ช่วงนี้ใครยังไม่ไดู The Last Jedi นี่ควรดูมากๆนะครับ ...แน่นอนมองไกลๆก็เป็นเพียงหนังอวกาศที่มี Plot ง่ายๆคือฝ่ายธรรมะที่มีกองกำลังน้อยกว่าเทคโนโลยีต่ำกว่าอาจจะฉลาดน้อยกว่าในบางครั้ง  เอาเป็นว่าพลังอำนาจน้อยกว่าแต่สามารถเอาชนะฝ่ายอธรรมะได้เสมอ... ตอนนี้มีมา 8-9 ตอนแล้ว...และอีก 800,000 ตอนข้างหน้าก็คงจะเป็น Plot เดิมๆ ...    

แต่ลองดูดีๆถ้ามองไกล้ๆ  Star Wars สอนอะไรเรามากว่าหนัง Sci-fi ธรรมดา...  อะไรครับ... OMG ยิ่งดูยิ่งเห็นโดยเฉพาะ The Last Jedi ...สอน Organization Development (OD) ครับ ... และแถมยังแย้มพรายอีกว่าถ้าทำ OD เป็นองค์กรเห่ยแค่ไหนโลว์เทคแค่ไหนก็เอาชนะยักษ์ได้ครับ ....    

OD คืออะไรคืออการพัฒนาองค์กรครับศาสตร์นี้มีมาเป็น 100 ปีจนมีพัฒนาเครื่องมือหลากหลาย (OD Intervention-ODI) รูปแบบขึ้นมา 

OD  กับ OD Intervention (ODI) คืออะไร...

ยกตัวอย่าง..คุณจ้างแม่บ้านมาทำงานบ้าน. วันหนึ่งคุณสังเกตแม่บ้านเลี้ยงหมาให้อาหารหมาเสร็จก็มาหั่นผักทำกับข้าวโดยไม่ล้างมือเลย... ...ถามว่าคุณจะทำอย่างไร...  

  1. ปล่อยตามบุญตามกรรม .. .โดยเชื่อว่าเดวแม่บ้านก็จะรู้อะไรควรไม่ควรเอง
  2. แทรกแซง (ODI) ด้วยการสอนหรือออกติกา...  หรืออะไรก็ได้ ...บางคนบอกก็พอ...บางคนบอกแล้วต้องคอยติดตามว่าเปลี่ยนนิสัยได้ไหม ...ถ้าคนจีนจะแนะนำว่าให้สอนตอนเขามารับเงินกับเรา...อะไรก็ตามที่เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด

ครับคุณต้องเลือกอย่างที่สองแน่นอน  ...เพราะไม่ทำอะไรไม่ดีแน่ 

OD คือการที่เราอยากยกระดับองค์กรให้ไปไกลกว่าเดิม  

ส่วน OD Intervention  (ODI คือเครื่องมือพัฒนาครับมีเยอะแยะมาก ..เช่น Appreciative Inquiry, Learning Organisation, Teaching, Consulting เป็นต้น   

คราวนี้มาดูกันว่าเรื่องนี้สอนเราเรื่องการพัฒนาองค์กรอย่างไร .. ผมจะวิเคราะห์ผ่าน Model ของ Kurt Lewin เครื่องมือนี้อายุเกือบ 100 ปีแล้วแต่ยังทรงพลังครับเรียกว่า Force Field Theory.. คือพูดถึงการเปลี่ยนแปลงล้วนๆ ...  คุณจะเห็นว่ากองกำลังกบฎถูกบีบบังคับให้ต้องขยับตัวปรับเปลี่ยนอย่างรุนแรงตลอดในขณะเดียวกัน...ถึงจะอยกาเปลี่ยนแปลงแต่ก็เจอแรงต้านทั้งภายในภายนอก...เอาตั้งแต่ต้น  เรียกว่าการกอบกู้จักรวาลของฝ่ายกบฏเจอทั้งแรงผลัก (Driving Forces) และแรงต้าน (Restraining Forces)

ขอเขียนลง Diagram เลยจะง่ายกว่า

นี่ไม่ใช่ปัญหาแม่บ้านธรรมดา  ด้วยแรงบีบบังคับผลักดันมหาศาลขนาดนี้มีสองทางเลือก

  1. ปล่อยไปตามบุญตามกรรม
  2. ลุกมาทำอะไรสักอย่าง
  3. ลุกมาทำอะไรหลายๆอย่างด้วยเครื่องมือหลายอย่าง..

