หนึ่งมิตรชิดใกล้ เพื่อนใจในชุมชน
เรื่องราวความสุข ณ อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ
ผู้ป่วยจิตเวชจำนวนไม่น้อยต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถดูแลช่วยเหลือตนเองได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวจึงต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดูแล บางครอบครัวใช้วิธีการกักขังผู้ป่วยไว้ในบ้าน บางครอบครัวต้องหาสมาชิกในบ้านมาเป็นผู้ดูแลโดยเฉพาะ โดยไม่สามารถเดินทางไปทำงานเพื่อหารายได้นอกบ้าน แต่ต้องหางานหรือรับงานมาทำที่บ้านเท่านั้น
สาเหตุที่จำเป็นต้องดูแลใกล้ชิด ไม่สามารถห่างผู้ป่วยได้ไกลหรือห่างได้นาน เพราะกลุ่มผู้ป่วยต้องรับประทานยาอยู่เสมอเพื่อให้สามารถควบคุมตนเองได้ ผู้ป่วยบางคนแม้จะรับยาแล้ว แต่ก็ยังควบคุมตนเองได้ไม่ดีเท่าที่ควร จำเป็นต้องมีผู้ดูแลอยู่ตลอด ไม่ให้ผู้ป่วยทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น หรือ เดินหลงออกไปนอกบ้านนั่นเอง
ที่อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ มีกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชกระจายกันอยู่ในชุมชนต่างๆ ครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยก็ประสบปัญหาทางการเงิน เพราะไม่สามารถทิ้งผู้ป่วยไปทำงานไกลๆได้ บางครอบครัวมีรายได้จากการรับผ้าโหลมาตัดเย็บที่บ้าน ผู้ป่วยบางคนถูกจำกัดบริเวณให้อยู่แต่ภายในห้อง ในบ้าน บางคนอาจถูกล่ามโซ่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความเจ็บป่วยของแต่ละคน
ปัญหานี้ถูกสะสมและบั่นทอนคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก จนกระทั่งโรงพยาบาลศรีวิไล เป็นแกนนำสำคัญในการเชื่อมประสานกับเทศบาลตำบลศรีวิไล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวของผู้ป่วยให้ดีขึ้น โดยจัดตั้งเป็นศูนย์เพื่อนในใจชุมชนตำบลศรีวิไลเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๕ โดยได้รับการอนุเคราะห์จากเจ้าอาวาสวัดศรีพัฒนาในการใช้สถานที่เพื่อเป็นจุดศูนย์รวมของชมรมในการพบปะและทำกิจกรรมร่วมกัน
ผู้ใหญ่วิษณุ ทิพยชาติ เลขานุการศูนย์ฯ เล่าให้ฟังว่า “...เราส่งเสริมให้คนในชุมชนดูแลกัน ใครมีโอกาส ก็แบ่งปันกัน มีน้ำใจให้แก่กัน ใครมี ก็ช่วยเหลือคนที่ขาดแคลน ชุมชนก็จะเต็มไปด้วยความสุข...” ประโยคดังกล่าวสามารถสะท้อนเจตนารมย์ของศูนย์ฯ นี้ได้เป็นอย่างดี
จากการลงพื้นที่พบปะผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้พูดคุยกับผู้ปฏิบัติงาน และสมาชิกชมรมบางส่วน ทำให้ผมพบว่า ความสุขของสมาชิกศูนย์เพื่อนใจในชุมชน เกิดขึ้นได้เพราะ
๑. ทำกิจกรรมร่วมกัน แบ่งปันทุกข์-สุข
สมาชิกกลุ่มมีทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล รวมกันกว่า ๑๐๐ คน จะทำกิจกรรมร่วมกันที่ศูนย์เพื่อนใจในชุมชนทุกๆ ๓-๔ เดือน หรือตามกิจกรรมประเพณีสำคัญต่างๆ เริ่มแรกงบประมาณที่นำมาทำกิจกรรมได้รับจากองค์การบริหารส่วนตำบลศรีวิไล (ปัจจุบันยกระดับเป็นเทศบาลตำบลศรีวิไล) แต่ก็ไม่เพียงพอ สมาชิก แกนนำกลุ่ม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง อบต. และโรงพยาบาล จึงจัดกิจกรรมระดมทุนโดยทำผ้าป่า และรำวงระดมทุนในงานต่างๆ เพื่อสมทบการจัดกิจกรรมของชมรม กระทั่งปัจจุบัน การทำกิจกรรมของชมรมได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสุขภาพตำบล ซึ่งโรงพยาบาลศรีวิไลเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการดำเนินงานร่วมกับแกนนำชมรม
