ปัจจัยที่ทำให้เราประสบความสำเร็จคือการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง และการเรียนรู้ 7 อุปนิสัยของผู้ทรงประสิทธิภาพสูงจะเป็นแนวทางที่นำเราไปสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน
สวัสดีครับชาว Blog
และคณะผู้บริหารและคณาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่เคารพรักทุกท่าน
ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มีโอกาสจัดโครงการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
หลักสูตร "การเพิ่มประสิทธิภาพขั้นสูงในการทำงานและการสร้างภาวะผู้นำ
กรณีศึกษา Covey's 7 Habits Workshop The 7 Habits of Highly
Effective People" ระหว่างวันที่ 25 - 28 พฤศจิกายน 2549 
หลักสูตรนี้มีประโยชน์มากสำหรับการนำหลักคิดไปสู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนเองและองค์กรและเป็นหลักสุตรที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากที่ผ่านมา
ผมขอถือโอกาสเปิด Blog นี้ เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้
ประสบการณ์ระหว่างกันและหวังว่า Blog นี้จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์
น่าสนใจแก่ผู้อ่านต่อไป ขอบคุณครับ
จีระ
หงส์ลดารมภ์
เข้ามาติดตามครับอาจารย์
การสัมมนา ยังมีอยู่จนถึงวันที่ 28 พ.ย. นี้
ขอบคุณครับ
วันที่ 28 พ.ย. 49 ผมได้มีโอกาสรับเชิญจาก ศ.ดร.จีระ ฯ ไปร่วมสรุปและการนำไปใช้ในการจัดอบรมฯ ครังนี้
ขอชมว่าจากการแบ่งกลุ่มสรุป บุคลากรระดับผู้บริหารและผู้เข้ารับการอบรมฯ ม.อุบลฯ มีการเปิดรับและนำไปสร้างานขยายผลหลายๆอย่างไม่ว่า จะเป็นการทบทวนฝึกฝนตนเองสิ่งที่อรมไป การนำไปจัดทำแผนงานให้เกิดประสิทธิภาพ การหาจุดอ่อนจุดแข็งในองค์กร
การให้โอกาสหัวหน้างานได้รับการอบรมฯ การสร้างวิทยากรตัวคูณและนำเสนอในวิทยุชมชน และการทำKM การสร้างสังคมการเรียนรู้
และโชคดีสำหรับรุ่นนี้ที่ได้เรียนรู้เรื่อง Innovation และพร้อมแบ่งกลุ่มคิดสร้าง Innovation ขึ้นมา
แต่อยากจะให้สิ่งที่เราพูดกัยในห้องประชุมเหลี่ยมโต๊ะกลม ออกมาเป็น Action Plan และมีSustainabillity Capital ทุนแห่ง8;k,ยั่งยืนและต่อเนื่อง
มิฉะนั้น สิ่งที่ทุกท่านลงทุนก็จะไม่เกิดมูลค่าเพิ่ม และทุกอย่างก็จะหยุดนิ่งอยู่กัยที่เหมือนสูญเปล่า พร้อมนี้ขอให้กำลังใจทุกท่าน
ชำนาญ บัวทวน
08-1965-7562
ประธานรุ่น 3 7 Habits ม,ขอนแก่น
เรียน ท่านสมาชิกทุกท่านผมขออนุญาตแลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องของการที่เราได้ฝึกอบรมที่ผ่านมานะครับ ขณะที่ผมนั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์ต่อไปนี้ เป็นเวลา 04.30 น. (วันที่ 29 พฤศจิกายน 2549) และคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เราน่าจะเริ่มได้คือ สัญญากับตัวเองเราจะเริ่มแล้วนะ ครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ทุกท่านได้รับเหมือนกันและคิดว่าท่านจะนำไปปฏิบัติจากที่เราฝึกอบรมมาน่าจะได้รับเหมือนกัน สำหรับตัวผมเองผมได้คิดว่าสิ่งแรกที่ผมจะเปลี่ยนแปลงและเลือกแล้วและรับผิดชอบในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งโดยปกติที่ผ่านมาผมนั้นจะถึงที่ทำงานประมาณ 8.00 น. สิ่งแรกที่ทำคือ อ่าน e-mail และอ่านข่าวจาก Web site แต่สิ่งที่คิดว่าจะต้องเปลี่ยนคือ จะอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับงานการเรียนการสอนแล้วนำงานของมหาวิทยาลัยที่สำคัญในวันนั้นมาทำก่อน และทบทวนงานที่ได้ทำไปแล้วว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่สมบูรณ์ โดยการฝึกปฏิบัตินิสัยที่ 1 นั้น ทำให้ผมนึกถึงคุณพ่อของผม ซึ่งจริงๆ แล้วท่านเรียนหนังสือเพียงชั้น ป.1 เท่านั้น แต่สิ่งที่ท่านทำให้ผมนึกถึงท่านนั้น ท่านไม่ได้รู้เรื่อง 7 Habits แต่ท่านก็สามารถทำได้และทำได้ดีและดีกว่าผมด้วย (ผมคิดอย่างนั้น) เพราะเมื่อ 30 ปีที่แล้ว (ปัจจุบันท่านอายุ 79 ปี) พ่อบอกว่าจะเลิกสูบบุหรี่และตื่นเช้าของอีกวันหนึ่งท่านก็เลิกสูบบุหรี่ได้จริงๆ ทุกคนที่อยู่รอบข้างถามท่านว่า เลิกได้อย่างไร ท่านตอบเพียงว่าไม่ยาก คือ เพียงแต่บอกตัวเองว่า “จะไม่สูบอีกต่อไปแล้ว” และท่านก็ทำได้จริงๆ ดังนั้น ผมคิดว่าสำคัญที่สุดนิสัยที่ 1 ที่เราจะทำได้คือ ตัวเรา ใจเรา และอนาคตของเรา เอาชนะใจตัวเอง และอีกตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งคุณพ่อของผมได้สอนได้บอกผมได้นานแล้ว คือ เรื่องของ ในหลวงของเรา คือ เมื่อตอนพ่อผมเป็นหนุ่ม ท่านเป็นกรรมกรสร้างถนนจากสุรินทร์ไปโคราช โดยตอนกลางคืนเพื่อนท่านรวมทั้งตัวท่านกลัวผีมาก แล้วคืนหนึ่ง กลุ่มคนงานทั้งหมดก็รวมกันบอกกับผีป่านางไม้ว่า “ที่ดินที่จะทำถนนนี้เป็นของในหลวงของเรา เรามาทำงานให้ในหลวงนะ ดังนั้น พวกท่านทั้งหลายอย่างได้มารบกวนเลย” และนำภาพฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปตั้งไว้เพื่อแสดงความเคารพ หลังจากนั้น ตอนกลางคืน ทุกคนก็ไม่มีความรู้สึกกลัวผี และก็ไม่มีผี อีกต่อไป ดังนั้น ทุกวันนี้ ที่บ้านคุณพ่อ (ที่ร้อยเอ็ด) และที่บ้านของผม (ที่อุบลราชธานี) มีพระฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเต็มไปหมดเลย และที่สำคัญที่คุณพ่อได้บอกผมอยู่ตลอดเวลาว่า ทำงานอะไรก็แล้วแต่ ขอให้นึกถึงแผ่นดิน นึกถึงในหลวงให้มากที่สุด และเช่นเดียวกัน ทุกวันนี้ คุณพ่อผมถ้าหากเห็นในหลวงของเราในโทรทัศน์ พ่อของผมมีความสุขมากและมีน้ำตาไหลออกมา จากที่กล่าวมานั้น ทำให้ผมนึกถึง การที่เราจะทำอะไรนั้น ขอให้มีเป้าหมายว่าเพื่ออะไร ถ้าหากเราทำเพื่อมหาวิทยาลัย เพื่อแผ่นดิน เพื่อในหลวงของเรา ผมคิดว่าเราจะมีความสุขที่จะทำ และเมื่อนั้น ผมคิดว่า เราจะมีความสุขและพร้อมที่จะร้องให้เมื่อเห็นมหาวิทยาลัยของเรามีความเจริญก้าวหน้า เห็นประเทศของเรามีความเจริญก้าวหน้า ซึ่งน่าจะเป็นนิสัยที่ 2 (ใช่หรือไม่ โปรดกรุณาเสนอข้อคิดเห็นด้วยนะครับ) ดังนั้น การลงมือทำเป็นสิ่งที่สำคัญ การคิดว่าจะทำ การพูดว่าจะทำนั้นไม่สำคัญ บางคนมีแต่พูดและพูดในสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่จริง พูดเพื่อความสะใจ เพื่อความมันส์ มีความสุขที่จะพูด เมื่อพูดถึง “การพูด” ทำให้ผมนึกถึงท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในทฤษฎี 2 R R ตัวที่ 1 คือ Reality ความจริง โดย ความจริง นั้น มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น มันสัมพันธ์กับการพูดอย่างไร ถ้าหากเราพูดแต่ความจริงกันทุกคนในมหาวิทยาลัย ผมเชื่อว่าเราสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทุกวันนี้อย่างที่เราได้ทราบ มีบางเรื่องในมหาวิทยาลัย ที่คนพูดไม่รู้จริง ผมเน้นนะครับ “ไม่รู้จริง” เมื่อไม่รู้จริงและพูดออกไปนั้น มันเป็นสิ่งเร้า และสิ่งที่ทำให้เกิดปัจจัยอื่นๆ มากระทบต่อการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ อย่างมหาศาล อนุญาตยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีคนพูด “การที่มหาวิทยาลัยจะปรับเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ นั้น รัฐบาลจะไม่ให้งบประมาณแล้วนะ มหาวิทยาลัยจะต้องหาเงินเอง” จากการพูดดังกล่าว ท่านคิดว่ามีสิ่งเร้าอะไรเกิดขึ้นบ้าง และใครที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งผมคิดว่า แน่นอน ท่านอธิการบดีอาจจะต้องออกมาอธิบาย พนักงานลูกจ้างออกมาถามว่าเขาจะถูกจ้างต่อหรือไม่ รวมทั้ง นักศึกษาจะต้องถามว่าแล้วมหาวิทยาลัยจะขึ้นค่าเทอมหรือไม่ ดังนั้น จะเห็นว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบจากการพูดดังกล่าวต่างกังวลและคิดว่าจะทำอย่างไร แต่ถ้ามีคนที่รู้จริงในเรื่องนั้น ออกมาพูดความจริงที่เป็นหนึ่งเดียว ผมเชื่อว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องก็จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ ในเรื่องดังกล่าวข้างต้น ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องลงมือทำ ทำในที่นี้ คือ “การหาข้อมูลที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยจะปรับเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” เพื่อใช้ในการตัดสินใจ เพราะความจริงมีเพียงอย่างเดียวหนึ่งเดียวเท่านั้น ผมคิดว่า ความจริง และ การพูดความจริง เป็นสิ่งมีความสำคัญและสัมพันธ์กันเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อไรก็ตาม “ที่เรารู้ความจริงแล้วค่อยพูด” น่าจะดีกว่า “การพูดแล้วค่อยมารู้ความจริงทีหลัง” บางคนนั้น เป็นคนที่สร้างสรรค์มาก คือ “พูดก่อนแล้วค่อยหาความจริงภายหลัง” ด้วยเหตุนี้ สังคมของเราจะมีความสุข ทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ สร้างสิ่งที่มีประโยชน์ร่วมกันได้ น่าจะเริ่มตั้งแต่ “การหาความจริงก่อน แล้วค่อยพูด และลงมือปฏิบัติ” ดังนั้น ถ้าหากเราทุกคนชาว ม.อุบลฯ น่าจะลองค้นหาความจริง พูดแต่ความจริง และลงมือทำให้สิ่งที่ถูกต้องตามเป้าหมายที่ได้ตั้งใจร่วมกัน เชื่อว่า ม.อุบลฯ จะสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วกว่านี้ และขอฝากไว้อีกสักอย่างคือ “การคิดก่อนพูด พูดออกไปแล้วต้องมีความรับผิดชอบในคำพูดของตนเอง” ในวันนี้ คงจะขอรบกวนเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ และหวังว่าท่านสมาชิกทุกท่านจะได้ร่วมใจกันทำงาน 7 Habits ประสบความสำเร็จสำหรับตนเอง มหาวิทยาลัย และประเทศชาติ ด้วยความเคารพอย่างสูง มนูญ ศรีวิรัตน์
