บันทึกชุด ปรับปรุงการสอนเล็กน้อย ได้ผลยิ่งใหญ่ นี้ ตีความจากหนังสือ Small Teaching : Everyday Lessons from the Science of Learning (2016)  เขียนโดย James M. Lang

 ตอนที่ ๗ อธิบายให้ตัวเองฟัง  ตีความจากบทที่ 6  Self-Explaining  

 

คำนำ

การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ซับซ้อนมาก  ยิ่งเป้าหมายเป็นการเรียนรู้แบบ “รู้จริง” (mastery learning) ยิ่งซับซ้อน   จะต้องเอาชนะตัวปิดกั้นนานาประการ ที่ผู้เรียนไม่รู้ตัว    ทั้งกระบวนทัศน์ผิดๆ  ความรู้เดิมที่ผิดพลาด  และการเรียนแบบไม่เชื่อมต่อ   หากจะให้เกิดผลลพธ์การเรียนรู้แบบรู้จริงต้องหาตัวช่วย    และตัวช่วยที่ดีตัวหนึ่งคือ การอธิบายดังๆ ให้ตัวเองฟัง    วิธีการดังกล่าวมีผลการวิจัยพิสูจน์ว่าได้ผลดี 

อาจกล่าวใหม่ ว่า การอธิบายให้ตัวเองฟัง ช่วยให้การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น     เข้าใจลึกซึ้งและเชื่อมโยงขึ้น    ทำให้การเรียนรู้เป็นสิ่งสนุกสนานมากกว่าจะเป็นความยากลำบาก    และเมื่อต้องการนำความรู้นั้นไปใช้แก้ปัญหาในอนาคต จะทำได้ดีขึ้น    เพราะการอธิบายให้ตนเองฟังช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้จากสถานการณ์หนึ่งไปยังอีกสถานการณ์หนึ่งได้ดียิ่งขึ้น    ทั้งที่เป็นสถานการณ์คล้ายคลึง  (isomorphic) และที่เป็นสถานการณ์ที่แตกต่างมาก (far transfer) 

 

ทฤษฎี

นักวิจัยที่พิสูจน์คุณค่าของการอธิบายให้ตนเองฟัง (self-explaining) คือ Chi MTH, Bassok M, Lewis MW, Reimann P and Glaser R (1989). Self-explanations : How students study and use examples in learning to solve problems. Cognitive Science 13 : 145-182.  และ Ch MTHi, DeLeeuw N, Chiu M-H, and LaVancher C (1994). Eliciting self-explanations improves understanding. Cognitive Science 18 : 439-477.    โดยทดลองเปรียบเทียบผลลัพธ์การเรียนรู้ ระหว่างการเรียนแบบไม่มีการอธิบายให้ตัวเองฟัง กับแบบอธิบายให้ตัวเองฟังเป็นช่วงๆ    ผลปรากฎว่า การเรียนแบบมีการอธิบายให้ตัวเองฟังให้ผลลัพธ์การเรียนรู้สูงกว่าอย่างชัดเจน    โดยรายงานแรกทำในนักศึกษามหาวิทยาลัย ในการเรียนวิชาฟิสิกส์   ส่วนรายงานหลังทำในนักเรียนชั้น ม. ๒ (เกรด ๘) วิชาระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายมนุษย์   

การอธิบายให้ตัวเองฟัง ทำได้หลายแบบ เช่น ตรวจสอบความเข้าใจของตน   เรียบเรียงถ้อยคำในตำราเสียใหม่ (paraphrasing)   และ กล่าวคำอธิบายทฤษฎีสำคัญดังๆ  

การวิจัยของ Chi และคณะ ที่รายงานในปี 1989   ทดลองในนักศึกษาเพียง ๑๐ คน    แบ่งเป็นกลุ่มเรียนเก่ง กับกลุ่มเรียนอ่อน     ผลที่น่าสนใจมากคือ   เขาให้นักศึกษาทำ self explanation โดยเขียนคำอธิบายสาระจากหน้าตำราเรียน ส่วนที่เป็นตัวอย่างการใช้งานความรู้ชิ้นนั้น    แล้วเอาข้อเขียนของนักศึกษามาวิเคราะห์    พบว่ากลุ่มนักศึกษาที่เรียนเก่ง เขียน  self explanation ได้ดีกว่านักศึกษากลุ่มที่เรียนอ่อนมาก    เขาอธิบายว่า  (๑) นักศึกษาที่เรียนเก่ง ใช้การทำ self-explanation ด้วยตนเองเมื่ออ่านตำรา หรือฟังการบรรยาย (โดยตนเองไม่รู้ตัว)    ช่วยให้ผลการเรียนดี    เขาอธิบายว่า นักศึกษาที่เรียนดี รู้จักเชื่อมโยง “การรู้” (knowing) สู่ “การกระทำ” (acting)  (๒) นักศึกษาที่เรียนดีรู้ว่าส่วนใดที่ตนไม่เข้าใจ  และหาทางแก้ไข  และ (๓) นักศึกษาที่เรียนเก่งสร้าง “กติกาเชื่อมโยง” ความรู้  (inference rules) เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของตน    ทั้ง ๓ ข้อนั้น นักศึกษาที่เรียนเก่งทำได้เองโดยอัตโนมัติ 

