รายงานของบริษัท McKinsey เรื่อง How the world’s most improved school systems keep getting better ที่ออกเผยแพร่เมื่อปลายปี 2010 บอกว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนายกระดับคุณภาพการศึกษาของตน ใช้ยุทธศาสตร์แตกต่างกันตามระดับคุณภาพของระบบการศึกษาที่เป็นอยู่
ประเทศส่วนใหญ่ประสบความล้มเหลวในการปฏิรูปการศึกษาของตน และคุณภาพการศึกษาถดถอยลง ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มนี้
หน่วยของการวิจัยตามรายงานนี้ เรียกว่า “ระบบโรงเรียน” (school system) ซึ่งอาจเป็นระดับประเทศ ระดับรัฐ หรือระดับเมือง และพบ ๒๐ ระบบการศึกษา ที่ยกระดับคุณภาพได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง หรือมีแนวโน้มว่าจะได้ผล ดังกล่าว
การพัฒนาระบบทั้งระบบต้องใช้เวลา เขาบอกว่าสามารถพัฒนาให้เห็นผลได้ในเวลาที่สั้นที่สุดคือ ๖ ปี แต่ต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องตามระดับคุณภาพเริ่มต้น เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า stage-dependent intervention
เขาแบ่ง stage ของคุณภาพของระบบการศึกษาเป็น ๕ ระดับคือ poor, fair, good, great, excellent โดยใช้คะแนน PISA เป็นเกณฑ์ และมีข้อค้นพบยุทธศาสตร์ที่ใช้ได้ผลในแต่ละ stage เริ่มต้นดังนี้
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาอย่างจริงจัง ใน ๒๐ ระบบนี้ เกิดจากปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ในสามอย่าง คือ (๑) วิกฤติเศรษฐกิจหรือการเมือง (๒) รายงานที่จี้ความอ่อนแอ (๓) ผู้นำทางการเมืองที่เอาจริงเอาจังมีวิสัยทัศน์
เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการสู่ความสำเร็จมี ๖ อย่าง (๑) เปลี่ยนหลักสูตรและมาตรฐาน (๒) จัดระบบเงินเดือน และการตอบแทนแก่ครูและครูใหญ่อย่างเหมาะสม (๓) พัฒนาทักษะที่ต้องการแก่ครูและครูใหญ่ (๔) ประเมินนักเรียน (๕) จัดให้มีระบบข้อมูล (๖) อำนวยความสะดวกการเดินทางไกลเพื่อพัฒนาระบบการศึกษาโดยการตีพิมพ์เผยแพร่นโยบาย และการใช้กฎหมายการศึกษา
รายละเอียดมีมากกว่าที่ผมจับความมาเล่าอย่างมากมาย นักการศึกษาต้องอ่านทำความเข้าใจอย่างน้อย ๓ จบ
วิจารณ์ พานิช
๑๗ ก.ค. ๖๐