อาจารย์ตุ้ยอจต. (อุ่นใจตลอดกาล)
สวัสดีครับท่านสมาชิกทุกท่าน 7 Habits ม.อุบล
วันนี้ขออนุญาตเพิ่มเติมจากวันก่อนในเรื่อง การเลือกทำในสิ่งใดก่อนและหลัง (นิสัยที่ 3 ?) แต่ขอเป็นของส่วนรวม คือ มหาวิทยาลัย อยากจะเรียนสอบถามท่านสมาชิก 7 Habits ม.อุบลว่า มหาวิทยาลัยของเราในสถานการณ์อีก 6 เดือนข้างหน้า เราจะทำหรือพัฒนาสิ่งใดก่อนเป็นสำคัญและเร่งด่วน เพราะบางครั้งเราไม่อาจจะเลือกได้ว่า อะไรสำคัญและเร่งด่วน ดังนั้น ขอความกรุณาทุกท่านได้แลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อเป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัย ในการก้าวเดินไปข้างหน้า
ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ เรื่องที่จะเกิดขึ้นในวันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม 2549 เป็นวันพระราชทานปริญญาบัตร หลังจากที่ส่งเสด็จแล้วเวลา 11.30 น กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ (ศ.ดร.กนก วงศ์คชตระหง่าน) จะบรรยายพิเศษในหัวข้อ "การเตรียมพร้อมมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐภายใต้การเปลี่ยนของโลก" (ถ่ายทอดเสียงผ่านคลื่นวิทยุ ม.อุบล FM 91.75 Mhz) และเวลา 13.00 น. เริ่มประชุมคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย และมีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยเข้าร่วม คาดว่าจะดำเนินการประชุมเสร็จเวลาประมาณ 16.00 น. หากท่านใดสนใจจะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ขอเชิญได้ที่ตึกอธิการบดี ซึ่งท่านอาจจะได้พบกับท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อีกครั้ง แล้วรับรองได้ว่าท่านสมาชิกทุกท่านจะได้ความรู้เพิ่มเติมอย่างแน่นอน
ขอกลับมาเรื่องสำคัญและด่วนนะครับ วันนี้ผมได้ดำเนินการในส่วนของผมเช่นเดียวกัน คือ ตอนเช้าได้ทำเรื่องที่สำคัญและคิดว่าเร่งด่วนเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ดังนั้น ก็ขอเป็นกำลังใจให้สมาชิกทุกท่านได้ปฏิบัติให้ได้เช่นกัน
ด้วยความเคารพ
อจต.
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมต้องขอขอบคุณ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นอย่างสูง ที่เปิดโอกาสให้ผมติดตามไปร่วมกิจกรรม สัมมนาสร้างผู้นำ การเพิ่มประสิทธิภาพขั้นสูงในการทำงานและการสร้างภาวะผู้นำ กรณีศึกษา Covey's 7 Habits Workshop The 7 Habits of Highly Effective People" ระหว่างวันที่ 25 - 28 พฤศจิกายน 2549 ให้กับผู้บริหารระดับสูง ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ณ แก่งสะพือริเวอร์ไซด์รีสอร์ท จ.อุบลราชธานี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อาจารย์ให้ความรู้ ให้โอกาส ให้อภัย กับศิษย์เสมอมา เป็นการให้ที่สอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีทางพุทธศาสนา เป็นแบบอย่างที่ดีของการเป็น “ครูที่ยิ่งใหญ่” และ “ผู้นำที่เป็นเลิศ” สมควรที่บรรดาศิษย์ทั้งหลายนำเป็นแบบอย่าง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มีโอกาสได้รู้จัก พบปะกับอธิการบดี รองอธิการบดี คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และโชคดีมากที่ได้พบเพื่อนเก่า ที่เคารพรักกันมานาน ดร.อุทิศ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ซึ่งเคยรู้จักกันสมัยที่ท่านได้ทุนและเตรียมตัวไปเรียนต่างประเทศ ครั้งนั้น ดร.อุทิศไปทบทวนภาษาอังกฤษที่สถาบันสอนภาษา เอ.ยู.เอ. ในหลักสูตร Intensive course จากนั้นท่านก็ไปเรียนต่างประเทศ และได้เขียนจดหมายคุยกัน ผมสัมผัสได้ถึงความดี ความจริงใจจาก ดร.อุทิศ เพื่อนรักกันสมัยนั้น ขอแสดงความยินดีกับ ดร.อุทิศ ที่มีความก้าวหน้าในสายอาชีพ มาโดยตลอด </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การสัมมนา วันที่ 25-28 พ.ย.ทีผ่านมา ผมประทับใจ ทีมงานของ ศ.ดร.จีระ ที่ตั้งใจทำงานขยันขันแข็ง ในวันแรก เห็นดาวเด่น คุณแหม่ม สุภาพเรียบร้อย ขยัน ขันแข็ง อดทน ประสานงานได้โดดเด่น มีน้ำใจไมตรี คอยดูแลเอาใจใส่งานได้ดี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คุณเอไม่ประหม่าเวลาจับไมค์ มั่นใจ คล่อง ว่องไว บุคลิกภาพมีแววเป็นวิทยากรได้ดี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คุณรัตน์สุภาพเรียบร้อย มีความตั้งใจเมื่อได้รับมอบหมายงานประสานได้ดี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คุณปิง ทำงานแบบเฉียบคม เน้นเป้าหมายเป็นสำคัญ ไม่เน้นพิธีรีตองมาก ถึงเวลางานทำได้เร็ว รับงานจากอาจารย์ไปคิดต่อได้ดี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คุณปิ๋ม เป็นผู้ใหญ่สมวัย สมกับเป็นผู้นำทีม สุขุม สุภาพ น่าเลื่อมใส คบหา บุคลิกภาพดี ควบคุมทีมงานด้วยความสงบนิ่ง น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากนี้ ได้พบ วินัย น.