การพบปะกันแต่ละครั้ง หน่วยบริการปฐมภูมิ (Primary Care Unit: PCU) โรงพยาบาลศรีวิไลจะเป็นผู้นำกิจกรรมให้กับสมาชิกชมรม กิจกรรมที่ทำจะเป็นกิจกรรมง่ายๆ เช่น การเล่นเกมโยนลูกบอลตอบคำถาม ซึ่งเป็นกิจกรรมสนุกสนาน ที่สอดแทรกความรู้ในการดูแลตนเองและเสริมความรู้ทักษะชีวิตให้แก่กลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี เช่น ถามถึงอาการต่างๆ บ่งบอกโรคอะไร ถามหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน ถามประโยชน์ของกิจกรรมหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำ เป็นต้น
ในส่วนผู้นำกิจกรรมก็มีความรู้ความเข้าใจธรรมชาติของผู้ป่วย จัดกิจกรรมโดยไม่คาดคั้น แต่สามารถประโลมกระบวนการให้กลุ่มผู้ป่วยจิตเวชที่มีความหลากหลายสามารถร่วมกิจกรรมได้ตลอดกระบวนการ ทำให้ทุกๆ คนเรียนรู้และเคารพกติกาที่ตั้งขึ้น ด้วยเหตุนี้ ผู้นำกิจกรรมต้องมีทั้ง
๑) ศาสตร์ คือ องค์ความรู้เฉพาะทางในด้านการดูแลพัฒนาผู้ป่วยจิตเวช
๒) ศิลป์ ในการพูดคุยแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่เร่งเร้า ไม่กดดัน แต่จูงใจผู้เข้าร่วมและทำให้ทุกคนเคารพกติการ่วมกันอย่างเต็มใจ และ
๓) ประสบการณ์ กล่าวคือ การทำงานกับกลุ่มผู้ป่วยจิตเวช ไม่มีอะไรที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ทุกเวลานาทีอาจมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ประสบการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้งานบรรลุผลตามที่คาดหวังไว้ได้
๒. พรมเช็ดเท้าแฟนซี เพิ่มรายได้ให้ครอบครัว
จากที่กล่าวไปข้างต้น กลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชจะมีอาชีพที่ต้องทำงานที่บ้าน เช่น มีอาชีพรับจ้างตัดผ้าโหล ซึ่งรายได้ค่อนข้างน้อย เฉลี่ยตัวละ ๔-๑๐ บาท โรงพยาบาลศรีวิไล เทศบาลตำบลศรีวิไล และสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอศรีวิไล จึงร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้และทักษะอาชีพให้แก่กลุ่มเป้าหมาย มีการสอนทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น การทำและแปรรูปอาหาร เป็นต้น แต่กิจกรรมพัฒนาอาชีพดังกล่าวก็ไม่ได้ดำเนินการต่อเนื่อง เนื่องจากไม่มีตลาดรองรับ
กระทั่งได้มีการเชิญวิทยากรที่อยู่ในพื้นที่ข้างเคียง ซึ่งทำอาชีพผลิตพรมเช็ดเท้าจำหน่ายอยู่เดิมแล้วมาสอน และช่วยเป็นคนกลางในการจัดหาวัตถุดิบ และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกันโปรโมทสินค้า ทำให้กิจกรรมการผลิตภัณฑ์พรมเช็ดเท้า กลายเป็นกิจการที่สร้างรายได้ และส่งเสริมให้ครอบครัวและชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ขึ้นมาเป็นลำดับ
