เมื่อ 100 ปี ล่วงมาแล้ว (พ.ศ. 2448) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์(Albert Einstein) ได้เขียนรายงาน 3 หน้ากระดาษพร้อมทั้งเสนอสมการที่เลื่องชื่อสมการง่ายๆหนึ่งเพื่อแสดงให้เห็นว่า สสารสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ นั่นคือ E = mc2 โดยส่งให้วารสารเยอรมันชื่ออันนาเลน แดร์ ฟิสิกส์ (Annalen der Physik) ทำให้เกิดเป็นทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษ(Special Theory of Relativity) ส่งผลต่อโลกอย่างมากมายมหาศาล จากการศึกษาก็พบว่าคนแต่ละคนประกอบไปด้วยส่วนต่างๆถ้ามองให้เล็กลงเรื่อยๆตั้งแต่ร่างกาย  อวัยวะ  เนื้อเยื่อ  เซล  โมเลกุล อะตอมและส่วนที่เล็กที่สุดเรียกว่าคล๊าก(Clake) ซึ่งพบว่าคล๊ากนี่คือพลังงาน ดังนั้นคนเราก็คือกลุ่มของพลังงานขนาดใหญ่นั่นเอง 

               หากมามองในเรื่องขององค์การต่างๆในยุคปัจจุบันที่ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในทุกๆด้าน องค์การต้องพยายามที่จะสร้างงานที่ตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า นั่นคือสร้างผลงานที่มีคุณภาพเพื่อให้อยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขัน องค์การจึงต้องพยายามสร้างหรือขวนขวายให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันหรือCompetitive Advantage ที่กล่าวไว้โดยMicheal E. Porter ที่องค์การนั้นต้องดีกว่า เร็วกว่าและถูกกว่าองค์การอื่นจึงจะอยู่รอดและเติบโตได้ พยายามที่จะปรับตัวสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ องค์การไม่ได้หมายถึงสิ่งก่อสร้าง อาคารสถานที่หรือเครื่องไม้เครื่องมือเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการมีคนที่มีเป้าหมายร่วมกันมารวมตัวกันเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแม้ไม่มีสถานที่ชัดเจนก็เรียกได้ว่าเป็นองค์การแล้ว สิ่งสำคัญคือคน

              แนวคิดสมัยใหม่จึงมองว่าคนในองค์การหรือทรัพยากรมนุษย์คือสินทรัพย์(Asset)ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย(Cost) สิ่งที่จะทำให้เกิดผลงานที่มีคุณภาพจึงต้องจากส่วนสำคัญ 2 ส่วนของคนคือสมองและใจ ทั้งสองสิ่งนี้จะนำมาสู่ทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การ โดยมีนักวิชาการด้านทรัพยากรมนุษย์ได้เขียนเป็นสมการง่ายๆได้ว่า

                           Intellectual Capital = Competency x Commitment

           เรียกได้ว่าต้องรู้และเต็มใจทำ งานจึงจะสำเร็จ  แต่คนเก่งกล้าสามารถเพียง 1 คน คงไม่สามารถที่จะทำให้องค์การทั้งองค์การขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคงได้ จำเป็นต้องใช้พลังร่วมกันของคนทุกคนในองค์การนั้นๆมาร่วมกันในลักษณะของการทำงานเป็นทีม(Teamwork) ทำให้สิ่งยึดเหนี่ยวของทีมที่เรียกว่าวัฒนธรรมองค์การ ช่วยเป็นแนวทางการทำงานของทีมให้พลังงานที่ซ่อนอยู่ในตัวคนเหล่านั้นขับเคลื่อนไปทางเดียวกัน มุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน 

            ผมเองได้ใช้แนวทางสมการข้างต้นเข้ามาใช้เพียงแค่เล็กน้อย(ยังทำได้แค่ 20-30%)ในการพัฒนาขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่และสร้างความรักความเต็มใจในการทำงาน ก็สามารถส่งผลให้เกิดการพัฒนาโรงพยาบาลบ้านตากอย่างมาก แม้จะยังไม่สามารถทำได้ดีที่สุดก็ตาม แต่ก็พอฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆมากมายมาได้ การรวมสมอง(ปัญญา)และรวมใจ(สมาธิ)ของทุกคนในองค์การ ทำให้เกิดพลังมหาศาลเปรียบได้กับพลังงานปรมาณูตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ โดยถ้าคนในองค์การมีทั้งหมด m คน ทำให้ทุกคนมี Competency และมี Commitment ได้ เมื่อแทนค่าในสมการของทรัพย์สินทางปัญญาก็จะได้ เป็น E=mC2 เช่นกัน  ทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การก็คือพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาองค์การนั่นเอง