การทดลองของ Chi และคณะ (1994) ทำเพื่อทดสอบว่า การอธิบายให้ตัวเองฟัง สนองคำสั่งของอาจารย์ ให้ผลทำนองเดียวกันกับการอธิบายให้ตัวเองฟังที่เกิดขึ้นเองหรือไม่    คราวนี้ทำในนักเรียนชั้น ม. ๒ และคราวนี้ทำในวิชา ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายมนุษย์    และคราวนี้ทดสอบผลการเรียนโดยดูที่ความเข้าใจตำราเรียน    ไม่ใช่ที่การแก้ปัญหาในวิชาฟิสิกส์อย่างในการทดลองครั้งแรก    เขาให้นักเรียนอ่านตำราเรียนวิชาชีววิทยา ในหัวข้อระบบไหลเวียนเลือด    บอกนักเรียนกลุ่มแรกให้อธิบายให้ตนเองฟังหลังอ่านแต่ละประโยคจบ รวม ๑๐๑ ประโยค  และเมื่ออ่านไปได้ทุกๆ สองสามประโยค จะมีคำถามง่ายๆ ให้ตอบ    นักเรียนกลุ่มที่ ๒ ให้อ่านแต่ละประโยคสองครั้ง เพื่อให้ใช้เวลาอ่านเท่าๆ กัน    

นักเรียนทั้งสองกลุ่มทำ pre-test ก่อนการทดลอง   และทำ post-test หลังอ่านหนังสือ ๑ สัปดาห์    โดยคำถามใน post-test มีหลายแบบ ทั้งสอบความจำ และความเข้าใจเชื่อมโยง  และแบบที่ต้องเชื่อมโยงที่ซับซ้อน   ผลการทดลองพบว่า นักเรียนกลุ่มแรกให้ผล post-test สูงกว่า pre-test ร้อยละ ๓๒   แต่ของนักเรียนกลุ่มหลังเพิ่มเพียงร้อยละ ๒๒    ความแตกต่างนี้จะชัดเจนขึ้นเมื่อเปรียบเทียบผลเฉพาะข้อสอบที่ซับซ้อน   นักเรียนกลุ่มแรกผล post-test สูงกว่า pre-test ร้อยละ ๒๒   ส่วนนักเรียนกลุ่มหลังเพิ่มร้อยละ ๑๒

แม้ในกลุ่มนักเรียนที่ได้รับคำสั่งให้อธิบายให้ตัวเองฟัง ก็มีผลการเรียนต่างกัน    คนที่อธิบายให้ตัวเองฟังได้อย่างชัดเจนละเอียดลออ  มีผลการเรียนดีกว่าคนที่อธิบายได้กระท่อนกระแท่น

 การวิจัยอีกชิ้นหนึ่งตามในรายงาน Atkinson RK, Renkl A, Merrill MM (2003). Transitioning from studying examples to solving problems : Effects of self-explanation prompts and fading work-out steps. Journal of Educational Psychology  95 (4) : 7740783.   เป็นการทดลองในการเรียนวิชา Probability  ในการเรียนแบบ ออนไลน์    โดยให้นักศึกษาทบทวนแบบฝึกหัดตัวอย่าง   แล้วแก้โจทย์แบบออนไลน์    โดยนักศึกษากลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่ง (โดย drop-down menu) ระหว่างทบทวนแบบฝึกหัด ให้ทำกระบวนการอธิบายให้ตัวเองฟัง    นักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้รับคำสั่ง   

