13 มกราคม 2561
เรียน ผู้บริหาร เพื่อนครูและผู้อ่านที่รักทุกท่าน
วันจันทร์ที่ 8 มกราคม 2561เช้านี้มีแขกจากแดนไกลเป็นผอ.เขตที่เคยอยู่ในภาคใต้ปัจจุบันมาปฏิบัติงานในจังหวัดต่างๆทั้งภาคใต้ภาคกลางและภาคเหนือเหตุที่มาหาเพื่อขอกำลังใจหรือชาร์จแบตเตอรี่จากผอ.เขตรุ่นพี่และรุ่นแรกอย่างผมที่เหลืออยู่น้อยนิดก็แนะนำให้ตั้งสติและคิดว่าทุกตารางนิ้วบนขวานทองเราสามารถทำงานได้ทุกที่เที่ยงพาไปเลี้ยงข้าวที่ร้านอิ่มปลาเผา บ่ายมีประชุมอนุกรรมการกลั่นกรองร่างระเบียบชพค/ชพสที่สำนักงานสกสคกรุงเทพฯเคยเป็นคณะทำงานยกร่างสมัยเป็นกรรมการชพค. สมัยพินิจศักดิ์ 1 จึงหลงลืมไปมากแล้วเลยต้องฟังเจ้าหน้าที่ชี้แจงก่อนจึงจะมีความเห็นคณะอนุกรรมการมีผู้ตรวจฯอรรถพลตรึกตรองเป็นประธานกรรมการเวลา 16:00 น. เลิกประชุมนัดใหม่วันที่ 11 มกราคม 2561 เวลา 09:00 น.
วันอังคารที่ 9 มกราคม 2561เช้าทำงานที่เขตมีผู้มาอวยพร 2-3 คณะมอบคุณสมศักดิ์ คชฤทธิ์ไปอวยพรวันครบรอบการก่อตั้งหนังสือพิมพ์มติชนและสวัสดีปีใหม่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเพราะพึ่งพาอาศัยในการประชาสัมพันธ์กันมานาน บ่ายประชุมกศจ. ที่โรงเรียนนนทบุรีพิทยาคมเอาของฝากเล็กๆน้อยๆไปสวัสดีปีใหม่กรรมการครบทุกท่านวาระวันนี้เป็นเรื่องวิทยฐานะและเรื่องย้ายครูของสพม.3 เขาก็เสนอกำหนดสัดส่วนตำแหน่งว่างเพื่อรับย้ายและใช้บรรจุผู้สอบขึ้นบัญชีไว้ ของสพป.นนทบุรี 1 และ 2 ไม่มีในวาระทางศึกษาธิการจังหวัดก็ถามว่าจะเข้าเมื่อไหร่ ผมก็เป็นงงไม่ตอบอะไรเพราะไม่อยู่ในวาระขืนตอบไปกลัวผิดพลาดคลาดเคลื่อนสื่อสารกลับไปที่เจ้าหน้าที่กลุ่มบริหารงานบุคคลเขาบอกว่าสพฐ.เลิกระบบกำหนดสัดส่วนแล้วกลายเป็นเราทันสมัยหลังจากที่นั่งเหมือนแมวป่วยมาสักครู่ การประชุมกศจ.ต้องระมัดระวังพอสมควรเพราะจะมีคำถามนอกวาระให้เราต้องงงอยู่บ่อยๆพักหลังผมไม่ค่อยได้อ่านหนังสือมากนักเพราะไม่ได้รับผิดชอบในคำสั่งทางปกครองที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลจะอ่านบ้างเพื่อทบทวนหรือมีคนขอคำปรึกษาวันนี้เลิกประชุม 15:00 น. มีคนส่งข่าวว่าพรุ่งนี้ผู้ปกครองโรงเรียนแห่งหนึ่งจะเดินขบวนมาทวงสัญญาขับไล่ผอ.รร. ก่อนปีใหม่เคยมาหาผมครั้งหนึ่งแล้วรับปากว่าหลังกรรมการสืบข้อเท็จจริงรายงานจะพิจารณาและบอกให้ผอ.รร.ทำความเข้าใจกับชุมชนเห็นเงียบไปคิดว่าเข้าใจกันแล้วเมื่อจะมาก็มาตามรายงานบอกว่าจะเดินหน้าไปศาลากลางจังหวัดกระทรวงศึกษาธิการโดยจะเชิญนักข่าวทั้งหนังสือพิมพ์และทีวีนอนไม่ค่อยหลับเพราะคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่จะไม่ให้ลุกลามเสียชื่อเสียงจังหวัดสพฐ.และกระทรวงศึกษาธิการฝนเทลงมาทั้งคืนก็คิดว่าเทวดาคงช่วย
