บันทึกชุด ครูผู้มีผลงานกระจ่างชัด นี้ตีความจากหนังสือ Visible Learning for Teachers : Maximizing Impact on Learning เขียนโดย John Hattie ซึ่งวางจำหน่ายในปี พ.ศ. ๒๕๕๕
ตอนที่ ๒ ประเมินผลงานของตนเอง ตีความจากบทที่ 9 Mind frames of teachers, school leaders, and systems หน้า ๑๘๒ - ๑๘๓ Mind frame 1 : Teachers / leaders believe that their fundamental task is to evaluate the effect of their teaching on students’ learning and achievement
การประเมินผลงานในที่นี้ เน้นที่การประเมิน “ขนาดของผลกระทบ” (Effect Size) ของสิ่งที่ครู/ ผู้บริหารการศึกษาทำ ต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน
หนังสือตอนนี้สื่อว่า ครูและผู้บริหารการศึกษาต้องประเมินผลงานของตน สำหรับใช้เป็น feedback แก่ตนเอง เป็นข้อมูลใช้ปรับปรุงตนเอง เขาย้ำว่าพลังสำคัญที่สุดสำหรับทำงานให้บรรลุผลที่ตั้งไว้ คือพลังของการประเมินป้อนกลับ (feedback) ผมขอเติมว่า ยิ่งกิจการที่ทำมีความซับซ้อนมากเพียงไรข้อมูลเพื่อป้อนกลับยิ่งมีคุณค่ามากเพียงนั้น
การสอน และทำหน้าที่บริหารการศึกษาคือกิจการที่มีความซับซ้อนสุดๆ
ทำให้ผมคิดต่อว่าอาจต้องเพิ่ม สัมมาทิฐิ ๘ ในบันทึกแรก เป็น สัมมาทิฐิ ๙ โดยเพิ่มข้อ ๐ ที่เป็นฐานของชุดความคิด ว่า “ครูและผู้บริหารการศึกษามีความเชื่อว่า ภารกิจของตนมีความซับซ้อนมาก ไม่มีรูปแบบแน่นอนตายตัว ตนจึงต้องทำงานแบบทำไปเรียนรู้ไป และมีการพัฒนาปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา”
บันทึกตอนที่ ๒ นี้ เป็นเรื่อง สัมมาปฏิบัติ ข้อที่ ๑ คือครูและผู้บริหารการศึกษาต้องประเมินผลกระทบ ของการปฏิบัติงานของตนเอง ซึ่งทำโดยตอบคำถามหลัก ๓ ข้อคือ (๑) ฉันกำลังเดินสู่เป้าหมายใด (๒) ฉันดำเนินการ บรรลุเป้านั้นโดยวิธีใด (๓) เป้าหมายต่อไปคืออะไร และอาจมีคำถามย่อยได้อีกมากมาย
ผมขอย้ำว่า เป้าหมายข้างบน เป็นเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน และขอเสนอว่า คำถามข้างบนควรมี ๔ ข้อ โดยข้อที่สามข้างบนขยับไปเป็นข้อที่ ๔ ข้อที่ ๓ ใหม่คือ “ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ เพียงใด” คำถามทั้งสี่ข้อนี้หมุนเวียนเป็นวงจรไปกับการปฏิบัติ (action) ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิด (reflection) และการกำหนดเป้าหมายรอบใหม่
หนังสือย้ำว่า ความรู้เรื่องวิธีการที่ถูกต้องยังไม่เพียงพอต่อการทำหน้าที่ครูและผู้บริหารการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ด้านวิธีการสอน การจัดสรรทรัพยากร การจัดลำดับกิจกรรม และอื่นๆ หากนำไปใช้แบบทื่อๆ ตายตัว (prescriptive) ไม่มีการปรับตามสถานการณ์จริง ก็ยากที่จะได้ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มี impact (effect) สูง
การปรับวิธีปฏิบัติตามสถานการณ์จริงต้องการการประเมินสภาพการเรียนรู้ และให้ข้อมูลป้อนกลับ ซึ่งหมายความว่า ครูและผู้บริหารการศึกษาต้องหมั่นฝึกฝนตนเอง ให้แม่นในทักษะการประเมินทั้งแบบ ประเมินเพื่อพัฒนา (formative assessment) และประเมินเพื่อตัดสิน (summative evaluation) รวมทั้งการประเมิน effect size ของการปฏิบัติแต่ละขั้นตอนของตนเอง
สำหรับการประเมินเพื่อพัฒนาอ่านได้จากบันทึกชุด ประเมินเพื่อมอบอำนาจ ที่ (๑) ส่วนการประเมิน effect size ดูที่ (๒)
คำถามหลักๆ ที่อยู่เบื้องหลังชุดความคิดที่ ๑ หรือสัมมาทิฐิข้อที่ ๑ ได้แก่
- ฉันรู้ได้อย่างไรว่าวิธีการที่ใช้ให้ผลตามที่คาด
- ฉันจะเปรียบเทียบ “สิ่งนี้” กับ “สิ่งนั้น” ได้อย่างไร
- คุณค่าของกิจกรรมนี้ต่อการเรียนรู้คืออะไร
- ขนาดของผลกระทบ (effect) เป็นอย่างไร
- หลักฐานที่จะทำให้ฉันมั่นใจว่าวิธีการที่ฉันใช้เครื่องมือและทรัพยากรเป็นวิธีการที่ผิดพลาด มาจากไหน
- หลักฐานยืนยันว่าโปรแกรมการเรียนรู้ที่ฉันจัดการ ดีกว่าโปรแกรมอื่นๆ มาจากไหน
- ฉันเคยเห็นวิธีการจัดการเรียนรู้แนวนี้ ที่ให้ผลดีชัดเจน ที่ไหน เพื่อเป็นแนวทางต่อฉันและ เพื่อนร่วมงาน ว่าสามารถกำหนดเป้าหมายผลลัพธ์ได้ถึงขนาดนั้นหรือกว่านั้น
- ฉันมีพื่อนครูที่มีอุดมการณ์และเป้าหมายต่อความก้าวหน้าหรือไม่
วิจารณ์ พานิช
๓๑ ก.ค. ๖๐
There are (once again) strong similarities between 'modern methodologies' and the age-old principle of Buddhism. Comparisn of (the principle of) 'arya-sacca 4' (define THE problem/goal, list FACTORS for THE problem/goal, choose & describe ONE solution, learn WAYS to achieve solution/goal) and what listed in this post, would show once again that we can practice what we have learned and know so well. We don't really have to learn and memorisze 'new/modern' methodologies. Just 'practice' arya-sacca (noble true-principle).
;-)