จากพรมเช็ดเท้าธรรมดาๆ สมาชิกกลุ่มก็ได้พัฒนาให้มีรูปลักษณ์ต่างๆ เช่น พรมเช็ดเท้าลายมิกกี้ พรมเช็ดเท้าลายคิตตี้ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก พรมเช็ดเท้าแบบธรรมดา จำหน่ายผืนละ ๓๕ บาท ๓ ผืน ๑๐๐ บาท พรมเช็ดเท้าแบบลวดลายแฟนซี จำหน่ายผืนละ ๑๐๐ บาท นับเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าอย่างมาก
๓. สร้างระบบ ไม่ใช่สร้างกิจกรรม
ครั้งแรกที่ทราบว่าสมาชิกชมรมทำกิจกรรมร่วมกันที่ศูนย์ฯ ปีละ ๓ – ๔ ครั้ง หรือตามแต่โอกาส ความคิดแรกที่เกิดขึ้นคือ กิจกรรมขาดความต่อเนื่อง ชมรมอาจจะไม่มีความเข้มแข็ง แต่เมื่อได้พูดคุยกับผู้ปฏิบัติงานและแกนนำชมรมกลับทำให้ได้ครุ่นคิดและเปลี่ยนความคิดในท้ายที่สุด
กลุ่มผู้ป่วยและผู้ดูแลไม่สามารถมาทำกิจกรรมที่ศูนย์ฯ ได้บ่อย เพราะการเดินทางทุกครั้งย่อมต้องมีการจัดการ มีค่าใช้จ่าย และอาจมีความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ชมรมร่วมกันทำ คือ การสร้างสัมพันธภาพของสมาชิกชมรมบนสายป่านการผลิตพรมเช็ดเท้า กล่าวคือ สมาชิกแต่ละคนจะแบ่งหน้าที่ในขั้นตอนการผลิตที่แตกต่างกันออกไป เช่น บ้านแรกทำหน้าที่ตัดเศษผ้า บ้านที่สองทำหน้าที่คัดแยกสี บ้านที่สามทำหน้าที่เย็บ ฯลฯ เมื่อแต่ละขั้นตอนเสร็จเรียบร้อย สมาชิกก็จะเดินทางระยะสั้นในชุมชนเพื่อนำส่วนประกอบที่ตนผลิตไปส่งให้สมาชิกที่ทำหน้าที่ถัดไปดำเนินการต่อ
การเดินทางส่งของในสายป่านการผลิตที่อยู่ในชุมชน เป็นการเดินทางระยะสั้น ไม่เป็นภาระค่าใช้จ่าย ไม่ต้องใช้การจัดการที่วุ่นวาย การเดินทางระยะสั้นในชุมชนนี้ได้ก่อให้เกิดเรื่องราวสัมพันธภาพของคนในชุมชนที่ได้มีโอกาสทักทายพูดคุยสารทุกข์สุกดิบ ซึ่งเกิดประโยชน์มากกว่าการเดินทางไกลมาทำกิจกรรมหรือมารวมตัวกันทำผลิตภัณฑ์ที่ศูนย์ฯ เพียงที่เดียว และยังทำให้ผู้ดูแลสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด เพราะไม่ต้องออกจากบ้านไปไหนไกล ลดความกังวล และผู้ป่วยบางคนก็สามารถมาช่วยในขั้นตอนการผลิตได้ เช่น การแยกสีผ้า ฯลฯ นับเป็นกระบวนการอาชีวะบำบัดที่สอดแทรกอยู่ในกระบวนการผลิตพรมเช็ดเท้านี้
กระบวนการผลิตในชุมชนจึงไม่ใช่แค่ระบบการผลิตสินค้า แต่ยังเป็นระบบการดูแล ติดตาม บำบัดฟื้นฟูกลุ่มผู้ป่วยให้ดีขึ้น และในขณะเดียวกันก็ช่วยเยียวยา ส่งเสริมสุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลไปในคราวเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ระบบการดูแล ฟื้นฟู และส่งเสริมคุณภาพชีวิต ที่เข้าใจและสอดคล้องกับบริบทของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในแง่ศักยภาพและข้อจำกัด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและเกิดผลดีที่ดีกว่าการจัดกิจกรรมเป็นครั้งไป
๔. อาชีวบำบัด
เทศบาลตำบลศรีวิไล เป็นเทศบาลต้นแบบด้านการจัดการขยะ มีหน่วยงานภายนอกเข้ามาศึกษาดูงานอยู่เป็นประจำ เทศบาลตำบลศรีวิไลจึงใช้โอกาสนี้เปิดพื้นที่ให้ชมรมมาจำหน่ายผลิตภัณฑ์พรมเช็ดเท้าแฟนซี ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้มาศึกษาดูงานที่ซื้อหาติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝากคนที่บ้านหรือที่ทำงาน