วันพุธที่ 10 มหราคม 2561วันนี้นัดประชุมผอ.รร. ไว้แต่ฝนก็ตกไม่ยอมหยุดพอลงรถก็เจอมวลชนมาถือป้ายรออยู่แล้วค่อยๆทยอยเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยชักชวนให้ขึ้นไปห้องประชุมชั้น 2 เลี้ยงน้ำชากาแฟตามธรรมเนียมดูเขาก็มีไมตรีและไว้ใจผมให้เขานั่งกันเขียนถึงเหตุและผลที่ไม่ต้องการผอ.รร. ระหว่างนั้นให้รองพีรากรบุนนาคประชุมผอ.รร.ประจำเดือนมากราคม 2561 ไปก่อนผมกลับมาที่ห้องทำงานเชิญผอ.รร.คู่กรณีมาแจ้งให้ทราบว่าคงจะปล่อยให้เกิดความไม่สงบวุ่นวายไปมากกว่านี้คงไม่ได้แล้วเพราะจะเสียหายต่อโรงเรียนและราชการโดยรวมดูท่าทีเขายังแข็งกร้าวพร้อมยืนยันว่าไม่ผิดอะไรผมก็อธิบายว่าเรื่องผิดถูกไว้พิสูจน์กันแต่ถ้าได้ข้อสรุปว่าการคงให้ท่านผอ. ทำงานที่โรงเรียนนี้ต่อไปเรื่องจะลุกลามต่อไปผมจะต้องตัดสินใจเขาบอกว่าจะดำเนินการทางคดีกับทุกฝ่ายผมก็บอกว่าเป็นสิทธิของเขาที่จะดำเนินการตามที่กฎหมายให้สิทธิไว้แจ้งให้ทราบแค่นี้เพื่อเตรียมกายเตรียมใจเข้าไปประชุมผอ.รร.พอเป็นพิธีเพราะไม่มีสมาธิพอจะมาพูดถึงเรื่องไกลตัวในเวลาที่มีดมาจ่อรอหอยอยู่ เข้าห้องประชุมฟังผู้ปกครองผลัดกันเล่าข้อมูลต่างๆจนครบถ้วนกระบวนความแต่เพื่อความรอบคอบจึงทำหนังสือเชิญครูโรงเรียนนี้มาประมาณ 10 คนเพื่อฟังข้อมูลจากครูบ้างสรุปแล้วไปแนวทางเดียวกับที่ได้จากผู้ปกครองแต่มีรายละเอียดลีกกว่าเที่ยงเลี้ยงข้าวกล่องบ่ายได้ข้อมูลที่เพียงพอขอให้กลับไปฟังข่าวที่บ้านและโรงเรียน ตัดสินใจออกหนังสือสั่งให้ผอ.รร.มาทำงานที่เขตชั่วคราวจนกว่าผมจะคิดทำอะไรได้ดีกว่านี้นิติกรเขาคงเป็นห่วงมาถามว่าผมติดสินใจดีแล้วหรือก็บอกเขาว่าเป็นทางเลือกเดียวที่ต้องทำเพื่อประโยชน์สาธารณะส่วนตัวบทกฎหมายคิดว่าไม่ขัดในฐานะผู้บังคับบัญชามีอำนาจทั้งการทำการแก้ไขให้ถูกกฎหมายและดุลพินิจ รู้สึกว่าโรคเครียดจนเป็นกรดไหลย้อนจะมาเยือนอีกแล้ว แต่ก็ต้องอดทนมีผอ.รร. อีกท่านหนึ่งมาพบเล่าเรื่องเทศบาลจะมายึดที่โรงเรียนแบบข่มขู่แนะนำให้รายงานมาเขตเพราะอำนาจเรื่องที่ราชพัสดุอยู่ที่เขตจะไปต่อกรทำไมให้เปลืองตัวฟังแล้วคงแค่อยากเล่าให้ฟังบ่ายไปรับรถที่ซ่อมสีไว้ที่โตโยต้านนทบุรีเขาทำได้เรียนร้อยดีใช้เวลาแค่ 7 วันขากลับบ้านแวะซื้อยาเครือบกระเพาะไปกินเพราะอาการเครียดโจมตีกลางคืนก็คิดหาช่องทางแก้ปัญหาทั้งผู้ปกครองและตัวผอ.เอง
วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม 2561เช้ายกเลิกการเดินทางไปประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองระเบียบชพค./ชพส. ที่สกสค. เพราะปัญหาสุขภาพและรถติดรถติดมากๆจะเพิ่มความเครียดมากขึ้นได้อ่านบทความพบความจริงว่าสาเหตุที่เราเครียดมากขึ้นเพราะก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์จากเครื่องยนต์แทรกเข้ามาในห้องโดยสาร เดินและนั่งคุยกับกลุ่มงานอำนวยการเลื่อนไปการเงินและสินทรัพย์จบที่กลุ่มบริหารงานบุคคลมีผู้บริหารรรมาปรึกษาเรื่องงบประมาณแนะนำไปตามที่ควรจะเป็น จากนั้นตั้งใจว่าวันนี้จะปรับระบบเสียงของคาราโอเกะในห้องสโมสรให้ดีเหมือนเดิม เพราะสังเกตเมื่อจัดงานปีใหม่คุณภาพเสียงแย่มากได้เจ้าหน้าที่สองคนที่มีความรู้เรื่องนี้มาช่วยอุปกรณ์มีครบแล้วเพียงแต่ต่อไม่ครบถ้วนวันนี้เอาใหม่ใช้ตัว sound canvas มาเชื่อมด้วยปรากฏว่าเสียงดีขึ้นเที่ยงหลังแวะทานข้าวแกงเมืองลุงที่ครัวสะตอปั้มบางจากถนนติวานนท์ ไปซื้อสายสัญญานเสียงที่ Home Work รัตนาธิเบศร์มาเชื่อมต่ออุปกรณ์เพราะของเดิมใช้ของคุณภาพต่ำเกินไปบ่ายดูเขา Test เสียงไปด้วยทำงานแฟ้มเอกสารไปด้วยสรุปดีดังเดิม เจ้าหน้าที่รายงานว่าผอ.รร.มารายงานตัวแล้วแต่ที่โรงเรียนผู้ปกครองมาอยู่กันเต็มโดยไม่มีเหตุการณ์อะไรอาจจะมารับลูกกันหรือมาปรึกษาเรื่องการจัดงานวันเด็กก็ได้ครูก็ไม่ได้รายงานอะไรเข้ามาจึงไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ
วันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2561เกือบทุกโรงเรียนจัดงานวันเด็กล่วงหน้าในวันนี้พรุ่งนี้เป็นวันเด็กจริงจะให้โอกาสเด็กได้ไปร่วมกิจกรรมหน่วยงานอื่นอย่างอิสระตามความสนใจไม่ได้ออกไปเยี่ยมเพราะไม่ได้ตั้งงบประมาณสำหรับซื้อของขวัญของแจกเด็กไว้งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการเขาโยกไปให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดดำเนินการเข้าถึงเขตผอ.รร. มารายงานตัวให้กำลังใจในการที่จะเริ่มใหม่การเป็นผู้บริหารภาครัฐเราไม่สามารถจะทำอะไรได้ตามอำเภอใจแม้เราจะมีเหตุและผลหนักแน่น หากประชาชนและเพื่อนร่วมงานไม่ร่วมมือเมื่อเจออุปสรรคเราต้องแยกมิตรแยกศัตรูให้ออกว่าใครหวังดีใครหวังร้ายและที่สำคัญต้องแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิดดูแล้วเขาก็สบายใจขึ้นมากพร้อมจะเดินหน้าต่อไปในเส้นทางที่เป็นไปได้เที่ยงลงไปทานข้าวที่ห้องสโมสรบ่ายขึ้นมาทำงานแฟ้มเอกสารสภาการศึกษาโทร.มาทวงคนเข้าสัมมนาปรากฎว่าหนังสือถึงเขตแต่ไม่ถึงผมต้องแก้ปัญหาส่งไปร่วมพรุ่งนี้ผอ.เขตจากสพป.ลำพูนเขต 1 โทร.หารือเรื่องครูตีเณรจะดำเนินการอย่างไรให้เหมาะสมก็แนะนำขั้นตอนตามกฎหมายกำหนดไว้เพราะประเด็นก่อนหน้าจะมีเรื่องนี้ก็มีเหมือนกันจึงรวบหัวรวบหางเป็นวาระเดียวกันเสียเลย