ศ. ป.เอก ด้วยกัน มาคอยต้อนรับดูแลอาจารย์ เหมือนคุณชำนาญ เอาใจใส่ดูแลอาจารย์ที่ขอนแก่น ส่วนดีของวินัยที่พบเห็นคือ ความสนใจ ใส่ใจ เอาใจใส่ต่ออาจารย์ และทีมงาน เป็นอย่างดี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ส่วนคุณชำนาญถึงแม้จะตามมาสมทบภายหลัง ก็ยังคงเป็นทองแท้ มีความดีต่ออาจารย์และทีมงานเสมอต้นเสมอปลาย อย่างนี้เรียกว่า มีความดีดุจดังเกลือรักษาความเค็ม อย่างนี้เป็นของแท้ ครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ผมได้เห็นความโดดเด่นของวิทยากรแต่ละท่าน สุขุม ลุ่มลึก มีการวางแผนเตรียมการสอนมาอย่างดี มีลีลาการสอนที่แตกต่างกัน มีจังหวะ มีสาระที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ขอชื่นชมในความดีของทุกๆ คนที่ผมพบเห็น ซึ่งไม่สามารถที่จะเขียนบรรยายให้หมดได้ในโอกาสนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การสัมมนา ในเรื่อง ภาวะผู้นำ ของ ศ.ดร.จีระ กระชับแต่ลึก ทุกประโยคที่ฉายบนจอ มีความหมาย อาจารย์ได้บรรยายเรื่อง LEADERSHIP ให้กับหลายองค์การ ผมขอแนะนำให้ผู้อ่าน ติดตามได้จาก Blog ของโรงแรมโอเรียนเต็ล ของ ธนชาติ ของกระทรวงศึกษาฯ ของ ม.รามคำแหง ม.อุบลฯ ม.ขอนแก่น และของลาดกระบังฯลฯ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความรุ้เกี่ยวกับเรื่อง LEADERSHIP ไว้มากในแต่ละ blog</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การไปร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ ศ.ดร.จีระ เปิดโอกาสให้ผมไปร่วมด้วย แต่เป็นครั้งแรกทีได้มีโอกาสเห็นการสัมมนาเกี่ยวกับ 7 Habits ที่อาจารย์จัดให้กับ ม.อุบลฯ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมได้เขียนสรุปสาระ เกี่ยวกับ 7 Habits ไว้ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับทุกท่าน ดังมีสาระดังต่อไปนี้..................................</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">“The 7 habits of highly effective people” </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การเพิ่มประสิทธิผล (effective) ในการใช้ชีวิต เป็นมุมมองที่ได้มีการให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ (efficiency) เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่สามรถทำให้เราปรับตัวในการใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่สลับซับซ้อนขึ้นได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “We need to balance between do the right things and do the thing right”</p> Steven Covey นักเขียนชื่อดัง ซึ่งแต่งหนังสือ “The 7 habits of highly effective people” ซึ่งเป็น best seller ได้ให้แนวความคิดและแนวปฏิบัติไว้ว่า เราจะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาและใช้ชีวิตประจำวัน ได้เป็นอย่างดี ถ้าเราสามารถที่จะบริหารอุปนิสัยที่สำคัญ 7 อย่างได้อย่างสอดคล้องกัน Steven Covey ได้แบ่ง 3 อุปนิสัยแรก ได้แก่ Be Proactive, Begin with the End in Mind, Put First Thing First เป็นอุปนิสัย เพื่อที่จะรู้จักและเอาชนะตัวเอง ในการวางแผนชีวิตและดำเนินชีวิตไปตามมุมมองของคุณค่าที่เรากำหนดให้กับชีวิตเรา และอีก 3 นิสัยถัดไป ได้แก่ Think Win-Win, Seek First to Understand, Then to Be Understood, Synergize เป็นอุปนิสัย ที่เป็นแนวทางเพื่อที่จะทำให้เกิดชัยชนะร่วมกันทั้งตัวเราเองและผู้ที่เราใกล้ชิดและใช้ชีวิตประจำวันด้วย สำหรับอุปนิสัยสุดท้าย ได้แก่ Sharpen the Saw เป็นอุปนิสัยที่จะช่วยให้เราได้ปรับปรุง และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ กับชีวิตอยู่ตลอดเวลา ทั้ง 7 อุปนิสัยมีรายละเอียดโดยย่อดังต่อไปนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">1. Be Proactive คิดก้าวหน้าสร้างสรรค์ เรามีสิทธิที่จะเลือกทำในสิ่งที่เราคิดว่าเหมาะสมกับคุณค่า และแนวทางการดำเนินชีวิตของเรา บางท่านอาจจะคิดว่าเราเกิดมาแล้ว ไม่มีสิทธิที่จะเลือกทางเดินของเราเอง เนื่องจากอยู่เติบโตมาในครอบครัว หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่ ซึ่งในการปฏิบัติแล้วเรามีสิทธิที่จะเลือกสิ่งที่เราจะทำตามความคิดของเราเองได้ อยู่ที่มุมมองของเราว่าจะเน้นจุดที่เรามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ (circle of influence) </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราคงได้ยินคำพูดว่า “ก็เขาบอกมาอย่างนั้น” หรือ “มันคงแก้ไขไม่ได้” เสมอ ๆ คำพูดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในมุมมองซึ่ง reactive ต่อปัญหาซึ่งมีผลมากระทบกับเรา คำถามที่เราควรจะถามตนเองก็คือว่า“เราจะดำเนินชีวิตตามบทบาทที่เราจะเลือกเดินเพื่อให้สอดคล้องถึงคุณค่าชีวิตที่เรามองเห็นสำคัญ หรือว่าขึ้นอยู่กับอารมณ์ ความรู้สึก หรือสิ่งแวดล้อมที่มากระทบเรา” ...........