คำสั่งใน drop-down menu บอกให้นักศึกษาแยกแยะงานออกเป็นขั้นตอน  แล้วอธิบายให้ตัวเองฟังในแต่ละขั้นตอน ว่าใช้หลักการอะไรของความน่าจะเป็น (probability) ในการแก้ปัญหาขั้นตอนนั้น    โดยเมื่อถึงขั้นตอนใหม่ ก็จะมี drop-down menu มีตัวเลือกให้นักศึกษาเลือกว่าขั้นตอนต่อไปใช้หลักการอะไรในการแก้ปัญหา     เท่ากับนักศึกษาทำกระบวนการอธิบายให้ตัวเองฟังแบบที่อ่อนมาก     คือไม่ต้องคิดเองทั้งหมด เพียงแต่เลือกตัวเลือกตามที่มีให้เลือก    และได้รับการเฉลยเป็นข้อมูลป้อนกลับ (feedback) ทันที

ผลคือนักศึกษากลุ่มที่ได้อธิบายให้ตัวเองฟังมีผล post-test สูงกว่ากลุ่มไม่ได้อธิบายให้ตัวเองฟังอย่างชัดเจน ในการสอบให้แก้ปัญหา ทั้งปัญหาแบบ near-tansfer (ปัญหาที่คล้ายกับในแบบฝึกหัด)  และปัญหาแบบ far-transfer (ต่างจากแบบฝึกหัดมาก)

เขาอธิบายว่า การอธิบายให้ตัวเองฟังมีผลช่วยให้เรียนรู้ได้ลึกและเชื่อมโยงขึ้นเพราะ ข้อความในตำรามีช่องโหว่หรือความไม่ครบถ้วน ที่ทำให้ผู้อ่านเชื่อมโยงบางส่วนไม่ได้ หรือตีความบางส่วนผิด   ทำให้เรียนรู้ได้อย่างกระท่อนกระแท่น    การหยุด และอธิบายให้ตัวเองฟัง เป็นช่วงๆ ช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว     

นอกจากนั้น เขายังอธิบายว่า การอธิบายให้ตัวเองฟัง ช่วยให้นักศึกษาปรับปรุงพัฒนามุมมองของตนเองเกี่ยวกับวิชานั้น   โดยตอนเริ่มเข้าเรียนอาจยึดมั่นอยู่กับบางมุมมองที่ผิดพลาด    เมื่อมาเผชิญวัสดุประกอบการเรียนรู้ที่ขัดกับความเข้าใจเดิม    การอธิบายให้ตัวเองฟังจะช่วยปรับปรุงมุมมองหรือกระบวนทัศน์ให้ถูกต้องยิ่งขึ้น   ซึ่งในกระบวนการนี้ การมีสติตรวจสอบความเข้าใจของตนเองอยู่ตลอดเวลา มีความสำคัญมาก

อ่านถึงตอนนี้ผมตีความว่า กระบวนการเล็กๆ คือ การอธิบายให้ตัวเองฟัง เป็นกระบวนการหนึ่งสู่การบรรลุ “การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” (transformative learning)

 

รูปแบบวิธีการ

วิธีการเหล่านี้มีเป้าหมายสร้างนิสัยให้แก่นักศึกษา  ให้อธิบายให้ตัวเองฟังเป็นระยะๆ ระหว่างเรียน     ฝึกจนเป็นนิสัย

ให้เลือกหลักการ

ในการทำกิจกรรมเชิงแก้ปัญหา (มักใช้ในวิชา STEM) มีรายการทฤษฎีหรือหลักการ (principle) ให้นักศึกษาใช้เลือกเพื่อช่วยอธิบายให้แก่ตัวเอง     อาจใช้ drop-down menu ในกรณี online learning   หากทำโจทย์ในห้องเรียน    อาจเขียนทฤษฎีตัวเลือกไว้บนหัวกระดาษแบบฝึกหัด หรือเขียนบนกระดานดำหน้าชั้น  หรือฉายขึ้นจอไว้    วิธีการเล็กๆ ง่ายๆ นี้ นักศึกษาที่ได้ประโยชน์มากคือนักศึกษาที่เรียนอ่อน หรือมือใหม่ต่อวิชานั้น