ผมเห็นกองกำลังฝ่ายกบฏทำอย่างที่สามครับ 

ผมเห็น The Last Jedi ใช้เครื่องมือ (ODI) หลายๆอย่างดังนี้ครับ  

  1. SOAR Analysis เป็นเครื่องมือสำคัญ ...ตัวหนึ่งที่ช่วยวางยุทธศาสตร์ในยามเสียเปรียบ ...จะเห็นว่าตอนต้นเลย..ยานกบฏถูกตามล่าข้ามมิติ ..  ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน..ในตอนก่อนถ้าคุณหนีข้ามมิติได้คุณจะหายไปเลยไม่มีใครตามได้ตอนใหม่ First Order สามารถตามรอยได้มาโผล่ข้างหลังเลย..  ทำยังไง .. SOAR Analysis ครับ SOAR คือ Strenghts Opportunities Aspiration Results ผู้บัญชาการเลอาและเหล่านายพลมาคุยกัน...จุดแข็ง Strenghts ของยานคืออะไรคือยานเล็กวิ่งเร็วกว่ายานใหย๋ของศัตรู  Opportunities ถึงแม้จะมีเชื้อเพลิงอยู่น้อยถ้าถ่วงเวลาได้อาจมีคนมาช่วยโดยเฉพาะลุคซึ่งเป็นความหวังสุดท้าย...Aspiration ฝันว่ารอดแน่ Action ส่งเรย์ไปตามลุคและขับยานให้รักษาระยะห่างให้นานที่สุด Results อย่างที่เห็นที่สุดแม้กำลังน้อยด้วยการเอาจุดแข็งมาใช้และมองหาโอกาส.. ทำให้เอาตัวรอดได้ในทีสุด  ...
  2. Positive Deviance (PD) เป็นเครื่องมือสำคัญอีกเครื่องมือที่มาใหม่ The Last Jedi ก็ใช้เครื่องมือนี้ครับ PD เป็น ODI ที่เน้นการหาคนเก่งมาช่วยโดยเชื่อว่าในทุกองค์กรมันต้องมีคนเก่งมาช่วยเราได้เสมอ..เหมือนเด็กๆถ้าเราโง่คณิตศาสตร์เราก็ควรไปหาเพื่อนที่ฉลาดที่มีอยู่น้อยมากๆแต่มักมีเสมอมาช่วยเราตรงนี้เป็นทางลัดสุด..ไม่ใช่ไปหาคนที่โง่กว่าเราหรือฉลาดเท่าเรา ...ไปคุยล้านคนก็ทำให้คุณรู้ได้แค่คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเท่านั้นไม่ทำให้คุณทำโจทย์ได้ครับ ..  เรื่องนี้มีการมองหาคนที่จะมาแก้ปัญหาต่อสู้กับซิทธ์ลอร์ดและไคโรเรนที่ทรงพลัง .ไม่มีใครอื่นลุคนั่นเอง... ยังมี PD Intervention อื่นๆอีกเช่นการค้นพบว่ายานแม่ศัตรูทีเครื่องมือบางอย่างที่เป็นเครื่องติดตาม..แต่ต้องหาคนเก่งในการถอดรหัส..โพกับฟินก็เลยไปนึกถึงเมส..เมสก็เลยแนะนำนักถอดรหัส...เก่งสุดในจักรวาล..นี่ไงครับ..PD .. ที่สุดก็เจอลุค 
  3. Solution-focused Brief Therapy (SFBT) ..เรย์ไปเจอลุคในที่สุดแต่ลุคกลับปฏิเสการสอน ..บอกว่าไม่มีเจไดแล้วเจไดคือความล้มเหลว.. ..เรียกว่าลุคสติแตกอยู่ไปวันๆ .. ต่อให้ตอนหลังจะมาสอนเรย์แต่ก็หนีปิดตัวเองจากโลกภายนอกด้วยความผิดหวังว่าตัวเองมีส่วนในการสร้างไคโรเรน ..เปลี่ยนไคโรเรนไปสู่ด้านมืดจนกระทั่งลูกต้องไปฆ่าพ่อ...  นี่ไงครับคนในองค์กรมีศักยภาพล้มยักษ์ได้แต่กลับนั่งนิ่งๆเพราะรู้สึกผิด...ดูเหมือนลุคจะติดกรอบความคิด (Frame) เดิมๆ ... ทำไงดีครับโชคดีโยดากลับมาช่วยดูเหมือนท่านจะรู้จัก SBFT ครับ ...SFBT นี่คือมองว่าคนเราบางทีมัวแต่หาปัญหาวิเคราะห์ปัญหากันก็มักจมจ่อมครับ..ไม่สนใจครับเปลี่ยนกรอบตั้งเป้าหมายหรือทำอะไรบางอย่างที่คนจะหลุดไปจากกรอบความคิดเดิม ...เช่นผมสมัยเด็กเล่นกีต้าร์ร้องเพลงถูกโห่ ..ไม่ต้องสนใจวิเคราะห์ปัญหาเรื่องการร้องเพลงแล้วกลับไปต่อสู้ให้เป็นนักร้องก็ได้..แต่ผมกลับมาถามตัวเองว่าตัวเองอยากทำอะไรกันแน่..ไม่ใช่นักร้องครับ..ผมอยากเป็นวิศวกร..แล้ววิศวกรเกี่ยวกับการร้องเพลังหรือเปล่า..เปล่า..ไปเลยครับไปเป็นวิศวกร...มันแต่หาปัญหาว่าทำไมร้องเพลังไม่เก่งเปลียนกรอบไปเลย ..เปลี่ยนกรอบการมองความคิดการกระทำเปลี่ยนความสำเร็จตามมา...โยดาใช้วิธีนี้คุยครับ... “เราเสียไคโรเรนไปแล้วช่างมันแต่เราจะเสียเรย์ไปอีกไม่ได้”  “ครูต้องส่งมอบทั้งความรู้และประสบการณ์ความล้มเหลวให้ลูกศิษย์ด้วย”  พอพูดสองสามประโยคนี้เท่านั้นลุคเปลี่ยนมุมมองครับ...  เพราะท่าทีดูแก Perfect มาตลอดพอล้มเหลวแก่คิดว่าจบเลย...จริงๆแล้ววครูก็ต้องส่งมอบประสบการณ์ด้านอื่นให้ลูกศิษย์ด้วยไม่ใช่ครามรู้อย่างเดียว...  คำพูดไม่กี่ประโยคนี่เปลี่ยนลุคไปได้เลย    


