สิ่งที่เรียกว่า นิมิต นั้น ท่านนิยมจัดได้วเป็น ๓ เสมอไปในทุกกัมมัฎฐาน หากแต่ว่ากัมมัฎฐานบางอย่างมี นิมิตครบทั้งสามประการไม่ได้เสียเอง กัมมัฉฐานใดเป็นเช่นนั้น กัมมัฎฐานนั้นก็ไม่สำเร็จประโยชน์จนกระทั่งถึงเกิดฌาน ส่วนกัมมัฎฐานใดอาจทำให้นิมิตเกิดขึ้นทั้ง ๓ ขั้น กัมมัฎฐาฯนั้นก็ให้สำเร็จประโยชน์ได้จนกระทั่งเกิดฌานเป็นธรรมดา

          นิมิตในขั้นที่หนึ่งเรียกว่า บริกรรมนิมิต ข้อนี้ได้แก่ตัวสิ่งนั้นๆ โดยตรง ซึ่งเราไปจับหรือไปทำ สำหรับเป็นวัตถุเพื่อการเพ่งหรือกำหนดในระยะแรกที่สุด นิมิตนี้ในกรณีอานาปานสติ ก็คือตัวลมหายใจที่เคลื่อนไป-เคลื่อนมา อยู่นั่งเอง นิมิตข้ั้นที่สอง เรียกว่อุคคหนิมิต อมายถึงนิมิตที่เข้าไปติดอยู่ที่ตาภายใน หรือในใจ กลายเป็นมโนภาพภายในอีกส่วนหนึ่งต่างหารก จากตัววัตถุโดยตรง ที่เราเอามากำหนดในครั้งแรกไปเสียแล้วนิมิตนี้ ในกรณีของอาณาปานสติ ก็ได้แก่ จุด หรือดวงขาว ๆ ที่สามารถทำให้ปรากฎเป็นมโนภาพเด่นชัดอยู่ได้มีตรงจุดของผุสนา กล่าวคือที่ปลายจะงอยจมูกนั่นเอง ส่วนนิมิตขั้นที่สามต่อไปที่เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต นั้น หมายถึงอุคคนิมิตในภายนี้นเอง หากแต่ว่าได้เปลี่ยนรูปเป็นอย่างอื่นไป เปลี่ยนสีเป็นอย่างอื่นไปเปลี่ยนขนาดเป็นอย่างอื่นไป และเปลี่ยนอะไรๆ อีกบางอย่าง กระทั่งถึงให้เคลื่อนี่ไปมา เหรือขึ้นลงได้ตามควรแก่การน้อมจิตไป โดยความรู้สึกที่เป็นสมาธิกึ่งสำนึก แล้วสามารถทำให้แน่วแน่อยู่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง โดยสมควรแก่อุปนิสัยของตน และหยุดนิ่งและแน่วแน่อยู่อย่างนั้น เพื่อเป็นนิมิต คือเป็นที่เกาะแห่งจิตอย่างประณีตที่สุด จึงมีความตั้งมั่นถึงที่สุด ชนิดที่เรียกว่า ฌานเกิดขึ้นโดยสมควรแก่การกระทำ

          เพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น ควรเปรียบเทียบกันดูกับกัมมัฎฐานที่ใช้วัตถุที่มีรูปร่่างชัดเจนเป็นอารมณ์ เพื่อเป็นตัวอย่าง : เช่นในการเจริญกสิณ วงสีเขียว หรือวงสีแดง ที่เราทำให้ขึ้นแล้ว วางไว้ตรงหน้าเืพ่อเพ่งตาดู วงสีเขียวหรือสีแดงที่วางอยู่ตรงหน้านันแหละคือ บริกรรมนิมิต การเพี่งตาดุ เรียกว่า การทำบริกรรมในนิมิตนั้น ครั้งเพ่งตาดุบริกรรมนิมตนั้นหนักเข้าๆ จนสำเร็จประดยชน์คือนิมิตนั้นติดตามในภายใน แม้จะหลับตาเสีย ก็ยังเห็นชัดเหมือนเมื่อลืมตาแล้ว นิมิตที่ติดตาในภายใน อย่างนั้นแหละ เรียกว่า อุคคหนิมิต การหลับตาเสีย แล้วเพ่ง ดูนิมิตในเช่นนี้อยู่ เรยกว่า การเพ่งต่ออุคคหนิมิต เพียงเท่านี้เราก็เห็นได้แล้วว่าบริกรรมนิมิต กับอุคคหนิมิตนั้น ไม่ใช่ของอันเดียวกันแล้ว : อย่างแรกเป็นวัตถุข้านอก : อย่างหลังเป็นมโนภาพที่เราสร้างขึ้นจนสำเร็จภายในใจ โดยเลียนมาจากของภายนอก หรือเนื่องมากจากภายนอกเป็นต้นเหตุ ครั้นกำหนดอุคคหนิมิตที่เป็นภายในได้แน่วแน่ในรูปเดิมของมันตามสมควรแล้ว การฝึกอาจจะเลื่อนไปถึงขึ้นที่บังคับจิตให้น้อมนึก เพื่อเปลี่ยนแปลงอุคคหนิมิตที่เห็นในภายในนั้นให้เปลี่ยนรูปไปต่างๆ เปลี่ยนขนาดไปต่างๆ เช่นดวงกสิณที่เคยเห็นกลมๆ เล็กๆ ที่เส้นผ่าสูนย์กลางเพียง ๖ นิ้ว (เท่าที่ใช้กันโดยมาก) ก็กลายเป็นดวงใหญ่เท่าที่ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ หรือเล็กลงมาในขนาดที่เป็นเพียงจุดๆ เดียว หรือจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างอื่นอีกกี่อย่างก็ได้ จนกระทั่งไปหยุดอยู่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พอใจที่สุด หรือเหมาะสมที่สุด ที่จะทำให้จิตกำหนดแน่วแน่อยู่ในนิมิตนั้น โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป เพราะแน่นแฟ้นมั่นคงถึงทีสุดเรียกได้ว่าเป็นการหยุดลงหรือตั้งมั่นลงได้จริงๆ นี้คือขณะแห่งปฐม ที่จะเป็นไปจนกว่าจะถึงที่สุด คือการบรรลุฌาน นิมิตที่เปลี่ยนแปลได้ และตั้งมั่นลงในรูปอื่นจากอุคคหนิมิตนี้ เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต....

            ในกรณีแห่งการเริญอสุภกัมมัฎฐาน อันเป็นกัมมัฎฐานประเภทที่น่าหวาดเสียว และวุ่นวายกว่ประเภทกสิณนั้นสิ่งที่เรียกว่าบริกรรมนิมิต คือตัวซากศนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งผุ้ปฏิบัติจะใช้เป็นสิ่งที่ถุกกำหนดเพราะฉะนั้น ผุ้นั้นจะต้องมีซากศพชนิดหนึ่งนั้นวางอยุ่ตรงหน้า แล้วก็เพ่งตาดุเพื่อกำหนดทุกส่วนสัดของซากศฑอย่าแม่นยำ น้เรียกว่ากำลังเพ่งต่อบริการรมนิมิตคือซากศฑนั้น ระยะต่อมาก็คือการเพ่งจนติดตาแล้วแม้หลับตาเสียก็ยังเห้นเชนเดียวกับเมื่อลืมตา หรือชักแจ๋วย่ิงไปกว่าเมื่อลืมตาเสยอีก ภาพแห่งซากศพที่เป็นมโนภาพ คือเห้นได้โดยไม่ต้องลืมตานั้น เรียกว่าอุคคหนิมิต ในกรรีนี้การเพ่งซากศพในมโนภาพนั้น เรียกว่าการเพ่งอุคคหนิมิต ในกรณีนี้ ระยะต่อไปก็คือการเพ่งที่ประณีตละเอียดยิ่งขึ้นไป และคลองแคล่ววในการน้อมนึกยิ่งๆ ขึ้นไปจะสามารถเปลี่ยนมโนภาพนั้นให้เป็นไปอย่างซาบซึ่ง ตามที่ตนปรารถนา โดยประการที่จะทำให้เกิดควาเบื่อหน่ายคลายกำหนัด หรือความสลดสังเวชอย่างซาบซึ้งตรึงใจให้มากทีุ่เท่าที่จะมากได้ แล้วไปหยุดเป็นมโนภาพอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่อย่าง เหมาะสมและมั่นคง แล้วไม่มีกรเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป เป็นอารมณ์ทำให้เกิดสมาธิที่มีผลในการรำงับความกำหนัด ได้เป็นพิเศษ มโนภาพในระยะหลังนี้เรียกว่า "ปฏิภาคนิมิต" ในกรณีนี้

         - อานาปานสติภาวน พุทธทาสภิกขุ..