อาจใช้วิธีให้เลือกหลักการ ผสมกับวิธี backward fading   เพื่อช่วยเหลือมือใหม่หรือนักศึกษาที่เรียนอ่อนโดยเฉพาะ    วิธี backward fading เป็นเสมือนการสร้าง “นั่งร้านความคิด” (scaffolding) ให้นักศึกษาฝึก    จนในที่สุดสามารถคิดได้เองโดยไม่ต้องมีตัวช่วย    ทำโดย เริ่มแรก มีตัวอย่างวิธีแก้โจทย์ ให้ดูทั้งหมด    ต่อไปมีโจทย์ที่แสดงขั้นตอนการแก้โจทย์เป็นขั้นตอน เว้นว่างไว้ให้นักศึกษาเติมบางขั้นตอน    โจทย์ต่อๆ ไปเว้นว่างมากขั้นตอนให้นักศึกษาเติมเองมากขึ้น     จนในที่สุด ถึงโจทย์ที่นักศึกษาทำเองทั้งหมดโดยไม่ต้องมีตัวช่วย  

โปรดสังเกตว่า ในการวิจัยที่กล่าวถึงแล้วข้างต้น วิธีที่ให้นักศึกษามือใหม่หยุดคิดหลักการเอง ไม่ช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้น    แต่วิธีให้เลือกหลักการ ให้ผลการเรียนดีขึ้น    เขาอธิบายว่า วิธีให้คิดเอง เป็นภาระต่อ working memory มากเกินไปจนสมองรับไม่ไหว    ส่วนวิธีให้เลือก ช่วยผ่อนภาระของ working memory    เป็นคำอธิบายว่า ทำไมวิธี backward fading จึงช่วยมือใหม่และผู้เรียนอ่อนได้ดีมาก 

อีกวิธีหนึ่งคือ แนะนำให้นักศึกษาเขียนหลักการสำคัญไว้ที่ส่วนว่างของกระดาษหนังสือด้านซ้ายหรือขวา    หรือใช้ปากกาสีป้ายประเด็นสำคัญ    ก็เป็นการอธิบายให้ตนเองฟังรูปแบบหนึ่ง และใช้ได้ในทุกวิชา


ทำไมจึงทำเช่นนั้น

เป็นวิธีการที่ใช้ในวิชาที่ไม่ใช่วิชา STEM    โดยอาจใช้ในแบบฝึกหัดให้นักศึกษาเขียนรายงาน ทำ powerpoint นำเสนอ หรือโครงงานใหญ่อื่นๆ    อาจารย์กำหนดให้นักศึกษาทำงานดังกล่าวเป็นท่อนๆ  ใช้เวลาหลายสัปดาห์    แล้วใช้เวลา ๑๕ นาทีในชั้นเรียนให้นักศึกษานำเสนอผลงานเท่าที่ที่ทำได้    โดยอาจารย์คอยตั้งคำถาม “ทำไมจึงทำเช่นนั้น” ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษาทบทวนเหตุผล ซึ่งเท่ากับเป็นการอธิบายให้ตัวเองฟัง  

อาจารย์อาจใช้คำถามอื่นๆ เพื่อดึงความสนใจที่หลักการบางหลักการ    ให้นักศึกษาได้เข้าใจหลักการนั้นจากมุมของการปฏิบัติ   รวมทั้งอาจใช้คำชม เพื่อโยงสู่ความเข้าใจหลักการจากมุมของผลงาน    ทั้งหมดนี้ เป็นการช่วยให้นักศึกษาอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ หรือทฤษฎีกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง  

ให้นักศึกษาสอนกันเอง (peer instruction)

วิธีนี้อาจใช้ในชั้นเรียนขนาดใหญ่ได้    โดยเมื่ออาจารย์สอนไปได้ระยะหนึ่ง ก็ใช้ วิธีการให้นักศึกษาสอนกันเองใช้เวลา ๑๐ - ๑๕ นาที    โดยมี ๕ ขั้นตอนดังนี้

  • อาจารย์ฉายคำถามหรือโจทย์ขึ้นจอ   เป็นโจทย์สำหรับแก้ปัญหา หรือฝึกใช้ความคิด
  • ให้เวลานักศึกษาแต่ละคนคิด ๑ – ๒ นาที   แล้วเขียนลงบนกระดาษหรือแท็บเล็ต  หรือใน personal response system technology    ครูต้องสามารถเห็นคำตอบที่เขียนได้ง่าย
  • ให้นักศีกษาจับคู่ อธิบายคำตอบแก่กันและกัน ใช้เวลาสองสามนาที
  • คู่นักศึกษาส่งคำตอบ ที่อาจารย์เห็นได้ง่ายเช่นเดิม  
  • อาจารย์เลือกให้นักศึกษาบางคนอธิบายคำตอบ  จนเห็นว่าทั้งชั้นเข้าใจดีแล้ว อาจารย์สรุปคำตอบที่ถูกต้องพร้อมคำอธิบาย     

