สรุปความแห่งวสี ๕
ว่าการฝึกในวสีท้งห้าลำดับนี้ เป็ฯกาฝึเพื่อ ให้เกิดความชนาญ, ให้เกิดความเร็วไว และให้เกิดความได้อย่างใจ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว ก็คื อความมีอำนาจเหนือส่ิงนั้น หรือ วามมีส่งินั้นอยู่ในอำนาจของตน นันเอง ซึ่งเป็นความหมายโดยตรงของสิ่งนั้น หรือ ความมส่ิงนั้นอยู่นำนจของตน นันเอง ซึ่งเป็นควมหมายโดยตรงของคำว่า "วสี" การฝึกนี้เป็ฯเส่ิงที่ำจเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับ ถ้าปราศจกการฝึกในระบอบแห่งวสีนี้แล้ว ส่ิงต่างๆ จะติดตันอยู่พักหนึ่ง แล้วกลับล้มเหลวในที่สุด ผู้ปฏิบัติพึงสังเกตให้เป็นความจำเป็นของการที่ต้องซักซ้อมให้เกิดความชำนาญ ไใ่ว่าในกิจการใดๆ ตัวอย่างเ ช่ผุ้ฝึกดอนตรี ฝึกเพลงได้เป็นครั้งแรก เพลงหนึ่งเหรือเพียงตอนหนึ่งก็ตามถ้าไม่ขยันซ้อมให้ชำนาญจริงๆ แล้ว ไม่กี่ว่าก็ชืม ยิ่งกระโดดข้าไปฝึกเพลงใหม่อื่นอีก ก้จะต้องเลอะด้วยกันทั้งสองเพลง ฉะนั้น นับว่าเป้นกาฝึกให้เกิดความชำนาญจริงๆ แล้ว ไม่กี่ว่าก็ลืม ยิ่งกระโดดข้ามไปฝึกเพลงใหม่อื่นอีก ก็จะต้องเลอะด้วยกันทั้งสองเพลง ฉะนั้น นับว่าเป็นการฝึกใหเกิดความชำราญเสียตอนนหึงๆ ก่อน ทุกตอนๆ นันน เป็นความจำเป็นสำหรับกิจการทั้งปวง และโดยเฉพาะอย่างิย่ง สำหรับการฝึกทางฝ่ายจิตโดยตรง เช่นการฝึกฌานนี้เป็นต้น แม้ที่สุดแต่เด็กๆ ที่กำลังเรียนเลข ก็ยังต้องซ้อมการท่องสูตรคูณเป็นต้น ให้เชี่ยวชาญไปทุกๆ ชั้น จึงจะเรียนเรืองไปได้ มิฉะนั้นก็เลอะเทอละรวนเรกันไปหมด นี้คอควมชำนาญ พร้อมกันนั้นก็มีผลเกิดขึ้นคือควาไวกว่าเดิมย่ิงขึ้นทุกที จนถึงขนดที่ใช้ประโยชน์ได้สำเร็อย่างน่าอัศจรรย์ เหมือกับคนงานที่ชำนาญ ซึ่งป้นอิฐ ปั้นหม้อได้ไว จนคนธรรมดาเห็นแล้ว ต้องตะลึง เพราะเขาทำได้เร็วกว่าเราตั้ง ๒๐ เท่า ดังนี้เป็นต้น ในที่สุดากความชำนาญและความไวนั้นเอง ย่อมก่อให้เกิดความได้อย่างใจ คื อตรงตามวามประสงค์อย่างเต็มที่ไปเสยทุกอย่างทุกทางในที่สุด นี้ค้ ประโยชน์ของสิ่งที่เรียกว่า วสี ๕ อย่าง อันเป็นสิ่งที่ผุ้ฝึกสมาธิทุกคนจะต้องสนใจทำเป็นพิเศษ แล้วการเจริญอนาปานสติในขั้นแห่งการทำกายสังขารให้สงบรำงับ ก็จะอยู่ในกำมือของบุคคลนั้น ได้ถึงที่สุดโดยไม่ต้องสงสัย สามารถทำอานาปานสติในขั้นที่สี่ ให้สมบูรณ์ได้จริงๆ ในเวลาอันรวมเร็วโดยแท้
สรุปใจความของอานาปาสติข้นที่สี่
อานาปานสติขึ้ที่สี มีหัวข้อว่าทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใเข้า ออกมีรายละเอียดดังอย่างแล้วอย่งยือยาว แตก็อาจจะสรุปความเป็นไปทั้งหมดน้นได้เป็น ๔ ขั้น
๑) ในระยะ ลมหายใจเข้า ออกอย่างหยาบเป้นไปอยู่ตลอดเวลาเพราะเธอถือเอาลมหายใจหยาบเป็นนิมิต ถือเอานิมิตเป้นอย่างดี ทำไว้ในใจเป็นอย่างดี และใคี่ควรญอยู่อย่างดี ในการที่จะทำให้ลมกายใจอย่างหยาบนั้นดับไป
๒) ระยะต่อมา ครั้นลมหายใจหยาบดับไป ลมหายใจละเอียดตั้งอยู่แทน เพราะเธอถือเอาเป็นิมิต ถือเอาอย่างดี ทำไว้ในใจอย่งดี ใคร่ควรญอยุ่อย่างดี เพื่อควาดับไปห่งลมอันละเอียด
๓) ระยะต่อมา ครั้งลมหายใจละเอียดดับไป กล่าวคือไม่ปรากฎในการกำหนด เพราะเธอถือเอาเพียงนิมิตอันเกิดจากลมอันละเอียดไว้เป็นอารมณ์จิตจงไมถงความฟุ้ง่าน แต่ถึงความแน่วแน่ถึงที่สุดด้วยเหตุนั้น จนกระทั่ง..
