อุปสรรคทั้ง ๙ คู่ หรือนับเรียงอย่างได้ ๑๘ อย่างเหล่านี้ บางทีก็เรียกว่า อุปกิเลสของสมาะิ บ้าง ในฐานะที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของสมาธิ เรียกว่าอัตรายของสมาธิ บ้าง ในฐานะที่เป็นส่ิงที่ทำอัจรายต่อสมธิโดยตรงเมื่อเกิดอาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งข้นแล้ว การก็ดี จิตก็ดี ย่อมกระวนกระวาย ย่อมหวั่นไหวย่อมดิ้นรนไปตามกัน เมื่อจิตหมดจดจากอุปสรรคเหล่านี้ก็เจริญสมาธิทุกขึ้นย่อมเป็นไปได้โดยหลักใหญ่ๆ ส่วนข้อปลีกย่อยหรือรายละเอียดนั้น จะไม่มีความสำคัญจนถึงกับจะแก้ไขไม่ได้ ในเมือตัวอุปสรรคอันแท้จริงเหล่านี้ได้ถูกขจัดไปหมดสิ้นแล้ว จิตที่ปลอดจากอุปสรรคเหล่านี้ ชื่อว่าเป็นจิตขาวรอบหรือเป็น จิตถึงซึ่งความเป็นเอก (เอกตฺต) ความเป็นเอกในที่นี้ มีความหมายทั้งความเป็หนึ่ง ไม่มีสอง และความเป็นเอก คือประเสริฐ
- อานาปานสติ พุทธทาสภิกขุ
*** อุปสรรค คู่ที่ ๑
- เมื่อกำหนดลมหายใจออก จิตฟุ้งอยู่ในภายใน เมื่อส่งจิตไปตามลมที่กำลังออก ในขณะแห่งลมหายใจออก เกิดความรู้สึกกังวลว่า จะขาดตอน หรือกายไปเลยไม่กลับเข้ามา
ความรู้สึกฟุ้งซ่านที่กล่าวนี้จะปรากฎแก่บุคคลผุ้แรกฝึกเป็นธรรม
- ในกรณีแห่งการหายใจเข้า มีอุปสรรคในทำนองเดียวกัน คือ เมื่อสติกำหนดลมหายใจเข้าถึงที่สุดแล้ว จิตแล่นออกไปภายนอก คือห่วงว่าเมื่อไรลมจะกลับออกไป เรียกว่าจิตฟุ้งออกไปภายนอก มีอาการกลับกัน อาการเช่นนี้ จ ะเกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง และผู้ปฏิบัติมีความร้อนรม หรือตั้งใจรุนแรงเกินไปอีกอย่างหนึ่ง
การศึกษามาอย่างเพียงพอ การสำรวจจิตอย่างประณีตสุขุม หรือพอเหมาะพอสม การไม่คิดอะไรล่วงหน้าไว้มากๆ ย่อมแก้อุปสรรคคู่นี้ได้
อุปสรรค คู่ที่ ๒
- ความหวังอยู่ก็ดี ความพอใจอยู่ก็ดี ความอยากก็ดี ซึ่งมีอยู่ในลมหายใจออก
- ความหวังอยู่ก็ดี ความพอใจอยู่ก็ดี ความอยากก็ดี ซึ่งมีอยู่ในลมหายใจเข้า
ผู้ที่ปฏิัติด้วยตัณหาอุปสทานยึคดมั่นถือมั่นในตัวการปฏิบัติเต็มที่ จะต้องพบเจออุสรรคข้อนี้ ความพอใจในลมหายใจออกหรือเข้า ที่เกิดจากความรู้สึกสบายในขณะที่หายใจออกหรือเข้า หรือเกิดจกความรู้สึกที่เป็นการยึดมั่นถือมั่นก็ตาม ย่อมเป็นส่ิงที่มีอำนาจมากพอ ที่จะให้เกิดความฟุ้งซ่านแห่งจิต หรือเกิดความหยาบแห่งลมหายใจจนไม่มีทางที่จะระงับลงได้ ซึ่งจะพาไปในทางแห่งความตื่นเต้นเสียตลอดเวลา เมื่อเกิดความพอใจมีความกระหายต่อการหายใจเข้าหรือกก็ตามเป็นสิ่งที่ทำให้มีจิตหยาบ มีลมหายใจหยาบ