ที่สำคัญคือ ต้องให้นักศึกษากล่าวชื่อทฤษฎีหรือหลักการที่ใช้ทำโจทย์เสมอ    โดยอาจารย์อาจฉายตัวเลือกให้บนจอเป็นตัวช่วย    ดูวีดิทัศน์วิธีคิดเรื่องการใช้เทคนิคนี้ ที่ทำโดยกลุ่ม Eric Mazur อาจารย์ฟิสิกส์ แห่งมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ผู้คิดเทคนิคนี้เมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อนได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Z9orbxoRofI

คิดดังๆ

เทคนิคการคิดดังๆ มีผลเช่นเดียวกันกับการอธิบายให้ตัวเองฟัง    ช่วยให้อาจารย์และผู้เกี่ยวข้องเข้าใจคำถามที่ผู้เรียนถามตนเอง    เข้าใจขั้นตอนการคิด   ความสามารถในการเชื่อมโยงหลักการกับประเด็นย่อย   การใช้ความรู้เดิม และการเรียนจากประสบการณ์ตรง ในการแก้ปัญหา    และการประเมินความท้าทายและความยากลำบากที่ต้องเผชิญระหว่างการคิดหาเหตุผล   

การคิดดังๆ ให้อาจารย์และเพื่อนร่วมเรียนได้ยิน จึงช่วยให้ได้รับ feedback  หรือการแก้ความเข้าใจผิด จากอาจารย์และจากเพื่อน   การคิดดังๆ จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของ peer instruction ด้วย     

 

การใช้เทคนิคอธิบายให้ตัวเองฟังนี้ อาจารย์ต้องไม่ลืมใช้ในปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษานอกห้องเรียนด้วย   เมื่อนักศึกษามาขอคำแนะนำจากอาจารย์ในการทำงานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาจารย์ต้องใช้เป็นโอกาสกระตุ้นให้นักศึกษาได้ฝึกอธิบายให้ตัวเองฟังมากที่สุด   

 

หลักการ

การอธิบายให้ตัวเองฟังเป็นเทคนิควิธีสอนที่ยังมีการวิจัยไม่มาก   จึงยังมีช่องทางให้ผู้เป็นอาจารย์คิดค้นกลเม็ดวิธีการได้อีกมาก   โดย James Lang แนะนำให้ยึดหลัก ๓ ประการ

ให้อธิบายให้ตัวเองฟังแบบมีตัวช่วย (Scaffold Self-Explanation)

สำหรับนักศึกษามือใหม่ หรือนักศึกษาที่เรียนอ่อน   การให้อธิบายให้ตัวเองฟังแบบเต็มรูป อาจเกินกำลัง working memory และไม่มีผลช่วยการเรียนรู้    อาจารย์จึงควรมีตัวช่วย (scaffold) เพื่อช่วยลดภาระของ working memory    ตัวช่วยที่ง่ายที่สุดคือ มีตัวเลือกให้เลือก    หรืออาจใช้เทคนิค backward fading ที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็ได้   

ชี้ให้เห็นหลักการ

การอธิบายให้ตัวเองฟัง เป็นเครื่องช่วยเชื่อมโยงทฤษฎีหรือหลักการ เข้ากับการปฏิบัติที่มีขั้นตอนเป็นรูปธรรม    โดยที่นักศึกษาต้องเป็นผู้เชื่อมโยงด้วยตนเอง    อาจารย์จึงพึงหาทางส่งเสริมให้ศิษย์กล่าวคำอธิบายหรือบอกหลักการในขณะที่ปฏิบัติการแก้ปัญหาหรือทำกิจกรรม ว่าตนกำลังใช้หลักการหรือทฤษฎีใด   หากจำเป็น อาจารย์อาจมีตัวช่วยให้เลือก  

ใช้พลังของเพื่อนร่วมเรียน (Utilize Peer Power)

ในกรณีของชั้นเรียนขนาดใหญ่ เช่น ๒๐๐ คน    การใช้เครื่องมือให้นักศึกษาอธิบายให้ตัวเองฟัง โดยอาจารย์ร่วมฟังและให้คำแนะนำป้อนกลับอาจทำไม่ได้ทั่วถึง    จึงควรใช้เพื่อนนักศึกษากันเองเป็นผู้ฟังและสะท้อนคำแนะนำป้อนกลับแก่เพื่อน    ตามในหัวข้อ peer instruction   โดยอาจารย์อธิบายสรุปในตอนท้าย  

 

