840. เรียนรู้ศาสตร์ Organization Development จาก The Last Jedi

ช่วงนี้ใครยังไม่ไดู The Last Jedi นี่ควรดูมากๆนะครับ ... แน่นอนมองไกลๆ ก็เป็นเพียงหนังอวกาศที่มี Plot ง่ายๆ คือฝ่ายธรรมะ ที่มีกองกำลังน้อยกว่า เทคโนโลยีต่ำกว่า อาจจะฉลาดน้อยกว่าในบางครั้ง   เอาเป็นว่าพลังอำนาจน้อยกว่า แต่สามารถเอาชนะฝ่ายอธรรมะได้เสมอ ... ตอนนี้มีมา 8-9 ตอนแล้ว ... และอีก 800,000 ตอนข้างหน้า ก็คงจะเป็น Plot เดิมๆ ...    

แต่ลองดูดีๆ ถ้ามองไกล้ๆ   Star Wars สอนอะไรเรามากว่าหนัง Sci-fi ธรรมดา ...  อะไรครับ ... OMG ยิ่งดูยิ่งเห็นโดยเฉพาะ The Last Jedi ... สอน Organization Development (OD) ครับ ... และแถมยังแย้มพรายอีกว่าถ้าทำ OD เป็น องค์กรเห่ยแค่ไหน โลว์เทคแค่ไหน ก็เอาชนะยักษ์ได้ครับ ....    

OD คืออะไร คืออการพัฒนาองค์กรครับ ศาสตร์นี้มีมาเป็น 100 ปี จนมีพัฒนาเครื่องมือหลากหลาย (OD Intervention-ODI) รูปแบบขึ้นมา  

OD  กับ OD Intervention (ODI) คืออะไร ...

ยกตัวอย่าง .. คุณจ้างแม่บ้านมาทำงานบ้าน . วันหนึ่งคุณสังเกตแม่บ้านเลี้ยงหมาให้อาหารหมาเสร็จ ก็มาหั่นผักทำกับข้าวโดยไม่ล้างมือเลย ... ... ถามว่าคุณจะทำอย่างไร ...  

  1. ปล่อยตามบุญตามกรรม .. .โดยเชื่อว่าเดวแม่บ้านก็จะรู้อะไรควรไม่ควรเอง
  2. แทรกแซง (ODI) ด้วยการสอน หรือออกติกา...  หรืออะไรก็ได้ ...บางคนบอกก็พอ...บางคนบอกแล้วต้องคอยติดตามว่าเปลี่ยนนิสัยได้ไหม ...ถ้าคนจีนจะแนะนำว่าให้สอนตอนเขามารับเงินกับเรา...อะไรก็ตามที่เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด

ครับคุณต้องเลือกอย่างที่สองแน่นอน   ...เพราะไม่ทำอะไรไม่ดีแน่ 

OD คือการที่เราอยากยกระดับองค์กรให้ไปไกลกว่าเดิม   

ส่วน OD Intervention  (ODI คือเครื่องมือพัฒนาครับ มีเยอะแยะมาก .. เช่น Appreciative Inquiry, Learning Organisation, Teaching, Consulting  เป็นต้น    

คราวนี้มาดูกันว่าเรื่องนี้สอนเราเรื่องการพัฒนาองค์กรอย่างไร .. ผมจะวิเคราะห์ผ่าน Model ของ Kurt Lewin เครื่องมือนี้อายุเกือบ 100 ปีแล้ว แต่ยังทรงพลังครับ เรียกว่า Force Field Theory.. คือพูดถึงการเปลี่ยนแปลงล้วนๆ ...  คุณจะเห็นว่ากองกำลังกบฎถูกบีบบังคับ ให้ต้องขยับตัว ปรับเปลี่ยนอย่างรุนแรงตลอด ในขณะเดียวกัน ... ถึงจะอยกาเปลี่ยนแปลง แต่ก็เจอแรงต้านทั้งภายในภายนอก ... เอาตั้งแต่ต้น   เรียกว่าการกอบกู้จักรวาลของฝ่ายกบฏเจอทั้งแรงผลัก (Driving Forces) และแรงต้าน (Restraining Forces)

ขอเขียนลง Diagram เลยจะง่ายกว่า

นี่ไม่ใช่ปัญหาแม่บ้านธรรมดา   ด้วยแรงบีบบังคับ ผลักดันมหาศาลขนาดนี้ มีสองทางเลือก

  1. ปล่อยไปตามบุญตามกรรม
  2. ลุกมาทำอะไรสักอย่าง
  3. ลุกมาทำอะไรหลายๆ อย่างด้วยเครื่องมือหลายอย่าง..