</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">2. Begin with the end in mind เริ่มต้นทุกอย่างด้วยภาพหรือเป้าหมายที่เราคิดว่าจะให้เกิดความสำเร็จขึ้นก่อน ก่อนที่จะก้าวลงไปในรายละเอียด เราควรจะพิจารณาให้ดีว่าควรจะมีเป้าหมายอะไรบ้างในชีวิตที่เป็นหลักฐานสำคัญแก่เรา มีคุณค่าและ แนวทางที่เป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิต การดำเนินชีวิต กิจประจำวันของเราก็จะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับมุมมองดังกล่าว.......</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าเรามองบทบาทของเราในการทำงาน เราอาจจะมองถึงว่าเราอยากจะเป็นมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จในสายงานที่เราทำอยู่ เรามีเป้าหมาย และหลักยึดในแนวทางที่เรามุ่งหน้าไปโดยที่เรามี deal resume ของเราในอนาคต หรือ personal mission ใน 2 หรือ 3 ปีข้างหน้า ซึ่งเราอยากจะให้เกิดขึ้นแล้วใช้มันเป็นภาพที่เรามุ่งปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความสำเร็จ......</p> คนทั่วไป มักจะมีการเอาวิธีปฏิบัติ และภาพของความสำเร็จไปปนกัน และอาจจะสับสนในบางครั้งของการทำงาน อาจทำให้เราหลงทางได้เหมือนกับเราขับรถ ถ้าเราไม่ได้มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอนเสียก่อน เราอาจเสียเวลาอยู่บนถนนได้นาน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">3. Put first things first ทำในสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญก่อน ทำสิ่งที่จะมาสอดคล้อง และสนับสนุนกับเป้าหมายของเราก่อน เราไม่ควรจะรอให้สิ่งนั้น กลายเป็นสิ่งที่เร่งด่วนเพราะเราจะ react กับสิ่งนั้นมากกว่าที่จะ proactive ที่จะวางแผนล่วงหน้า เพื่อที่เราจะมีบทบาทที่จะ มีบทบาทในการบริหารเหตุการณ์เหล่านั้น แทนที่จะรอให้มันมากระทบเรา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ถ้าเรามองการนำเอา 3 อุปนิสัยนี้ไปประยุกต์ใช้ กับการที่เราจะประสบความสำเร็จ ในการเป็นมืออาชีพในการทำงานเราควรจะใช้การ proactive ในการเลือกสายอาชีพแล้ววาดภาพของ ideal resume หรือ end in mind ของเราว่า จะเป็นมืออาชีพด้วยคุณสมบัติอะไรบ้าง ถ้าเรามีภาพนั้นแจ่มชัดแล้ว หนทางที่จะไปตรงนั้นก็ไม่ยาก การเพิ่มความรู้ ทักษะการเข้า class หรือการทำ project เพื่อที่จะสอดคล้องกับภาพความสำเร็จนั้นจะอยู่ในมือของเรา ที่จะทำให้มันเกิดในเวลาที่เราสามารถจะวางแผนชีวิตกับมันได้</p> Steven Covey ได้ให้แนวคิดว่า ถ้าเราสร้างและบริหาร 3 อุปนิสัยแรกได้ดี เราจะมี private victory แก่ตัวเราเอง มีอิสระ (independence) สร้างและบริหารในการเลือกแนวทาง และใช้เวลาในการปฏิบัติ ชีวิตให้มีค่าและท้าทายมากขึ้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">4. Think win-win มุมมอง และแนวความคิดในอันที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น มีความสำคัญในการดำเนินชีวิต ถ้าเราเลือกแนวความคิด </p><ul>
</ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แนวความคิดดังกล่าว เป็นมุมมองในการอยู่ร่วมกันและการใช้ชีวิตหรือการทำงานที่ไม่เกิดประสิทธิภาพ</p> เราควรจะรักษาจุดยืนของเรา (end-in mind) ในขณะเดียวกันก็ประสานมุมมองกับคนอื่นเพื่อทำให้เกิดแนวความคิดร่วมกันที่สร้างสรรค์กว่าเดิม (interdependence) การจะเดินในแนว win-win เราจำเป็นที่จะต้องมีความกล้าขึ้นในการรักษาจุดยืน ในขณะเดียวกันกับการยอมรับและพยายามเข้าใจแนวทางของผู้ที่เราจะประสานความคิดด้วย แล้วหามุมมองที่ทำให้เกิดภาพแห่งชัยชนะ หรือความพึงพอใจร่วมกันร่วมกัน 5. Seek first to understand, then to be understood การที่เราจะประสานชัยชนะร่วมกันโดยพยายามเข้าใจแนวความคิดของคนอื่นด้วย เป็นศาสตร์ที่สำคัญเรามักจะมีความโน้มเอียงในการให้แนวทางและ ความคิดของเรา ลืมสังเกต และพยายามฟังความรู้สึก และต้องการของผู้ที่เราจะประสานความคิดด้วย Steven Covey ให้คำแนะนำว่า เราควรจะฟังไม่เพียงแต่หูแต่ด้วยการสังเกตจากท่าทางด้วย (Listen not by your ears but also by your eyes) การสังเกต และรับฟังผู้อื่นอย่างถ่องแท้ถ้วนถี่ก่อนที่จะด่วนสรุปในแนวความคิดของเราเป็นอุปนิสัยสำคัญที่จะช่วยเสริมเพื่อสร้างให้เกิดชัยชนะร่วมกัน (Win-Win) ได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">6. Synergize การผนึกกำลังและประสานแนวความคิดกัน เพื่อสร้างพลังที่มากกว่าที่เราแยกกันทำอยู่ ดังข้อเปรียบเทียบที่ว่า 1+1>2 เป็นสิ่งที่สร้างความได้เปรียบในการรวมพลังกัน การประสานกำลังและแนวความคิดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญ ในการรวมความสามารถที่มีความแตกต่างกันในแต่ละแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ, ทักษะหรือ แนวความคิดให้พลังใหม่ในทางประสานกัน ดุจดังความไพเราะของเครื่องดนตรีในวง orchestra แต่ละเครื่องดนตรีมีเสียง และให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันและถ้าเอาเครื่องดนตรีเหล่านี้ มาประสานกันเล่นในจังหวะ แนวบทเพลงที่เหมาะสมสามารถจะบรรเลง และให้ความไพเราะได้มากขึ้น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าเราสามารถจะบริหารอุปนิสัย 1,2,3 ของเราให้ดี แล้วประสานกันด้วยมุมมองของอุปนิสัย 4,5,6 จะเกิดมุมมองของการรวมพลัง ในการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าแก่ตนเอง หน่วยงาน หรือองค์กรที่เราใช้ชีวิตอยู่ เราจะเป็นผู้ช่วยปรับปรุงและสร้างระบบใหม่ที่ทำให้เหมาะสมมากขึ้น</p> 7. อุปนิสัยสุดท้าย Sharpen the saw เป็นสิ่งที่เราต้องหาเวลาและวิธีการที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขในการใช้ชีวิตไม่ว่าทั้งในแง่ของร่างกาย, จิตใจ ตลอดจนแนวความคิดเพื่อสร้างทั้งแนวทางใหม่ขณะเดียวกัน ถ้าเราอยากได้ไข่ที่มีคุณภาพเราก็ต้องทำนุบำรุง แม่ไก่ให้มีชีวิตที่ดีด้วย ดังนั้น หากพนักงาน ผู้บริหาร ทั้งองค์การสามารถบริหารอุปนิสัยต่าง ๆ ทั้ง 7 ของตนให้สอดคล้องกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวันตลอดจนการปรับตัวในการใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่สลับซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">Steven Covey ยกตัวอย่างไว้หลายเรื่อง เช่นเรื่องของโจเซฟที่เมื่ออายุ 17 ปี ถูกขายเป็นทาสในประเทศอียิปต์ ก็ไม่ท้อแท้ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม แต่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ก้าวหน้าสร้างสรรค์ จนภายหลังกลายเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดเป็นที่สองรองจากฟาโรห์เท่านั้น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">หรือเรื่องของพยาบาลที่ต้องดูแลคนที่จุกจิกจู้จี้มาก แต่พยาบาลผู้นั้นสร้างนิสัยก้าวก้าวหน้าสร้างสรรค์ขึ้นมาทำให้อดทนต่อสถานการณ์แวดล้อมได้ และทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoBodyText">ผู้มีนิสัยก้าวหน้าสร้างสรรค์จะดำรงตนอยู่ในแนวทาง 3 ประการ คือ</p><ol>
</ol><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ใครอยากจะสร้างนิสัยเช่นนี้ จะต้องมีทฤษฎี 3 ต. อย่างที่ ศ.ดร.จีระ กล่าวไว้ คือ ต่อเนื่อง ๆ ๆ หมายถึง มีความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมต้องมีวิริยะอุตสาหะสูงอย่างต่อเนื่อง ต้องใฝ่เรียนรู้ อย่างต่อเนื่อง และต้องฝึกหัดปฏิบัติบ่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">Steven Coveyได้แนะนำว่า ให้ทดลองฝึกตนเองว่าภายใน 30 วัน จะกระทำสิ่งดังต่อไปนี้ได้มากน้อยเพียงใด คือ</p><ol>
</ol><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> Steven Covey ได้แนะนำให้ผู้เข้าอบรม อดทนฝึกปฏิบัติตามนี้ให้สมบูรณ์ครบถ้วน เมื่อทำได้จะมีเสน่ห์และเป็นที่รักใคร่นับถือของคนเพิ่มขึ้นอีกมาก </p><ul>
</ul> ชีวิตคือการเดินทาง กาลเวลาพาเราเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง เพื่อประโยชน์สุข และความสำเร็จของตนเอง Steven Covey จึงแนะนำให้กำหนดเป้าหมายชีวิตเราว่าจะเดินทางไป ณ จุดใด กล่าวโดยสรุป นิสัยประการแรก Be Proactive ที่ Steven Covey แนะนำให้ฝึก คือ การสร้างความเชื่อมั่น และมีสติระลึกไว้เสมอว่าว่าคนเรานั้นสามารถ ปั้น ตนเองให้เป็นคนก้าวหน้าสร้างสรรค์ได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นิสัยประการที่สอง Begin with the end in mind คือ การกำหนดเป้าหมายว่าจะปั้นตัวเองให้เป็นอะไรดี เขาให้วาดภาพว่าคุณกำลังจะไปงานศพตัวคุณเอง และมีคนรู้จักคุณ 3-4 คนกำลังจะกล่าวคำไว้อาลัย ในการนี้ถ้าคุณเลือก คุณอยากให้เขาพูดถึงคุณในลักษณะอย่างไร</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คนเป็นจำนวนไม่น้อยเมื่อเสียชีวิตลงแล้ว มิได้ทิ้งความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันไว้ในโลกเหลือไว้แต่ความโลเลเหลวไหลต่าง