๔( เมือ่เป็นอยู่อย่างนี้ เธอนั้นได้ชื่อว่า มีภาวนา (การเจิรญป ถึงที่สุด ของสิ่งทั้งสี่ คือ
- ของวาตุปลัทธิ
- ของอัสสาสะปัสสาสะ
- ของอานาปานสติ
- ของอานปานสติสมาธิ
ครบทั้ง ๔ ประการ เมือเป็นเช่นี้เป็นอันกล่าวได้ว่าความรำงับแห่งกายสังขารคือลมหายใจน้นชื่อว่าปรากฎถึงที่สุดแล้ว
รวมความว่า เมื่อยังไม่ได้ส่ิงทั้งสี่นี้ ก็ยังไม่ชื่อว่า เข้าถงความรำงับแห่งกายสังขารโดยแท้จริง ต่อเมื่อไดเข้าถงสิ่งทั้งสี่นี้ หรือสิ่งทั้งสี่นี้ต้องอยู่อย่งสมบูรณืแล้ว ก้จะไ้ขือว่า เข้าถึงควารำงับแห่งกายสังจารถึงที่สุด ำหรับส่ิ่งทั้งสี่นั้น วาตุปลัทธิ ือการไ้คมรุ้เรื่องลมเพื่อทำการปฏิบัติกมมัฎฐานภาวนา้อนี้โดยสมบุรณื อสาสะ ปัสาสะ คือการได้ลมหายใจเข้า-ออกเป็นไปตามที่ต้องการทุกระยะโดยสมบูรณื ไม่ว่าจะเป็นชั้นหยาบ หรือชั้นละเอียดประณีตเพียงไร อานาปานสติ คือสติที่ไปนการกหนดลมหายใจ เข้า-ออก อย่างสมบูรณ์ทุกขั้นทุตอน อนาปานสติสมาธิ คือสมาธิทีเ่กิดขึ้จากสติที่กำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างสมบูรณ์ (หมายถึงตั้งแต่ปฐมฌาข้ไป จนถึงจตุตถฌาน) ถ้าจะเรียกอย่างสั้น- ตรงๆ ก็เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า ได้ความเต็มีท หรือเต็มเปี่ยมของเรื่องที่จะกรำทำ ๑ (ความรู้เรื่องนี้) ได้ความเต็มเปี่ยม ของส่ิงทีู่กทำ ๑ (ลมหายใจ) ได้อความเต็มเปี่ยม ของเครื่องมือที่่ใช้ในการกระทำ ๑ (สติ) ได้ความเต็มเปี่ยม ของผลที่เกิดขึ้นจากการกรทำ ๑ (สมาธฺิ)
รวมเป็น ๔ อย่างด้วยกันดังนี้ ซึ่งเป็นเครืื่องแสดงถึงลักษณะแห่งความสมบูรณ์ของการกระทำนั้นๆ ซึ่งในที่นี้ ได้แก่การกระทำความรำงับแห่งกายสังขาร
สรุปความ แห่ง จตุกกะที่หนึ่ง
ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้อจนบันนี้เมือประมาบเข้าเป็นหลักใหญ๋ๆ โดยใความแล้ว ก็มีอยู่ว่ อานปานสติ
ขั้นที่หนึ่ง กำหนดลมหายใจเข้า ออกที่ยาว, ขั้นที่สอง กำหนดลมหายใจเข้า ออก ที่สั้น, ขั้นที่สาม กำหนดลมหายใจโดยประการทั้งปวง, ขั้นที่สี่ กำหนดลมหายใจที่สงบรำงับยิ่งๆ ขึ้นไป จนกระทังถงการบรรลุฌาน