ผมเห็นกองกำลังฝ่ายกบฏทำอย่างที่สามครับ  

ผมเห็น The Last Jedi ใช้เครื่องมือ (ODI) หลายๆ อย่างดังนี้ครับ  

  1. SOAR Analysis เป็นเครื่องมือสำคัญ ...ตัวหนึ่งที่ช่วยวางยุทธศาสตร์ในยามเสียเปรียบ ...จะเห็นว่าตอนต้นเลย..ยานกบฏ ถูกตามล่าข้ามมิติ ..  ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน..ในตอนก่อนถ้าคุณหนีข้ามมิติได้ คุณจะหายไปเลย ไม่มีใครตามได้ ตอนใหม่ First Order สามารถตามรอยได้ มาโผล่ข้างหลังเลย..  ทำยังไง .. SOAR Analysis ครับ SOAR คือ Strenghts Opportunities Aspiration Results ผู้บัญชาการเลอา และเหล่านายพลมาคุยกัน...จุดแข็ง Strenghts ของยานคืออะไร คือยานเล็ก วิ่งเร็วกว่ายานใหย๋ของศัตรู  Opportunities ถึงแม้จะมีเชื้อเพลิงอยู่น้อย ถ้าถ่วงเวลาได้ อาจมีคนมาช่วย โดยเฉพาะลุค ซึ่งเป็นความหวังสุดท้าย...Aspiration ฝันว่ารอดแน่ Action ส่งเรย์ไปตามลุค และขับยานให้รักษาระยะห่างให้นานที่สุด Results อย่างที่เห็นที่สุด แม้กำลังน้อย ด้วยการเอาจุดแข็งมาใช้ และมองหาโอกาส.. ทำให้เอาตัวรอดได้ในทีสุด  ...
  2. Positive Deviance (PD) เป็นเครื่องมือสำคัญอีกเครื่องมือที่มาใหม่ The Last Jedi ก็ใช้เครื่องมือนี้ครับ PD เป็น ODI ที่เน้นการหาคนเก่งมาช่วย โดยเชื่อว่าในทุกองค์กร มันต้องมีคนเก่งมาช่วยเราได้เสมอ..เหมือนเด็กๆ ถ้าเราโง่คณิตศาสตร์ เราก็ควรไปหาเพื่อนที่ฉลาดที่มีอยู่น้อยมากๆ แต่มักมีเสมอ มาช่วยเรา ตรงนี้เป็นทางลัดสุด..ไม่ใช่ไปหาคนที่โง่กว่าเราหรือฉลาดเท่าเรา ...ไปคุยล้านคนก็ทำให้คุณรู้ได้แค่คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเท่านั้น ไม่ทำให้คุณทำโจทย์ได้ครับ ..  เรื่องนี้มีการมองหาคนที่จะมาแก้ปัญหา ต่อสู้กับซิทธ์ลอร์ด และไคโร เรนที่ทรงพลัง .ไม่มีใครอื่นลุคนั่นเอง... ยังมี PD Intervention อื่นๆ อีกเช่นการค้นพบว่ายานแม่ศัตรูทีเครื่องมือบางอย่างที่เป็นเครื่องติดตาม..แต่ต้องหาคนเก่งในการถอดรหัส..โพกับฟินก็เลยไปนึกถึงเมส..เมสก็เลยแนะนำนักถอดรหัส...เก่งสุดในจักรวาล..นี่ไงครับ..PD .. ที่สุดก็เจอลุค 
  3. Solution-focused Brief Therapy (SFBT) ..เรย์ไปเจอลุคในที่สุด แต่ลุคกลับปฏิเสการสอน ..บอกว่าไม่มีเจได แล้ว เจไดคือความล้มเหลว.. ..เรียกว่าลุคสติแตก อยู่ไปวันๆ .. ต่อให้ตอนหลังจะมาสอนเรย์ แต่ก็หนีปิดตัวเองจากโลกภายนอก ด้วยความผิดหวังว่าตัวเองมีส่วนในการสร้างไคโร เรน ..เปลี่ยนไคโร เรนไปสู่ด้านมืด จนกระทั่งลูกต้องไปฆ่าพ่อ...  นี่ไงครับ คนในองค์กร มีศักยภาพล้มยักษ์ได้ แต่กลับนั่งนิ่งๆ เพราะรู้สึกผิด...ดูเหมือนลุคจะ ติดกรอบความคิด (Frame) เดิมๆ ... ทำไงดีครับ โชคดี โยดากลับมาช่วย ดูเหมือนท่านจะรู้จัก SBFT ครับ ...SFBT นี่คือมองว่าคนเราบางทีมัวแต่หาปัญหา วิเคราะห์ปัญหากัน ก็มักจมจ่อมครับ..ไม่สนใจครับ เปลี่ยนกรอบ ตั้งเป้าหมาย หรือทำอะไรบางอย่างที่คนจะหลุดไปจากกรอบความคิดเดิม ...เช่นผมสมัยเด็กเล่นกีต้าร์ร้องเพลงถูกโห่ ..ไม่ต้องสนใจวิเคราะห์ปัญหาเรื่องการร้องเพลงแล้วกลับไปต่อสู้ให้เป็นนักร้องก็ได้..แต่ผมกลับมาถามตัวเองว่าตัวเองอยากทำอะไรกันแน่..ไม่ใช่นักร้องครับ..ผมอยากเป็นวิศวกร..แล้ววิศวกรเกี่ยวกับการร้องเพลังหรือเปล่า..เปล่า..ไปเลยครับไปเป็นวิศวกร...มันแต่หาปัญหาว่าทำไมร้องเพลังไม่เก่ง เปลียนกรอบไปเลย ..เปลี่ยนกรอบการมอง ความคิด การกระทำเปลี่ยน ความสำเร็จตามมา...โยดาใช้วิธีนี้คุยครับ... “เราเสียไคโร เรนไปแล้ว ช่างมัน แต่เราจะเสียเรย์ไปอีกไม่ได้”  “ครูต้องส่งมอบทั้งความรู้และประสบการณ์ความล้มเหลวให้ลูกศิษย์ด้วย”  พอพูดสองสามประโยคนี้เท่านั้นลุคเปลี่ยนมุมมองครับ...  เพราะท่าทีดูแก Perfect มาตลอด พอล้มเหลวแก่คิดว่าจบเลย...จริงๆ แล้ววครูก็ต้องส่งมอบประสบการณ์ด้านอื่นให้ลูกศิษย์ด้วยไม่ใช่ครามรู้อย่างเดียว...  คำพูดไม่กี่ประโยคนี่เปลี่ยนลุคไปได้เลย    