ๆ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะไม่ได้ตั้งเป้าหมายของชีวิตไว้ ปล่อยให้ล่องลอยไปตามยถากรรม </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">บางคนมีภาระมากแต่ภาระนั้นกลับไม่มีสาระและเต็มไปด้วยความไม่สงบวุ่นวาย ยิ่งอายุมากก็ยิ่งพยายามมากขึ้น เพื่อปีนป่ายบันใดแห่งความสำเร็จของชีวิต จึงเปรียบเสมือนกับหนูถีบจักร ไม่เป็นมรรคเป็นผลอะไรมากนัก</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราจึงต้องวางจุดหมายปลายทางของชีวิตไว้แต่เนิ่น ๆ และที่สำคัญคือจุดหมายนั้นจะต้องอิงอยู่กับหลักธรรม เราควรใช้หลักธรรมเป็นเข็มทิศแห่งชีวิต เพราะย่อมเป็นธรรมชาติที่หลักธรรมจะนำพาความสำเร็จและความดีงามมาสู่ผู้ประพฤติปฏิบัติ ถ้าบันใดชีวิตของเราพักพิงไว้กับกำแพงแห่งหลักธรรมแล้ว การปีนป่ายบันใดจะเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่นอย่างแน่นอน</p> วิธีกำหนดเป้าหมายจะต้องทำอย่างไร Steven Covey แนะนำให้เริ่มด้วยการมีเป้าหมายไว้ในใจว่าในแต่ละบทบาทของชีวิต และฐานะต่าง ๆ ของเรา เช่น บทบาทเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นคนทำงาน เป็นเพื่อนนั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราจะสร้างนิสัยอะไรขึ้นมา เพื่อให้พฤติกรรมของเราในแต่ละบทบาทเป็นพฤติกรรมที่ประสานสอดคล้องกับการดำรงชีวิตอย่างถูกต้อง เหมาะสมกับหลักธรรม หรือคุณค่าอันประเสริฐ ที่ประสานสอดคล้องกับการดำรงชีวิต</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แล้วให้ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าการกระทำของเราแต่ละครั้ง การตัดสินใจแต่ละเรื่องล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักธรรมและค่านิยมที่กำหนดไว้ท</p>
เนื่องจากข้อจำกัดของระบบ จึงไม่สามารถวางข้อความได้ทั้งหมด จึงได้วางข้อความต่อมาไว้ใน Blog นี้ครับ...............................
แล้วให้ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าการกระทำของเราแต่ละครั้ง การตัดสินใจแต่ละเรื่องล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักธรรมและค่านิยมที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราควรกำหนด ปณิภาณและเป้าหมายเหล่านั้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้น เพื่อนคนหนึ่งของเขาเขียนไว้ดังนี้</p><ul>
</ul> ผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในชีวิต จะมีนิสัยทำในสิ่งซึ่งผู้ที่ล้มเหลวไม่ชอบทำ คำพูดนี้ Steven Coveyนำขึ้นมาอ้างในการแนะนำให้ฝึกนิสัยประการที่สาม คนเป็นจำนวนมาก รู้อยู่ว่าอะไรเป็นสิ่งดีกับตัว และควรประพฤติอย่างไร เช่น อยากมีสุขภาพดีต้องออกกำลังกาย การพูดต้องรักษาคำพูด การทำดีต้องไม่ท้อถอยในการทำความดีต้องมีนิสัยก้าวหน้าสร้างสรรค์ ต้องมีจริยธรรม แต่ทั้ง ๆ ที่รู้ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ชอบทำกลับไปชอบทำเรื่องที่ก่อปัญหา ก่อความทุกข์หรือความล้มเหลวแทน คือใจไม่แข็งพอที่จะทำความดีนั่นเอง เทคนิคการปลูกนิสัย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การปลูกนิสัยเหมือนกับการปลูกต้นไม้ใหญ่ต้องออกแรงรดน้ำพรวนดิน 1. ต้องใช้เวลาให้รากงอก มีรากแล้วจึงจะผลิดอกออกผลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกหัดไว้และเชื่อว่าฝึกได้จริง ๆ ถ้าเรามีใจเข้มแข็งพอ 2. ต้องตั้งเป้าหมายให้ละเอียดชัดเจนว่าจะฝึกนิสัยอะไร 3.(คือนิสัยที่สาม) ต้องตั้งใจและแข็งใจฝึกนิสัยตามที่ตั้งเป้าไว้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นิสัยประการที่สาม เป็นนิสัยบริหารตนเอง ซึ่งมีหัวใจอยู่ที่การใช้เทคนิคการบริหารเวลาของตน เรื่องนี้มีขั้นตอนเริ่มจาก</p><ul>
</ul> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อกำหนดภารกิจของแต่ละวันไว้เช่นนี้แล้ว ก็ต้องมีวินัยและความซื่อสัตย์ต่อตนเองที่จะฝืนใจพัฒนาและปฏิบัติภาระหน้าที่และคุณธรรมตามที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดไม่สยบยอมต่อความเย้ายวน ไม่ใช้เวลาไปในเรื่องอื่นเป็นอันขาด เช่น กำหนดไว้ว่า ช่วงเวลา 05.00-06.00 น. จะใช้เวลาทบทวน หรือฝึกนิสัย 7 ประการ ตามคำแนะนำของ Steven Covey โดยการอ่านหนังสือและทำแบบฝึกหัด ก็ต้องทำเช่นนั้นทุกวัน ถ้ามีเหตุสุดวิสัยไม่สามารถฝึกได้ในช่วงเช้าก็ต้องหาเวลาชั่วโมงอื่นมาฝึกทดแทนให้ได้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">Steven Covey แนะนำว่า ถ้าจะให้มีเวลาบริหารและการพัฒนาตนในบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ ได้มากขึ้น งานอะไรที่ควรมอบหมายให้คนอื่นทำแทนตน