ควรจะปฏิบัติโดยการไม่ยึดมั่นถือมั่นในการปฏิบัติ
อุปสรรค คู่ที่ ๓
- เมื่อลมหายใจออกครอบงำ เกิดการลืมต่อการหายใจเข้า
- เมื่อลมหายใจออกครอบงำ เกิดการลืมต่อการหายใจออก
ซึ่งอาจเกิดจากความสนใจรุนแรงต่อการหายใจเข้า หรือออกเพียงอย่างเดียว หรือเกิดจากร่างกายก็ตาม ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถหาจุดร่วมของการหายใจให้เป็นที่ตั้งของผุสนาได้อย่งสม่ำเสมอ
อุสรรค คู่ที่ ๔ และ ๕
- เมื่อกำหนดนิมิต จิตในลมหายใจออกหวั่นไหว
- เมื่อกำหนดลมหายใจออก จิตในนิมิตหวั่นไหว
นิมิต หมายถึง ในขั้นผุสนา หรืออุคคหนิมิต เมื่อจิตกำหนดที่อุคหนิมิต คือฐานที่ลมกระทบ จิตที่กำหนดตัวลมก็หวันไหว อีกทางหนึ่ง เมื่อกำหนดที่ตัวลมหายใจมากเกินไป จิตที่จะกำหนดในนิิต คือฐานที่ลมกระทบ หรือผุสนา ก็เป็นจิตที่หวั่นไหว
เกิดจากการกระทำทีสับสน หรือผิดลำดับ เพราะศึกษาไม่เพียงพอ
ในการปฏิบัติขั้นแรก อุปสรรคหรืปัญหานี้ยังไม่เกิด เพราะตัวลมหายใจนั่นเองเป็นตัวนิมิต แต่ปัญหาจะเกิดก็ต่อเมื่อผุ้นั้นได้ทำการกำหนดแบ่งแยก นิมิตอย่างหนึ่ง ลมหายใจอย่างหนึ่ง
กระทำแต่เพียงว่าสติกำหนดลมอย่างแน่วแนแล้ว ถือเอาลมนั้นเป็นนิมิตพร้อมกันไปในตัว อุปสรรคหรือปัญหาดังกล่าวก็จะไม่เกิดขึ้น
- เมื่อกำหนดนิมิต จิตในลมหายใจเข้าหวั่นไหว
- เมื่อกำหนดลมหายใจเข้า จิตในนิมิตหวั่นไหว
การแก้ไขอุปสรรคทั้ง ๒ คู่ นี้ คือ
๑) ในขณะแห่งบริกรรมนิมิต กำหนดลมและนิมิตพร้อมกันไปในตัว
๒) ในขณะแห่งอุคหนิมิต กำหนดแต่นิมิตที่ตรงจุดแห่งผุสนาให้การกำหนดลมเป็นแต่เพียงของฝาก หรือของพลอยได้ซึ่งไม่ต้องสนใจเท่ากับการกำหนดนิมิต แต่ผุสนาย่อมเกิดขึ้น เมื่อลมกระทบเท่านั้น ฉะนั้นจึงเป็นการกำหนด ๒ อย่างพร้อมกันไปในตัวโดยอีกปริยายหนึ่ง
๓) ส่วนในขณะแห่งปฏิภาคนิมิต กำหนดแต่นิมิตโดยตรงเพียงอย่างเดียว ท้ิงลมหายใจไว้ในฐานะที่เป็นส่ิงดำเนินไปได้เอง ดดยไม่ต้องมีการกำหนดแม้โดยปริยาย อุปสรรคหรืออัตราย ๒ คู่นี้ย่อมหมดไปโดยอุบายอันแยบคาย แห่งการปฏิบติอันถูกต้องในขณะแห่งนิมิต ๓ ระยะ ดังกล่าว
อุปสรรค คู่ที่ ๖
- เมื่อกำหนดลมหายใจออก จิตในลมหายใจเข้าหวั่นไหว
- เมื่อกำหนดลมหายใจเข้า จิตในลมหายใจออกหวั่นไหว