ในส่วนโรงพยาบาลศรีวิไล ก็นำพรมเช็ดเท้าแฟนซีไปออกซุ้มจำหน่ายในการประชุมประจำเดือนของส่วนราชการ หรือเมื่อมีโอกาสออกซุ้มในงานต่างๆ ก็จะนำไปจำหน่ายอยู่เสมอ จนทำให้พรมเช็ดเท้าแฟนซีเป็นที่รู้จักของหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ซึ่งกลายเป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปากให้กับผลิตภัณฑ์
กำลังการผลิตพรมเช็ดเท้าแฟนซีไม่สูงมากนัก วันหนึ่งผลิตได้ ๓ – ๔ ผืน ต่อจักรเย็บผ้าเท่านั้น เพราะเป็นงานละเอียด และเป็นงานในเชิงอาชีวบำบัด ไม่ใช่งานเชิงอุตสาหกรรม ดังนั้นสองช่องทางการจำหน่ายข้างต้น ประกอบกับการสั่งจองสินค้าของคนในจังหวัดกันเอง ก็ทำให้สินค้าไม่เพียงพอที่จะส่งไปจำหน่ายนอกพื้นที่
การผลิตสินค้าในเชิงอาชีวบำบัด คือ การผลิตสินค้าที่ไม่ได้มุ่งเน้นที่ยอดขาย หรือกำไรสูงสุด แต่มุ่งเน้นการฟื้นฟูสมรรถนะของบุคคล หรือ ศักยภาพของกลุ่มควบคู่ไปด้วย ในที่นี้คือการฟื้นฟูทางกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ ให้แก่กลุ่มผู้ป่วยจิตเวช และผู้ดูแลไปพร้อมกัน
๕. ความสุขและความภาคภูมิใจ
ความสุขของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชมรมเพื่อนใจในชุมชนแตกต่างกันออกไป สมาชิกชมรม ประกอบด้วยผู้ดูแลและผู้ป่วย ก็มีความสุขที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตมากขึ้น มีความภาคภูมิใจที่ผลิตภัณฑ์ของตนเองผลิตมาและจำหน่ายได้จริง
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำท้องถิ่น ก็ภาคภูมิใจเพราะพื้นที่ของตนเองมีผลิตภัณฑ์ที่เชิดหน้าชูตา เมื่อมีผู้เข้ามาศึกษาดูงาน หรือ เมื่อหน่วยงานในพื้นที่เอ่ยถึงอำเภอศรีวิไล ก็จะนึกถึงพรมเช็ดเท้าแฟนซีของชมรมมาเป็นอันดับแรก นับเป็นการสร้างตัวตนและเชิดชูอัตลักษณ์ของพื้นที่ให้โดดเด่นขึ้นมาได้เป็นอย่างดี
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและพยาบาลในพื้นที่ก็ภาคภูมิใจ มีความสุขที่สามารถดึงผู้ป่วยกลับมาได้ บางส่วนสามารถใช้ชีวิตในครอบครัว บางส่วนสามารถคืนสู่สังคมได้ นับเป็นความภาคภูมิใจที่ทำให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
“...มีความสุขเวลาไปเยี่ยมบ้าน แล้วเห็นผู้ป่วยที่เคยอยู่แต่ในบ้าน หรือเคยถูกกักขังไว้ ได้ออกมานั่งหน้าบ้าน หรือไปไหนมาไหนได้บ้าง เราดึงเขากลับมาได้ มันทำให้มีความสุข...” พยาบาลวิชาชีพท่านหนึ่งกล่าว
จากที่ได้เรียนรู้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชมรมเพื่อนใจในชุมชนตำบลศรีวิไลมีความก้าวหน้า ก็เพราะมีองค์ประกอบสำคัญหลายประการได้แก่
๑) หน่วยงานที่รับผิดชอบมีบุคลากรที่เอาจริงเอาจัง มีความใส่ใจ เข้าใจการทำงานกับกลุ่มเป้าหมาย และทำงานเป็นทีม
๒) เชื่อมโยงความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่และสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานสาธารณสุข พัฒนาชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่
๓) วิธีคิดเชิงรุก คือ การสร้างระบบการดูแลและส่งเสริมคุณภาพชีวิต มากกว่าเน้นการจัดกิจกรรมครั้งต่อครั้ง หรือช่วยเหลือรายบุคคล