วันที่ ๓ - ๔ พ.ย. ที่ผ่านมา ปืนได้มีโอกาสได้ไปเป็น STAFF งาน UKM-8 (การเสวนาเครือข่ายจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย ในหัวข้อ การพัฒนาทุนมนุษย์สู่องค์กรการเรียนรู้) ที่จังหวัดสุโขทัย

     ความคาดหวังที่จะไปก็คือ ไปช่วยงานของมหาวิทยาลัย และทำให้ดีที่สุดตามความรู้ความสามารถที่มี

และสิ่งที่คาดนั้นก็ได้ทำตามที่คาดหวัง แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นก็คือ การได้สนทนากับ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

ซึ่งอยากบอกว่า แม้จะเป็นเวลาเพียงสิบกว่านาที แต่สิ่งที่ได้นั้น แบบว่า สุดๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไง

เราจะเรียก ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ว่าเป็นปราชญ์แห่งเมืองไทยก็ไม่แปลก เพราะจากการสนทนานั้น เราสามารถพูดได้ว่า

ชื่อเสียงของท่านที่ท่านได้สั่งสมมาอย่างยาวนานนั้น ไม่ได้ได้มาเพราะเหตุผลอื่น นอกจากท่านเจ๋งจริงๆ

     ในการสนทนานั้นท่านได้สอนผมว่า การเป็นคนดีนั้นดีมาก แต่เราไม่ควรยึดติดกับความดี เพราะหากเรายึดติดกับความดีแล้วเรามองผู้อื่นว่าไม่ดี หรือเราดีกว่าเค้านั้น นั่นคือเราไม่ดีเราทำผิด จึงอย่ายึดติดกับความดี ให้นอบน้อมถ่อมตน

     และท่านก็ได้สอนอีก โดยยกตัวอย่างลัทธิฉือจี้ที่ไต้หวัน ว่าลัทธินี้ใช้การจัดการองค์กรแบบอาสาสมัครโดยให้อาสาสมัครเข้ามาทำงานโดยไม่มีค่าจ้าง และในลัทธินั้นจะสอนว่า เมื่อเราทำงานเป็นผู้ให้จงอย่าลำพองตนว่าตนเป็นผู้ให้ จงคิดว่าเราเป้นผู้ได้รับ เพราะความยากจนของคนคนนี้เราถึงได้บริจากทรัพย์ เพราะความขาดแคลนของโรงเรียนเราจึงได้มาแสดงฝีมือในการออกค่าย เพราะการคิดอย่างนี้ทำให้เราปฏิบัติตนอย่างไม่อหังการ ปฏิบัติตนอย่างนอบน้อมเป็นผู้ให้อย่างจริงใจ และพร้อมจะรับอย่างมีความสุข

     ท่านฝากให้นิสิตนักศึกษาคิดอย่างนี้เพราะทุกวันนี้นิสิตนักศึกษาห่างหายจากดินจากโคลน เพราะคิดว่าตนเองนั้นเป้นนิสิต เป้นผู้ที่สูงส่งไม่มองกลับมาว่าภาษีจากดินจากโคลนนั้นที่ทำให้เราได้เรียน การเป็นนิสิตนักศึกษานั้นเป็นความดี แต่จะดีที่สุดถ้านิสิตนักศึกษาไม่ยึดติดกับความดีนั้น และมองสังคมอย่างเท่าเทียม โดยพร้อมที่จะให้อย่างเต็มใจ ระลึกตนอยู่เสมอว่าความดีความถูกต้องคืออะไร

     ท่านอาจารย์หมอพูดว่าทุกวันนี้นิสิตนักศึกษาหลงไปกับแสงสีที่มอมเมาอยู่ในทุกมุมเมือง จงรักษาเนื้อรักษาตัวรักษาความดีเอาไว้ เพื่อเป็นกำลังให้ประเทศชาติ ไม่ใช่ให้ตนเอง ให้แสงสี ให้เลือกเอาระหว่างประเทศพัฒนา กับสถานประกอบการพัฒนา จะเลือกเอาอย่างไหน

     การได้สนทนากับทานอาจารย์หมอนั้น เกิดความปิติครับ ไม่ได้ฟังอะไรที่ตรงใจจังๆมานานแล้ว จะรับไว้ในใจและปฏิบัติตามครับ ส่วนเรื่องของการจัดการความรู้ที่ท่านสอนนั้น ท่านพูดเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น แต่ผมก็เข้าใจแล้วว่าเจตนาของเครื่องมือที่ชื่อว่า KM คืออะไร เข้าใจดีกว่าอ่านหนังสือเป็นเล่มๆอีกครับ

    

     ฝากคำสอนเหล่านี้ให้แก่คนที่ได้อ่านนะครับ จงรักษาความดี แต่อย่ายึดติดกับความดี การให้ให้ด้วยการที่เราได้รับโอกาส ไม่ใช่ให้ด้วยความอหังการ


ติดตามรายละเอียดที่นี่นะครับ <SPACE>