อ่านนิทานสอนใจเลยเอามาฝากผู้อ่านครับนิทานสอนใจ : ผู้นำคนใหม่
ระวีและวิกรมอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันมาตั้งแต่เล็กเมื่อทั้งสองอายุได้ 5 ปีผู้นำหมู่บ้านก็นำเงินที่รวบรวมได้จากชาวบ้านมอบให้แก่เด็กหนุ่มทั้งสองเพื่อเป็นทุนในการเดินทางไปศึกษาวิชาต่างๆต่อยังเมืองหลวง
“ข้าเห็นแล้วว่าเจ้าทั้งสองเหมาะที่จะได้รับทุนนี้มากที่สุดจงไปค้นหาสำนักอาจารย์ชั้นยอดในเมืองหลวงแล้วศึกษาวิชาความรู้เหล่านั้นอย่างพากเพียรกระทั่งในปีที่พวกเจ้ามีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ขอให้เดินทางกลับมายังหมู่บ้านของเราเพื่อให้ชาวบ้านเลือกว่าใครสมควรที่จะได้รับตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านเพื่อดูแลพวกเขาต่อจากข้า”
ระวีและวิกรมดีใจอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกให้ไปศึกษาต่อเขาสัญญาแก่ผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านทุกคนว่าจะเข้าเรียนในสำนักอาจารย์ที่ดีที่สุดเพื่อนำความรู้นั้นมาพัฒนาหมู่บ้านให้มีความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นไป
เมื่อไปถึงเมืองหลวงระวีและวิกรมได้เลือกเรียนในสำนักของอาจารย์ที่แตกต่างกันระวีเห็นว่าหมู่บ้านคงไม่มีความสุขหากผู้นำไร้คุณธรรมในการปกครองดังนั้นระวีจึงเลือกเข้าศึกษาในสำนักของอาจารย์ที่เน้นการสอนเรื่องคุณธรรมและปรัชญาแห่งความเป็นมนุษย์มากกว่าความเก่งกาจทางด้านวิชาการส่วนวิกรมนั้นมีความคิดเห็นต่างไปจากระวีโดยสิ้นเชิงวิกรมคิดว่าตัวเขาต้องมุ่งศึกษาศาสตร์ความรู้ต่างๆให้มากจะได้รู้มากกว่าเก่งกว่าและอยู่เหนือกว่าผู้อื่นซึ่งน่าจะเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้นำดังนั้นวิกรมจึงเข้าศึกษาในสำนักของอาจารย์ที่เน้นการศึกษาศาสตร์ต่างๆที่มีความหลากหลายนับร้อยนับพันสาขายกเว้นด้านคุณธรรมที่เห็นจะไม่มีความสำคัญเลยในสำนักแห่งนี้
ระวีและวิกรมขยันศึกษาในสำนักของตนอย่างพากเพียรต่างพักอยู่ในสำนักของอาจารย์ที่ตนศึกษาและแทบจะไม่ได้เจอหน้ากันมีอยู่ครั้งหนึ่งวิกรมเข้าไปเก็บตัวอย่างพืชพรรณไม้ป่าตามคำสั่งของอาจารย์เพื่อนำกลับไปศึกษาในสำนักระหว่างที่กำลังเก็บดอกไม้ดอกหนึ่งอยู่ด้วยความรีบร้อนไม่ทันระวังตัวหนามอันแหลมคมของมันก็ขูดเข้ากับท้องแขนของเขาเป็นทางยาวและมีเลือดไหลซิบๆออกมาวิกรมโกรธต้นไม้ต้นนี้มากจนรู้สึกเดือดพล่านเขากล่าวสาปแช่งต่างๆนานาแก่ต้นไม้เป็นการใหญ่
