ในขณะแห่งแห่งฌานนั้นะรรมกลุ่มใหญ่ๆ ๓ กลุ่ม กล่าวคือ ลักษณะ ๑๐, องค์ฌาน ๕ และอินทรีย์ ๕ ที่กล่าวแล้วข้างต้น มีความสัมพันธ์กันโดยตรง อย่างไร หรือมีอยู่พร้อมกัน ได้อย่างไรสืบไป

             ในขณะที่จิตลุถึงฌาน สติย่อมหน่วงต่อความปรากฏ ขององค์ฌานทั้ง ๕ อยู่แล้วอย่างสมบูรณ์ ครั้งถึงขณะแห่งการบรรลุฌานหรือลุถึงอุปปนานั้นองค์แห่งฌานปรากฎชัด ในขณะนั้นแหละ เป็นอันกล่าวได้ว่า ธรรมะ ๒๐ ประการซึ่งจัดเป็น ๓ กลุ่ม ได้รากธแล้วอย่างสมบูรณ์

ลักษณะ ๑๐

ลักษณะ ๑๐ คือ การที่จิตบริสุทธิ์หมดจด จนเพียงพอที่จะแล่นเข้าไปสุ่วิถีของสมถะจนกระทั่งเข้าถึงตัวสมถะ ข้อนี้ก็ได้แก่การทิจิตในบัดนี้หมดจดจากนิวรณและอารมณืทั้งปวงแล้ว เลื่อเข้าไปสู่ความเป็นอัปปนา ด้วยอาการดังที่ได้อล่าวแล้วข้างต้น

           หมวดที่สอง เป็นการเพ่งเฉยต่อการที่ตัวมันเองหมดจดแล้ว เข้าถึงความเป็นจิตประเสริฐ สงบรำงับอยู่ ข้อนี้ได้แก่สติ รู้สึกต่อความที่จิตเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมเจตนาอะไรเลย จนกระทั่งลุถึงอัปปนาเหือนกับคนเลื่อยไม้ รู้สึกในความที่ไม่ขาดไปๆ ตามลำดับ จนกระทั้งขาดออกจากกัน กล่าวคื อากรละจากจิตที่เป้นสมาธิ หรือจิตของคนธรรมดกไปสู่จิตขั้นสูงสุดที่ประกอบด้วยคุณอันใหญ่ที่เรยกว่า “มหัคคตาจิต” เพราะอยู่เหนือกามโดยประการทั้งปวง เป็นต้น

          หมวดที่ สาม มีใจความสำคัญอยุ่ตรงร่าเริง ในการประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องเจตนา เมื่อการประสบความสำเร็จเป็นสิ่งที่มีได้โดยไม่ต้องเจตนาความร่าเริ่งก็เป็นที่มีได้โดยไม่ต้องเจตนา ข้อนี้ หมายถึงการที่ความรู้สึกอันเป็นองค์ฌาน เช่น ปีติ และสุข เป็นสิงที่ปรากฏออกมาได้โดยไม่ต้องมีเจตนาเป็นอันว่า ธรรมทั้งสิบที่แบ่งเป็น ๓ หมวดนี้ ได้เริ่มมีแล้วตั้งแต่ขณะแห่ง สมถโคตรภู คือ ขณะที่จิตย่างขึ้นสู่การบรรลุฌาน แล้วก็มีเรื่อยติดต่อกันไปโดยไม่มีระยะว่างเว้น 

             อานาปานสติภาวนา พุทธทาสภิภขุ