หมายถึงอาการของบุคคลที่ไม่ทำในใจโดยแยบคาย ไม่สามารถทำของ ๒ สิ่งนี้ ให้สม่ำเสมอกันด้วยความรุ้สึกที่เท่ากัน มีอาการคล้ายกับ คุ่ที่ ๑ หากแต่หมายถึงจิตที่ไม่ได้รับการกระทำที่สม่ำเสมอกันในคุ่หนึ่งๆ มีอาการผิดปรกติเป็นพิเศษกว่า หรือเล็กน้อยกว่า หรือเฉพาะคนกว่า เพราะเหตุที่โยนิโสมนสิการในลมหายใจไม่เท่ากันทั้ง 2 ระยะ
อุปสรรคข้อนี้จะต้องหาทางแก้ไขเฉพาะส่วนที่หวั่นไหว หรือเท่าที่เป็นมูลเหตุของความหวั่นไหวเฉพาะส่วน นำมากล่าวไว้ในฐานะเป็นส่ิงที่อาจจะเกิดขึ้เท่านั้น
อุปสรรค คู่ที่ ๗
- จิตแล่นไปตามอารมณ์ในอดีต เป็นจิตตกไปข้างกระสับกระส่าย(วิกเขปะ)
- จิตหวังอารมณ์ในอนาคต เกิดเป็นจิตหวั่นไหว (วิกัมปิตะ)
มีข้อสังเกตุอยู่ว่า อารมณ์ในอดีตเป็นเหตุให้กระสับกระส่าย อารมณ์ในอนาคตเป็นเหตุให้หวั่นไหว
การแก้อุปสรรคคู่นี้ มีอาการคล้ายกันในระยะแรก คือ ต้องละเว้นหรือระงับจิตก่อน แล้ว จึง ทำการ ๑) ตั้งจิตใหม่ ในอารมณ์หรือในฐานอันเดียวกัน โดยเฉาพะอย่างยิ่งก็คือ ผุสนา สำหรับจิตที่แล่นไปในอารมณ์อดีต และ ๒) ทำการ "น้อมจิตไป" ในอารมณ์หรือฐานอันเดียวอย่างเดียวกัน
สำหรับจิตที่หวังอารมณ์ในอนาคตความแกต่างระหว่างคำว่า "ตั้งจิตใหม่" และ "น้อมจิตไป" เป็นส่งิที่ต้องพิจารณาอูอย่างละเอียด จึงจะเข้าใจปละปฏิบัติไปจนแก้อุปสรรคนั้นได้ คำว่า "ตั้ง" หมายความว่า ตั้งขึ้นใหม่ สำหรับกรณีที่ไม่ได้ตั้งขึ้นมาก่อนหรือตั้งขึ้นไม่สำเร็จก็ตาม ฉะนั้น ต้องมีการตั้งหรือการกำหนดโดยเฉพาะขึ้นมาใหม่ "น้อม" จิตไปนั้น หมายถึงจิไปตั้ง ผิดที่ หรือกำหนดผิดท่ จะต้องน้อมไปให้ถูกที่ หรือดึงไปให้ถูกที่ หรือเป็นการตั้งแล้วอย่งผิดที่หรือกำหนดผิดที่ จะต้องน้อมไปให้ถุกที่ หรือดึงไปให้ถูกที่ อาการจึงต่างกันโดยหลักการนี้
ทำให้เห็นว่า ความกระสับกระส่ายหรือวิกเขปะนั้น ไม่มีที่ตังและอาศัยมุลเหตุมาจากอารมณ์ในอดีต ซึ่งมีอยุ่มากมายด้วยกัน แต่ก็ล้วนเป็นที่ตั้งแห่งความหวัง ส่วนอาการที่่เรียกว่าหวั่นไหว หมายถึง อาการตั้งอยุ่แล้วในอารมณ์ที่มุ่งหวัง และเกี่ยวกับยอารมณ์อนาคตดดยเฉพาะเท่านั้น ถ้ารู้จักการตั้งและอาการน้อมไปทั้ง ๒ อย่างนี้ได้ดี ก็ย่อมจะแก้ปัญหาข้อนี้ได้ ข้อสังเกตที่ว่า อารมณ์ในอดีตตังอยู่ได้ด้วยอาศัยสัญญา อารมณ์ในอนาคตตั้งอยู่ได้ด้วยอาศัยเวทนาและวิตก
"ละเว้นจตินั้นๆ เสีย" แล้วตั้วใหม่ หรือน้อมไปใหม่ จะละเว้นได้ด้วยการข่ม อย่างหนึ่ง และด้วยการพิจารณาอีกอย่างหนึ่ง เมื่อใช้การข่มไม่สำเร็จ