ตอนนั้นเองที่ระวีเดินผ่านมาเห็นพอดีเขารีบเข้าไปห้ามเพื่อนและเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระวีก็พูดว่า
“อย่าทำเช่นนั้นเลยเพื่อนเอ๋ยต้นไม้มิได้ผิดอะไรเขาอยู่ของเขาดีๆเพื่อนต่างหากที่ไปรุกรานทำร้ายเขาจงกล่าวขอโทษและแผ่เมตตาให้แก่ต้นไม้เถิด”
วิกรมได้ฟังดังนั้นก็พาลโกรธระวีไปอีกคนเขาว่ากล่าวระวีในเรื่องที่เลือกสำนักอาจารย์ในการศึกษาไม่เป็นทำให้เงินจากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านที่สู้อุตส่าห์แบ่งปันมาให้ต้องสูญเปล่า
“ไม่เป็นเช่นนั้นหรอกเพื่อนเพราะตัวข้านั้นหมั่นศึกษาคุณธรรมอยู่เป็นนิจข้าสำนึกในคุณค่าและบุญคุณของชาวบ้านเสมอ” ระวีแก้ความเข้าใจผิดของเพื่อน
“มีคุณธรรมแต่ขาดความรู้จะทำอะไรได้หากเจ้าไปบอกใครๆว่าตัวเจ้ามีคุณธรรมเขาจะชื่นชมเจ้าเท่ากับที่เจ้าแสดงภูมิความรู้ให้เป็นที่ปรากฏหรือ...ดูอย่างข้านี่สิข้ารู้จักพืชพรรณในป่านี้ทุกชนิดเพราะข้าขยันท่องชื่อของพวกมันทั้งวันทั้งคืนจนแม้แต่อาจารย์ก็ยังชื่นชมไม่ขาดปากว่าข้านั้นมีความจำเป็นเลิศส่วนเจ้าเล่า...รู้อะไรอย่างที่ข้ารู้บ้าง” วิกรมกล่าวโอ้อวด
“ถูกแล้วเพื่อนเอ๋ยข้านั้นไม่รู้อะไรมากเท่าที่เจ้ารู้หรอกข้าไม่รู้ว่าพืชพรรณเหล่านี้มีชื่อเรียกว่าอะไรบ้างแต่ข้ารู้ว่าพวกเขาในที่นี้ทุกต้นล้วนมีชีวิตมีความรู้สึกเพราะฉะนั้นเราไม่ควรกล่าวคำชั่วร้ายแก่ต้นไม้เพราะจะทำให้ต้นไม้เศร้าใจมาก” ระวีกล่าว
“ไร้สาระ! สิ่งที่เจ้าพูดล้วนจับต้องไม่ได้และข้าก็ไม่เชื่อเจ้าด้วย” วิกรมพูดกระแทกเสียงดังแล้วเดินจากไปอย่างขัดเคืองใจ
ส่วนระวีนั้นเห็นใจต้นไม้เขาจึงนั่งแผ่เมตตาให้แก่ต้นไม้เป็นเวลานาน
เวลาผ่านไปจนกระทั่งระวีและวิกรมมีอายุย่างเข้าสู่ปีที่ 25 ทั้งสองจึงกล่าวลาอาจารย์ของตนแล้วเดินทางกลับหมู่บ้านซึ่งมีชาวบ้านมารอให้การต้อนรับอยู่แล้ว
วิกรมนั้นเมื่อมาถึงหมู่บ้านก็พูดจาโอ้อวดแสดงภูมิความรู้ต่างๆของตนแก่ชาวบ้านทันทีผิดกับระวีที่พูดน้อยและกล่าวแต่คำไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบของชาวบ้านอย่างมีอัธยาศัยไมตรี
ผู้นำหมู่บ้านกล่าวว่า “ในอีก 3 เดือนข้างหน้าข้าจะจัดให้มีการเลือกผู้นำหมู่บ้านคนใหม่ดังนั้นช่วงนี้ขอให้พวกเจ้าตัดสินใจให้ดีว่าระหว่างระวีกับวิกรมพวกเจ้าอยากให้ใครขึ้นมาเป็นผู้นำหมู่บ้านเราต่อจากข้า”