  4. Appreciative Inquiry คือกระบวนการสืบค้นเรื่องดีๆที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวคนองค์กรสิ่งแวดล้อม ..แล้วเอามาคิดขยายผลแก้ปัญหา ..ประกอบด้วยวงจร 4D Discovery การค้นหาเรื่องดีๆ Dream คิดฝัน Design ออกแบบ Destiny ทำจริงประเมินผลปรับเปลี่ยน... ผมเห็นชัดครับว่าเรย์นางเอกใช้ตรงนี้... ตอนที่มีการโทรจิตคุยกันระหว่างเธอกับไคโรพอคุยกันเธอเห็นช่องว่างความขัดแย้งในตัวเธอ...เธอเลยเริ่มค้นหาประสบการณ์ที่ดี (Discovery) ก็เจอว่าปรากฏการณ์นี้เคยเกิดขึ้นกับลุคตอนที่ลุคกลับไปหาพ่อ Darth Veder และเจอช่องว่างที่สุดก็คุยและเปลี่ยน Darth Veder ได้สำเร็จ ...ได้แล้วครับ Dream ฝันว่าจะเปลี่ยนไคโรเรนได้ Design ไปหาไคโรเรนไปเผชิญหน้า.. Destiny ทำจริงที่สุด็ทำได้ ..แต่ก็เกิด Side effect ไปแก้กันในตอนเก้าอีก... 
  5. Dialogue เรื่องน้ีเห็นทั้งเรื่อง Dialgoue คือสุนทรียสนทนาเกิดจากการที่ทุกคนในองค์กรวางสมมติฐานความเชื่อเดิมรวมทั้งตำแหน่ง Ranking ใหญ่โตความผิดพลาดในอดีต...พอเอาความรู้สึกนี้มาคุยกันมันจะเกิดการสืบค้นหาต้นเหตุของปัญหา  และเกิดการต่อยอดความคิดขึ้นมาเอง... ลองดูให้ดีนะครับถ้าเป็นองค์กรปรกติ ...โพนี่เคยทำพลาดชนิดทำกองทัพหายไปเกินครึ่งแต่ก็จะได้รับเกียรติให้แสดงความคิดเห็นและเกิดการต่อยอดทุกครั้ง  ถ้าเป็นองค์กรทั่วไปไม่มีทางครับ...ป่านนี้กบฏพังไปแล้ว... ฟินครับ...ฟินนี่หนีมาจากฝ่าย First Order  แถมถูกจับได้ว่าพยายามจะหนีออกจากยานแม่อีก...... เรย์นี่ครับมาจากกองขยะเลยพ่อแม่ไม่มีการศึกษาไม่ได้ ..แถมทำอะไรก็สำเร็จมาครั้งเดียว     ถ้าเป็นองค์กรทั่วไปเป็นหมาไปแล้ว... ไม่มีใครฟังคนกลุ่มนี้แต่ทุกคนฟัง...ฟังแบบไม่ตัดสินว่าโพเคยทำพลาดมาก่อนฟินก็เป็นฝ่ายศัตรูเรย์ No Name ...หารู้ไม่ครับสามคนนี้เองพอผู้บริหารฟังให้เกียรติไม่มีใครมาตัดสินจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ...สามคนนี้เองที่นำมาสู่คำตอบกับปัญหาที่ไม่น่าจะแก้ได้...ทุกๆเรื่อง ...เป็นที่มาของการสร้างสุมดุลพลังทั้งแก้ปัญหา Driving Force และ Restraining Force