  4. Appreciative Inquiry คือกระบวนการสืบค้นเรื่องดีๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวคน องค์กร สิ่งแวดล้อม ..แล้วเอามาคิดขยายผลแก้ปัญหา ..ประกอบด้วยวงจร 4D Discovery การค้นหาเรื่องดีๆ Dream คิดฝัน Design ออกแบบ Destiny ทำจริง ประเมินผล ปรับเปลี่ยน... ผมเห็นชัดครับว่าเรย์ นางเอกใช้ตรงนี้... ตอนที่มีการโทรจิตคุยกันระหว่างเธอกับไคโร พอคุยกันเธอเห็นช่องว่าง ความขัดแย้งในตัวเธอ...เธอเลยเริ่มค้นหาประสบการณ์ที่ดี (Discovery) ก็เจอว่าปรากฏการณ์นี้เคยเกิดขึ้นกับลุค ตอนที่ลุคกลับไปหาพ่อ Darth Veder และเจอช่องว่างที่สุดก็คุยและเปลี่ยน Darth Veder ได้สำเร็จ ...ได้แล้วครับ Dream ฝันว่าจะเปลี่ยนไคโร เรนได้ Design ไปหาไคโร เรน ไปเผชิญหน้า.. Destiny ทำจริง ที่สุด็ทำได้ ..แต่ก็เกิด Side effect ไปแก้กันในตอนเก้าอีก... 
  5. Dialogue เรื่องน้ีเห็นทั้งเรื่อง Dialgoue คือสุนทรียสนทนา เกิดจากการที่ทุกคนในองค์กรวางสมมติฐาน ความเชื่อเดิม รวมทั้งตำแหน่ง Ranking ใหญ่โต ความผิดพลาดในอดีต...พอเอาความรู้สึกนี้มาคุยกัน มันจะเกิดการสืบค้นหาต้นเหตุของปัญหา  และเกิดการต่อยอดความคิดขึ้นมาเอง... ลองดูให้ดีนะครับ ถ้าเป็นองค์กรปรกติ ...โพ นี่เคยทำพลาด ชนิดทำกองทัพหายไปเกินครึ่ง แต่ก็จะได้รับเกียรติให้แสดงความคิดเห็น และเกิดการต่อยอดทุกครั้ง  ถ้าเป็นองค์กรทั่วไป ไม่มีทางครับ...ป่านนี้กบฏพังไปแล้ว... ฟินครับ...ฟินนี่หนีมาจากฝ่าย First Order  แถมถูกจับได้ว่าพยายามจะหนีออกจากยานแม่อีก...... เรย์นี่ครับ มาจากกองขยะเลย พ่อแม่ไม่มี การศึกษาไม่ได้ ..แถมทำอะไรก็สำเร็จมาครั้งเดียว     ถ้าเป็นองค์กรทั่วไป เป็นหมาไปแล้ว... ไม่มีใครฟังคนกลุ่มนี้ แต่ทุกคนฟัง...ฟังแบบไม่ตัดสินว่าโพเคยทำพลาดมาก่อน ฟินก็เป็นฝ่ายศัตรู เรย์ No Name ...หารู้ไม่ครับ สามคนนี้เองพอผู้บริหารฟัง ให้เกียรติ ไม่มีใครมาตัดสิน จากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ...สามคนนี้เองที่นำมาสู่คำตอบกับปัญหาที่ไม่น่าจะแก้ได้...ทุกๆเรื่อง ...เป็นที่มาของการสร้างสุมดุลพลังทั้งแก้ปัญหา Driving Force และ Restraining Force