แรกๆนั้นพวกชาวบ้านออกจะมีใจนิยมชมชอบในตัวของวิกรมมากกว่าระวีเนื่องจากดูทรงภูมิและมีความรู้ต่างๆมากเวลาวิกรมพูดอะไรแต่ละครั้งเขาจะใช้คำพูดยากๆที่ชาวบ้านฟังแล้วไม่เข้าใจเพราะรู้สึกว่าพูดไปแล้วจะทำให้ตนเองดูมีความรู้และฉลาดกว่าผู้อื่นเมื่อมีชาวบ้านคนใดเอ่ยถามเพื่อความเข้าใจวิกรมก็หัวเราะก่อนจะอธิบายอย่างอวดภูมิและตบท้ายด้วยคำพูดแบบยกตนข่มท่านเสมือนว่าคนที่มาถามนั้นเป็นคนโง่เพราะแม้แต่เรื่องง่ายๆแค่นี้ก็ไม่รู้ดังนั้นในระยะหลังๆจึงไม่มีใครกล้าถามหรือพูดอะไรกับวิกรมอีกเพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนโง่
ฝ่ายระวีนั้นไม่เคยแสดงภูมิใดๆให้เป็นที่ประจักษ์จนแรกๆชาวบ้านต่างพากันคิดว่าระวีนั้นไร้ความโดดเด่นจนไม่มีอะไรให้พูดถึงตัวเองแต่เมื่อได้ลองพูดคุยทักทายกันบ้างตามประสาชาวบ้านก็พบว่าพวกเขาสามารถเข้าใจสิ่งที่ระวีพูดได้ง่ายกว่าคำพูดของวิกรมเพราะระวีสนทนากับชาวบ้านด้วยภาษาที่เรียบง่ายทำให้สื่อสารเข้าใจได้ตรงกันและนอกไปจากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆรู้สึกว่าถ้อยคำสั้นๆง่ายๆที่ระวีพูดนั้นแท้จริงแล้วกลับแฝงไว้ด้วยความเฉียบแหลมอยู่ในทีชาวบ้านจึงเริ่มมองระวีในแง่ใหม่และเข้ามาพูดคุยกับเขามากขึ้น
3 เดือนผ่านไปถึงเวลาที่ชาวบ้านต้องเลือกผู้นำคนใหม่ผู้นำหมู่บ้านคนปัจจุบันจึงมอบก้อนหินสีขาวให้ชาวบ้านคนละ 1 ก้อนแล้วให้เข้าไปหยอดในกล่องที่อยู่หลังฉากกั้นทีละคนๆโดยให้เลือกหยอดลงในกล่องใบใดใบหนึ่งระหว่างกล่องของวิกรมกับกล่องของระวี วิกรมมองชาวบ้านเดินเข้าหลังฉากกั้นไปลงคะแนนด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องเขาแน่ใจว่าด้วยความฉลาดทั้งหมดที่ได้แสดงออกสู่สายตาชาวบ้านจะทำให้ตนเองได้รับเลือกเป็นผู้นำหมู่บ้านอย่างไม่ต้องสงสัยในขณะที่ระวีไม่ได้แสดงอาการใดๆออกมาและยืนรอผลการเลือกตั้งด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“ผลออกมาแล้ว” ผู้นำหมู่บ้านประกาศหลังนับคะแนนเสร็จ “ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำหมู่บ้านต่อจากข้าคือ...ระวี”
สิ้นคำประกาศของผู้นำหมู่บ้านคนปัจจุบันเสียงไชโยโห่ร้องจากชาวบ้านก็ดังกระหึ่มขึ้นด้วยความยินดีทันทีส่วนวิกรมนั้นยืนงงเป็นไก่ตาแตกและคิดว่าตนเองน่าจะฟังผิดไป
“เดี๋ยวก่อนสิท่านผู้นำหมู่บ้าน! ท่านประกาศผลผิดไปนะ” วิกรมรีบทักท้วง
“ไม่ผิดหรอกกล่องของระวีอัดแน่นไปด้วยก้อนหินสีขาวส่วนของเจ้าไม่มีก้อนหินเลยสักก้อนเดียว” ผู้นำหมู่บ้านบอก