ขั้นแรกสุด เป็นการกำหนดลมหายใจโดยเฉาพเจาะจง และตามที่เป็นอยุ่ตามธรรมชาติ กระทั่งถึงได้รับการปรับปรุงดีแล้ว อยุ่ทุกขณะ ขั้นถัดมาไม่กำหนดโดยลักษณะเฉพาะ หรือโดยรายละเอียด แต่ได้กำหนดส่ิงที่เรียกว่า นิมิต กล่าวคื อมโนภาพที่เกิดจากความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เกดขึ้นมาแทน เนื่องจากการที่ได้กำหนดลมหายใจอย่างเป็นระเบียบหรือเคยชิน จนถึงที่สุด และขั้ต่อมา ได้ผละจากากรกำหนดนิมิตนั้น ไปกำหนดที่ความรุ้ึกอีประเภทหน่ง ซึ่งเป็นผลอันเกิดมาจากการกำหนดที่ละเอดียดย่ิงขึ้นทุกที จนกระทั้งเป็นความรำงับขั้นสูงสุดแล้วเพ่งเฉยอยู่ซึ่งเรียกว่า ฌาน ในที่นี้. ลมหายใจมอยุ่ตลอดเวลา แต่ว่าค่อยๆ เปลี่ยนจากหยาบที่สุด ไปจนถึงขันที่ประณีตหรือละเอียดที่สุดจนไม่ปรากฎแก่ความรุ้สึก ซึ่งเรียกโดยโวหารว่า ดับหมด ในที่นี ซึ่งนับว่าเป้ฯระะยสุดท้ายของจตุกกะที่หนึ่ง
ความได้เป็นอย่างนี้ จัดว่าเป็ตนผลอันสมบูรณืของการทำสมาธิ เพียงอพที่จะหล่าวได้ว่าได้ลุถึง ทิฎฐธรรสุขวิหาร กล่วคื อการเสวยสุขที่มีรสอยางเดยวกันกับสุขอันเกิดจานิพพานทันตาเห็น หากแต่ว่ายังเป็นของชั่วคราวและกลับเปลี่ยนแปลงได้ ผุ้ที่พอใจเพียงเท่่านี้ก้็รักษาความเป้นอย่างนี้ไว้จนตลอดขีวิตก็มี ก่อนพุทธกาล เคยมผุ้บัญญัติความเป็นอย่างนี้ ด้วยควาสำคัญผิดว่าเป็นนิพพานไปก็มีส่วนผุ้ที่มีความเข้าใจถุกต้อง ย่อมทราบว่า ยังมีส่งิที่จะต้องทำให้ย่ิงไปกว่านั้นเรพาะเหตุฉะนั้น พระผุ้มีพระภาเจ้าจึงได้ตรัสข้อปฏิบัติที่สูงขึ้นไปโดยจตุกกะอันมี
อย่างไรก็ดี ไม่ควรจะลือว่าการปกิบัตอีกสายหน่ง ซึ่งดิ่งไปยังการเห็นแจ้งแทงตลอดตามแบบของปัญญาวิมุตตินั้น ไมจำเป็นจะต้องปฏิบัติในทางจิรหรือทางสมาธิอย่างลึกาซึ้งจนถึงขั้นนี้เสยก่อน กล่าวคือมีการปฏิบัตเพียงขั้นที่เรียกว่า อุปจารสมาธ ิม้ที่เกิดอยุ่เองตามะรรมชาติ แล้วก้๘้ามไปปฏิบัติในชั้นี่เป็นวิปัสนาได้ เพ่ือเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างแจ่มแจ้งได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ปฏิบัตมาจนถึงขั้นทีสุดแห่งจุตกกะท่หนึงแล้ว ก็ยังอาจข้ามจตตุกกะที่สอง ที่สาม เลยไปฏิบัติในจตุกกะที่สี่ อนเป็นข้้นวิปัศสสนาโดยจรงก็เป็นที่ทำได้อุจเดียวกัน แต่เพื่อความสมบูรณ์ของการปฏิบัตอานาปานสติตามแบบนี้ เราจะได้วินิจฉัยกันตามลำดับ คือจุกกะที่สอง ที่สาม สืบไป ส่วนผุ้ที่ประสงค์จะลัดข้มไปนั้น พึงข้ามไปศึกษาในข้อปฏิบัตอันกล่าวไว้ในจตุกกะทีสี่โดยตรงเถิด...อานาปานสติ จตุกกที่ ๑ จบ...
อานาปานสติ พุทธทาสภิกขุ...
