานเขียนอย่างลุ่มลึกเนื่องจากความงามในภาษาเป็นตัวนำพา ผู้อ่านเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด

แม่ฮ้างกล่อมลูกมีความงามทางด้านวรรณศิลป์ปรากฏอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ผู้เขียนคัดสรรการใช้คำอย่างประณีตสวยงาม เช่นข้อความที่ว่า

"หน้าหนาวปีนี้ ฤดูเก็บเกี่ยวผ่านไปแล้ว ต้นข้าวเหลือแต่ตอซัง พระอาทิตย์

เพิ่งลอยสูงได้เพียงเส้นขอบฟ้า หมอกขาวยามเช้าโรยตัวละเลียดอยู่เหนือยอดต้น

มันสำปะหลัง เสียงหมาเห่าฟังได้ยินมาจากไกล ๆ กลิ่นควันที่ชาวบ้านก่อไฟเพื่อหุงหาอาหารฟุ้งอยู่ในอากาศ กีบเท้าวัวควายนับสิบเดินเชื่องช้าผ่านหน้าบ้านไป"

         ข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นคุณค่าด้านวรรณศิลป์ ความงามด้านภาษาที่ผู้แต่งได้รังสรรค์ออกมาให้ผู้อ่านได้เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกยิ่งขึ้น โดยการพรรณนาสิ่งต่างๆที่สื่อความงามอารมณ์ออกมาได้เป็นอย่างดี

 

 

คุณค่าด้านเนื้อหาและสังคม

แนวคิดของเรื่องแม่ฮ้างกล่อมลูกนั้น เป็นแนวคิดที่ต้องการสื่อถึงการอนุรักษ์สืบสานศิลปะการฟ้อนรำของไทยให้คงสืบไป และคุณค่าด้านความรักความผูกพันของแม่และลูก คือตัวละครอย่างไหมนั้นซึ่งเป็นลูก ไม่ชอบการรำแต่เนื่องจากเป็นความต้องการของแม่ ไหมก็ยอมทำแต่โดยดี แสดงให้ถึงถึงความรักและเชื่อฟังบุพการีและมีความอดทนกระทำต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตนไม่ได้รู้สึกชอบตั้งแต่แรก และในตอนที่ไหมรำหน้าไฟในงานศพแม่ ไหมรำพึงรำพันกับตัวเองถึงแม่ขณะรำ ข้อความของไหมแสดงให้เห็นถึงความรักความผูกพันของลูกที่มีต่อแม่อย่างเห็นได้ชัด ดังข้อความที่่ว่า

"เมื่อเสียงของโน้ตเพลงแม่ฮ้างกล่อมลูกตัวแรกดังขึ้น ไหมก็เข้าใจแล้ว

ว่าการใช้ใจรำคืออะไร เรื่องราวชีวิตของแม่ไหลกลับมาในความทรงจำของไหม จาก

คืนวันเก่า ๆ ที่อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูกจนถึงวันที่พ่อทิ้งไป ภาระทั้งหมดตกอยู่ที่แม่

ภาพที่แม่คอยเคี่ยวเข็ญให้ไหมรำ และอนุรักษ์วัฒนธรรมของภาคอีสานไว้ การรำ

ครั้งนี้ของไหมไม่ได้รำ เพื่อรางวัลใด ๆ และไม่จำ เป็นต้องมีคำชื่นชมจากใครทั้งสิ้น

ไหมรำด้วยหัวใจ ด้วยความรักทั้งหมดที่มี หวังเพียงว่าแม่จะสัมผัสได้ถึงความรู้สึก

ทั้งหมดที่ไหมมีต่อแม่ การรำ ทำ ให้ไหมรู้สึกอบอุ่นและเชื่อมโยงกับแม่ ทุกครั้งที่รำ

เหมือนไหมได้อยู่ใกล้ ๆ แม่"

    

  และความรักของแม่ที่มีต่อลูก แสดงถึงความรักที่แม่มีให้ไหมอย่างแท้จริง เช่นข้อความที่ว่า

 

“ไหม มากินข้าวลูก”

ไหมเดินขึ้นบนบ้านโดยไม่ได้สนใจเสียงของแม่ นึกโกรธแม่อยู่ในใจ ปิด

ประตูใส่กลอนแล้วทิ้งตัวลงบนฟูกนุ่น ซุกหน้าลงบนหมอนแล้วร้องไห้อยู่คนเดียว

“ถ้าหิวก็ลงมากินนะลูก แม่จะไปทำงานแล้ว”

แม่ตะโกนข้ามบันไดขึ้นมา

    

              จากข้อความข้างต้น เป็นตอนที่ไหมนั้นโกรธแม่ ไม่ยอมลงมาคุยกับแม่ ไม่อยากเจอแม่ แต่แม่นั้นทุกวันต้องไปทำงาน ด้วยความเป็นแม่ เป็นห่วงลูก ยังมีแสดงความห่วงใยห่วงว่าลูกจะไม่ได้กินข้าว แสดงให้เห็นความรักของแม่อย่างซาบซึ้ง

 

การนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของผู้อ่าน

แม่ฮ้างกล่อมลูกเป็นเรื่องสั้นที่ให้ข้อคิดแก่ผู้อ่านทั้งด้านการสืบสานศิลปวัฒนธรรมคงให้สืบไปของลูกหลาน และทั้งในด้านความรักของแม่และลุก ข้อคิดจากเรื่องผู้อ่านคงได้เห็นถึงความสำคัญ สิ่งที่ผู้เขียนนั้นได้สื่อออกมาผ่านตัวอักษร คงทำให้ผู้อ่านหลายคนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและความรักของบุพการีมากยิ่งขึ้น

 

          แม่ฮ้างกล่อมลูก เป็นเรื่องสั้นที่สะท้อนสังคมปัจจุบันออกมาอย่างชัดเจน ทางด้านของวัฒนธรรม ในการอนุรักษ์ศิลปะสืบสานสิ่งที่เรามีมาตั้งแต่ในอดีตที่คนรุ่นก่อนนั้นหวงแหนและรักษามาให้เราจนถึงทุกวันนี้ และยังสะท้อนให้เห็นถึงครอบครัว ความรักความผูกพันของแม่และลูกที่สายใยนั้นพันผูกกันแน่นหนา ผู้อ่านคงได้ข้อคิดเมื่อได้อ่านเรื่องสั้นแม่ฮ้างกล่อมลูกที่แฝงอยู่ในเนื้อเรื่องอย่างเข้าถึงอารมณ์