“ว่าอย่างไรนะ! เป็นไปไม่ได้หรอกข้าเป็นผู้มีความรู้มากนะทุกคนต้องเลือกข้าเป็นผู้นำสิ” วิกรมพูดอย่างเดือดดาลด้วยความรู้สึกเสียหน้าและผิดหวังอย่างรุนแรง
“ผิดแล้ววิกรม” ผู้นำหมู่บ้านกล่าวอย่างนุ่มนวล “ตามวิสัยของผู้ที่จะมาเป็นผู้นำคนหมู่มากนั้นเขาจะต้องแสดงคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการพูดคนที่มีคุณค่าต้องพูดแต่สิ่งดีๆและมองผู้อื่นในแง่ดีอยู่เสมอเพราะคำพูดนั้นสำคัญมากเมื่อพูดออกไปแล้วไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เรียกคืนมาอีกไม่ได้หากพูดไม่ดีคำพูดนั้นก็จะไปประทับอยู่ในจิตใจและสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้อื่นไปนานแสนนานดังนั้นผู้นำจะต้องเป็นคนที่พูดเป็นคิดถึงความรู้สึกของผู้อื่นอ่อนน้อมถ่อมตนไม่อวดดีและเต็มไปด้วยความรักความเมตตาในจิตใจจึงจะทำให้ผู้ที่อยู่ใต้ปกครองเกิดความสุขได้อย่างแท้จริง”
วิกรมได้ฟังหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวดังนั้นก็เริ่มคิดได้และเมื่อได้มองย้อนกลับไปถึงการกระทำต่างๆที่ผ่านมาของตนเองเขาก็รู้สึกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นตนเองได้สร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้อื่นเสมอมาผิดกับผู้นำหมู่บ้านระวีต่างหากที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ทุกประการ
ดังนั้นวิกรมจึงหันไปแสดงความยินดีกับระวีด้วยใจจริงและมุ่งมั่นว่าจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีมีคุณค่าและช่วยเหลือระวีในการพัฒนาหมู่บ้านด้วยความจริงใจตลอดไป
บทสรุปของผู้แต่ง
การเป็นผู้มีความรู้มากนั้นมิใช่สิ่งที่ไม่ดีหรอกตรงกันข้ามการเป็นผู้นำที่ดีควรที่จะหมั่นศึกษาความรู้ต่างๆมาประดับตนเองไว้เสมอแต่อย่ารู้วิชาจนลืมไปว่าคุณค่าแห่งความดีนั้นเป็นอย่างไรเพราะนั่นไม่มีประโยชน์และเสียเวลาขวนขวายหาความรู้ไปเปล่าๆนอกจากนี้ควรมีความรู้ควบคู่กับคุณธรรมและความดีความรู้จึงจะบังเกิดผลสูงสุดทั้งแก่ผู้อื่นและตัวเธอเองซึ่งนั้นจะทำให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าในตัวเองมากขึ้นและกลายเป็นที่ต้อนรับของผู้คนในทุกแห่งที่ย่างก้าวไปถึง
///////////////
ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆในชุดหนังสือนิทานสีขาวของดร.อาจองชุมสายณอยุธยาไว้ณโอกาสนี้ด้วยครับ
นายกำจัด คงหนู
ผู้อำนวยการสำนักนเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1