สรุป

  1. ไม่ต้องกลัวครับ ยิ่งคุณฝันสูง..คุณจะยิ่งเจอแรงผลักกับแรงต้านมาก ลองใช้ Template ที่ผมทำให้ ลองหา ว่าอะไรคือแรงผลัก อะไรคือแรงต้าน  คุณมีทางเลือกสองอย่าง ปล่อยตามบุญตามกรรม หรือเข้าไปแทรกแซง ถ้าอย่างที่สองก็อ่านข้อ 2 ต่อเลย 
  2. คุณต้องมีเครื่องมือดีๆ หลายอย่าง เอามาใช้ในต่างกรรมต่างวาระ ลองเรียนรู้การใช้เครื่องมือดีๆ หรืออย่างน้อยคบหาสมาคมกับคนดีมีฝีมือมากๆ สักวันคุณต้องร่วมมือกับเขาครับ 
  3. อย่างแรกคุณอาจต้องทำ SOAR Analysis  เพื่อวางยุทธศาสตร์ก่อน ภาพใหญ่คืออะไร เอาจุดแข็ง มาหาโอกาส สร้างฝันแผนการแล้วทำเลย  เหมาะกับเวลาเจอ Driving Force และ Restraining Force ใหญ่ๆ ที่มีผมต่อความเป็นความตามขององค์กรในภาพรวม ต้องกำหนัดยุทธศาสตร์ดีๆ 
  4. ถ้าเจอปัญหาซับซ้อนที่ดูเกินกำลังให้เชื่อเสมอว่ามีคนแก้ได้เสมอ คนๆนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ในแวดวงของคุณ หรือใช้คนในแวดวงของคุณเชื่อมต่อเข้ามาช่วยได้ไม่อยาก นั้นคือการทำ Positive Deviance  ตัวนี้เหมาะกับผลักแรงต้านประเภทที่คนทั่วไปทำไม่ได้ 
  5. เจอปัญหาที่ท้าทายมากๆ ไม่รู้จะให้ใครมาแก้ ก็ดูอีกทางเลือกหนึ่งนั่นคือ Appreciative Inquiry .. หาข้อมูลดีๆ ประสบการณ์ดีๆ เพราะในระบบ ในองค์กร ในสิ่งวดล้อม มันจะมีประสบการณ์ดีๆ ที่คนเคยทำสำเร็จมาก่อน กลับไปค้นหา คุณจะเจอข้อมูลและทางออกเอง 
  6. ถ้าเจอคนเก่งสติแตก คุณอาจต้องอาศัยการเปลี่ยนกรอบความคิดเขาลองใช้ Solution-focused breif therapy มาช่วยเปลี่ยนกรอบความคิดเขา..คนเราเมื่อหลุดจากกรอบ จะคิดใหม่ทำใหม่ได้เอง 
  7. สุดท้ายสำคัญสุดคือการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างสูงสุดด้วยการคุยแบบไม่ตัดสิน ปลดความเชื่อ อคติ ตำแหน่งลง คุนจะได้ไอเดียและการมี่ส่วนร่วมอย่างสูงสุดของคนในองค์กรเอง..นั่นคือการคุยแบบสุนทรียสนทนาหรือ Dialogue  ...ตัวหลังนี้ต้องคุยให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรเลย ...เรียกว่าสามารถแก้หรืออยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาทางลบทางบวกได้หมด...  
  8.  แต่ที่สำคัญสุด สุดท้ายวิสัย OD ก็คือวิสัยเจได้ เราไม่ยอมแพ้ ปล่อยชีวิตไปวันๆ ครับ เราจะลุกขึ้นมาใช้เครื่องมือที่มีอยู่ มาสร้างการเปลี่ยนแปลง.

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

May the OD be with you…

ด้วยรักและปรารถนาดี

ดร . ภิญโญ รัตนาพันธุ์

www.aithailand.org  


  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry

คำสำคัญ (Tags)#dialogue#appreciative inquiry#star wars#star war#SOAR#ดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์#starwars#the last jedi

หมายเลขบันทึก: 643793, เขียน: 05 Jan 2018 @ 11:44 (), แก้ไข: 05 Jan 2018 @ 14:53 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 1, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

น่าสนุกและน่าเรียนรู้มาก

ได้ดูหนังแล้วมาเปรียบเทียบกับการทำงาน

ขอให้มีความสุขในปีใหม่ปีนี้นะครับอาจารย์