เคล็ดลับเรื่องปรับปรุงการสอนเล็กน้อยด้วยการให้นักศึกษาอธิบายให้ตัวเองฟัง

การอธิบายให้ตัวเองฟัง ทำได้ในกระบวนการเรียนรู้ทุกรูปแบบ    เป็นกระบวนการทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีสติ    อาจารย์ควรใส่เทคนิคอธิบายให้ตัวเองฟังให้นักศึกษาฝึกทั้งในสำนักงาน (เมื่อนักศึกษามาปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือ)  ในชั้นเรียน  และในบทเรียน ออนไลน์ 

  • สำหรับการบ้านออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นแบบฝึกหัด หรือเอกสารมอบหมายให้อ่าน    จัดให้นักศึกษาอธิบายแก่ตัวเองเป็นระยะๆ    ในกรณีของนักศึกษามือใหม่ หรือเรียนอ่อน    ให้ใช้ drop-down menu และมีคำให้เลือกหลักการที่กำลังเรียน   อย่าให้นักศึกษามือใหม่และนักศึกษาเรียนอ่อนอธิบายแก่ตัวเองแบบเต็มรูป
  • เมื่อนักศึกษากำลังแก้ปัญหาที่กระดานหน้าชั้น  ทำ lab   หรือเตรียมการแสดง    อาจารย์จัดเวลาให้นักศึกษาได้อธิบายให้ตัวเองฟังเป็นช่วงๆ ว่าเวลานั้นตนกำลังใช้หลักการหรือทฤษฎีใด
  • ใช้ peer instrution ด้วย personal response systems   โดยมี ๓ ขั้นตอนหลัก  (๑) นักศึกษาให้คำตอบ  (๒) หันไปอธิบายแลกเปลี่ยนกับเพื่อนที่นั่งติดกัน  (๓) แก้ไขคำตอบ
  • จัดเวลาในชั้นเรียนเพื่อฝึกทักษะที่ต้องการสำหรับเรียนได้สำเร็จ ตามที่จะมีการสอบ (ตามในตอนที่แล้ว)    โดยอาจารย์แจกกระดาษบอกให้หยุดและอธิบายให้ตัวเองฟัง เป็นช่วงๆ
  • ไม่ว่าจะให้นักศึกษาอธิบายให้ตัวเองฟังโดยใช้เทคนิคใด  บอกให้นักศึกษาเชื่อมโยงความรู้เกี่ยวกับข้อมูล  หลักการ  ทฤษฎี  และสูตร เข้ากับกิจกรรมแต่ละขั้นตอนที่ปฏิบัติ        

 

สรุป

มีหลักฐานจากงานวิจัยว่า การอธิบายให้ตัวเองฟังอาจมีผลช่วยการเรียนรู้แตกต่างกัน ในนักศึกษาที่มีความสามารถในการเรียนแตกต่างกัน    โดยที่งานวิจัยบางชิ้นบอกว่า การอธิบายให้ตนเองฟังมีผลดีเป็นพิเศษในนักศึกษามือใหม่และนักศึกษาเรียนอ่อนที่มีพื้นความรู้เดิมน้อย    แต่บางผลงานวิจัยบอกว่า การอธิบายให้ตนเองฟังให้ผลดีกว่าในนักศึกษาที่มีพื้นความรู้เดิมมาก ที่จะนำมาเชื่อมโยง    และมีบางผลงานวิจัยบอกว่าการอธิบายให้ตนเองฟังให้ผลดีทั้งสิ้นไม่ว่านักศึกษาจะมีพื้นความรู้เดิมมากหรือน้อย

ที่แน่นอนคือ การอธิบายให้ตนเองฟัง ช่วยให้นักศึกษาใส่ใจต่อการกระทำของตนเองเพื่อการเรียนรู้ของตน (active learning)    ซึ่งให้ผลดีต่อการเรียนรู้กว่าการเรียนแบบรอรับการถ่ายทอด (passive learning)  

ไม่ว่าในการฝึกกิจกรรมการเรียนรู้ใด เช่นการแก้โจทย์  การเขียนรายงาน   อาจารย์ควรเน้นให้นักศึกษาที่อยู่ในขั้นเริ่มต้น และขั้นกลางๆ ของความเข้าใจแจ่มแจ้ง (mastery) ใช้เทคนิคอธิบายให้ตนเองฟัง     คุณค่าที่นักศึกษาได้รับเสมอคือ การได้มีโอกาสแก้ความเข้าใจผิดๆ ของตน

วิจารณ์ พานิช

๒๐ ก.พ. ๖๑