อุปสรรคนี้อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ และโดยเฉพาะระยะเริ่มแรก ในขณะแห่งคณนา และนุพันธนา
อีกอย่างหนึ่ง คือ บุพพกิจเบื้องต้นต่างๆ และการละปลิโพธ ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการเกิดของอุปสรรคคู่นี้ และอีกอย่างหนึ่งคือ กัมมัฎฐานอุปกรณ์ ที่ใช้ทำอยุ่เป็นประจำวันสำหรับสนับสนุน กัมมัฎฐานหลัก มีความสัมพันธ์อยู่มาก ในการป้องกันมิให้เกิดอุปสรรคคู่นี้
อุปสรรค คู่ที่ ๘
- จิตหดหู่ เป็นจิตตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน
- จิตเพียรจัดเกินไป เป็นจิตตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน
อุปสรรคคุ่นี้อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ หากว่ามาในทางที่แตกต่างกัน ไม่มาด้วยกันอย่างคู่อื่นบางคู่
อุปสรรค "หดหู่" หมายถึง ความอ่อนกำลัง หรือไร้กำลัง หรือกำลังในทางจิคืออินทรีย์ต่างๆ (มีสัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) อ่อนเกินไป จึงตกไปในทางเกียจคร้าน
ทางแก้ไข คือจะต้องประคองจิตนั้นขึ้น จากความเกียจคร้าน เริ่มจากการแก้ไขมูลเหตุต่างๆ เท่าที่จะทำได้ในภายนอก หรือในทางกายก่อน แล้วจึงยกจิตในภายในขึ้น เช่น ความเป็นสัปปายะที่เพียงพอ แล้วจึงแก้ไขที่จิตโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกฉันทะ
อุสรรคที่เกิดจากการเพียรเกินไป จนตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน เมื่อเสียความเป็นปรกติทั้งทางฝ่ายกาย และฝ่ายจิตรวมเข้าด้วยกันแล้วเขาย่อมไม่สามารถจะข่มจิตได้ กระทั่งถึงแม้จะนอนหลับก็หลับไม่ได้ โดยที่จิตใฝ่ฝันเลื่อนลอยไป กระทั่งเป็นอันตรายในที่สุด
การข่มจิตในที่นี้จะสำเร็จได้ดด้วยการป้องกัน และการกำจัดมูลเหตุแห่งความฟุ้งซ่านโดยตรงนั้นเอง เมื่อบรรเทามูลเหตุชั้นหยาบๆ หรือที่เป็นภายนอกออกไปเสียได้แล้ว ก็สมารถขจัดความฟุ้งซ่านที่เป็นชั้นละเอียดหรือภายในได้ตามลำดับ ในบางกรณีต้องเป็นไปในทางพักผ่อนชั่วคราว ทั้งทางกายและทางใจ (การข่มจิต เป็นการใช้อุบายที่แยบคายอย่างใด อย่างหนึ่ง จระงับความฟุงซ่านได้นั่นเอง)
อุปสรรค คู่ที่ ๙
- จิตไวต่อความรุ้สึกเกินไป เป็นจิตตกไปข้างฝ่ายกำหนัด
- จิตไม่แจ่มใส เป็นจิตตกไปข้างฝ่ายพยาบาท
อุบายสำหรับกำจัดอุปสรรคทั้ง ๒ ข้อนี้มีอยู่ว่า "เธอเป็นผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อม(สัมปชาโน) ต่อจิตนั้น ย่อมละความกำหนัดได้"