สรุป

  1. ไม่ต้องกลัวครับยิ่งคุณฝันสูง..คุณจะยิ่งเจอแรงผลักกับแรงต้านมาก ลองใช้ Template ที่ผมทำให้ ลองหา ว่าอะไรคือแรงผลัก อะไรคือแรงต้าน  คุณมีทางเลือกสองอย่าง ปล่อยตามบุญตามกรรม หรือเข้าไปแทรกแซง ถ้าอย่างที่สองก็อ่านข้อ 2 ต่อเลย 
  2. คุณต้องมีเครื่องมือดีๆหลายอย่างเอามาใช้ในต่างกรรมต่างวาระ ลองเรียนรู้การใช้เครื่องมือดีๆ หรืออย่างน้อยคบหาสมาคมกับคนดีมีฝีมือมากๆ สักวันคุณต้องร่วมมือกับเขาครับ 
  3. อย่างแรกคุณอาจต้องทำ SOAR Analysis  เพื่อวางยุทธศาสตร์ก่อนภาพใหญ่คืออะไรเอาจุดแข็งมาหาโอกาสสร้างฝันแผนการแล้วทำเลย  เหมาะกับเวลาเจอ Driving Force และ Restraining Force ใหญ่ๆ ที่มีผมต่อความเป็นความตามขององค์กรในภาพรวม ต้องกำหนัดยุทธศาสตร์ดีๆ 
  4. ถ้าเจอปัญหาซับซ้อนที่ดูเกินกำลังให้เชื่อเสมอว่ามีคนแก้ได้เสมอคนๆนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ในแวดวงของคุณหรือใช้คนในแวดวงของคุณเชื่อมต่อเข้ามาช่วยได้ไม่อยากนั้นคือการทำ Positive Deviance  ตัวนี้เหมาะกับผลักแรงต้านประเภทที่คนทั่วไปทำไม่ได้ 
  5. เจอปัญหาที่ท้าทายมากๆไม่รู้จะให้ใครมาแก้ก็ดูอีกทางเลือกหนึ่งนั่นคือ Appreciative Inquiry .. หาข้อมูลดีๆประสบการณ์ดีๆเพราะในระบบในองค์กรในสิ่งวดล้อมมันจะมีประสบการณ์ดีๆที่คนเคยทำสำเร็จมาก่อนกลับไปค้นหาคุณจะเจอข้อมูลและทางออกเอง 
  6. ถ้าเจอคนเก่งสติแตกคุณอาจต้องอาศัยการเปลี่ยนกรอบความคิดเขาลองใช้ Solution-focused breif therapy มาช่วยเปลี่ยนกรอบความคิดเขา..คนเราเมื่อหลุดจากกรอบจะคิดใหม่ทำใหม่ได้เอง 
  7. สุดท้ายสำคัญสุดคือการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างสูงสุดด้วยการคุยแบบไม่ตัดสินปลดความเชื่ออคติตำแหน่งลงคุนจะได้ไอเดียและการมี่ส่วนร่วมอย่างสูงสุดของคนในองค์กรเอง..นั่นคือการคุยแบบสุนทรียสนทนาหรือ Dialogue  ...ตัวหลังนี้ต้องคุยให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรเลย ...เรียกว่าสามารถแก้หรืออยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาทางลบทางบวกได้หมด...  
  8.  แต่ที่สำคัญสุด สุดท้ายวิสัย OD ก็คือวิสัยเจได้เราไม่ยอมแพ้ปล่อยชีวิตไปวันๆครับเราจะลุกขึ้นมาใช้เครื่องมือที่มีอยู่มาสร้างการเปลี่ยนแปลง.

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

May the OD be with you…

ด้วยรักและปรารถนาดี

ดร.ภิญโญรัตนาพันธุ์

www.aithailand.org