ได้ต้องตัดใจมอบออกไป เพื่อเอาเวลามาใช้ในเรื่องที่สำคัญกว่าคือ การพัฒนาตน พร้อมนี้ได้แนะนำไว้เสร็จสรรพว่า เทคนิคการมอบหมายงานอย่างมีประสิทธิภาพให้ผู้อื่นทำแทนนั้น มีวิธีการที่จะต้องคำนึงถึงอย่างไรบ้าง</p> นิสัยประการที่ 4 ที่Steven Covey แนะนำให้ฝึก คือ ให้รู้จัก คิดแบบชนะ/ชนะ คำอธิบายคงจะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า ชีวิตคืออะไร ? ตอบว่า ชีวิตคือความสัมพันธ์กับคนอื่น เพราะคนเราย่อมจะมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายไม่ได้ ต้องพบปะพูดจาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า หรือใครก็ตาม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าความสัมพันธ์นั้น ราบรื่นเหมาะสม ชีวิตก็จะประสบความสำเร็จ ถ้าความสัมพันธ์ทั้งหมดหรือส่วนใหญ่เต็มไปด้วยปัญหาขัดแย้ง ชีวิตก็จะประสบแต่ความทุกข์ความล้มเหลว</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความสัมพันธ์จะราบรื่นหรือขัดแย้ง ส่วนใหญ่มิได้ขึ้นอยู่กับผู้อื่นหรือสถานการณ์แวดล้อม แต่ขึ้นอยู่กับนิสัยของเราเอง ถ้าเรารู้จักเพาะบ่ม หรือ “ปั้น” นิสัยของเราให้เป็นที่ยอมรับนับถือ เป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่น รวมถึงรู้จักรักษาน้ำใจและสะสมเพิ่มเติมสิ่งที่ Steven Covey เรียกว่า “บัญชีธนาคารแห่งน้ำใจ” กับผู้อื่นไว้อย่างถูกต้องแล้ว ความสัมพันธ์นั้นย่อมส่งผลดีให้อย่างมิต้องสงสัย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">Steven Coveyเสนอในอุปนิสัยประการที่ 4 ว่าให้สร้างนิสัยเป็นมิตรไมตรีเชิงรุกกับผู้อื่นแต่ละคน ด้วยการสะสมเพิ่มเติม“บัญชีธนาคารแห่งน้ำใจ” ไว้ให้มาก โดยให้มีนิสัยไม่เห็นแก่ตัวจัด ไม่ฉกฉวยประโยชน์เป็นของตน แต่ฝ่ายเดียว </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">เป็นการคิดอ่านไปในทางที่จะเกิดผลได้ร่วมกัน WIN WIN ทั้งสองฝ่าย ในความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่าย คนที่คิดแบบนี้ได้ต้องเป็นคนที่มีจิตใจสูง มีเมตตา กรุณา มีสติปัญญา มีอายุสมองเป็นผู้ใหญ่และมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าประโยชน์ต่าง ๆ ย่อมมีมากพอที่จะแบ่งสรรปันส่วนให้แก่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">คนเป็นจำนวนมากมีทัศนคติว่าต้องชนะ ต้องทำตามที่ฉันต้องการ อยากให้ผู้อื่นแพ้ตนไปเสียทุกเรื่อง แม้เพียงแต่คนอื่นประสบความสำเร็จก็ยังขัดข้องใจ เขาเห็นว่าผู้ชนะควรได้ทุกอย่าง ผู้แพ้ควรเสียสละทุกสิ่ง ทัศนคติอย่างนี้เองที่ก่อให้เกิด ปัญหาขัดแย้ง ความเกลียด ความกลัว ความริษยาอาฆาต ความเก็บกด ความขัดแย้งหมองใจ การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย รวมทั้งความวุ่นวายอื่นที่ก่อให้เกิดความไม่สงบสุขขึ้นในครอบครัว ในองค์กร และในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">คนที่มีนิสัยเช่นนี้ ลึก ๆ ลงไปจะเป็นผู้ที่จิตใจคับแคบ เครียด และหวาดกลัวมันสมองจะทำงานปกติและเสื่อมสั้นลง เพราะคิดแต่เรื่องหาประโยชน์ใส่ตนตลอดเวลาเป็นผลให้ร่างกายอ่อนแอมีโรคมาก อายุสั้น </p> เราจึงควรบ่มเพาะจิตใจให้มีนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นใจผู้อื่น กล้าที่จะเสียสละให้ผู้อื่นมีโอกาสชนะบ้างตามสมควร อดทนและตั้งใจรับฟังเหตุผลและความจำเป็นของฝ่ายอื่นรวมทั้งนิสัยเกี่ยวกับความซื่อตรงจริงใจด้วย นิสัยเหล่านี้เอื้ออย่างยิ่งต่อการคิดแบบชนะ/ชนะและต่อความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">Steven Coveyกล่าวว่า การคิดแบบชนะ/ชนะ ในการติดต่อเจรจาหรือทำความตกลงกับผู้อื่นเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ นั้น มีขั้นตอนอยู่ 4 ขั้นดังนี้</p><ol>
</ol> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">การติดต่อตกลงกันนั้น ถ้าหาหนทางที่จะให้ทั้งสองฝ่ายชนะด้วยกันไม่ได้ ก็ให้พัก เลิกตกลงกันจะชั่วคราวหรือถาวร ขึ้นอยู่กับเรื่องที่จะต้องพิจารณาร่วมกัน เพราะถ้าฝืนใจทำต่อไปอาจมีผู้แพ้ ผู้ชนะหรือแพ้ทุกคน ซึ่งจะก่อให้เกิดความตึงเครียดบาดหมางเกิดความเสียหายตามมาภายหลังได้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">ในการยุติข้อขัดแย้งหรือแสวงหาข้อตกลงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างตนเองกับผู้ร่วมงาน คู่ครอง ลูก ลูกค้า หรือคนอื่น เราควร “แสวงหาความเข้าใจฝ่ายเขาก่อนแล้วทำให้เขาเข้าใจเรา” นั่นคือ การใช้อุปนิสัยที่ 5 นั่นเอง </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">การแสดงหาความเข้าใจกับคู่สนทนา เริ่มด้วยการตั้งใจฟัง เหตุใดจึงฟังเขา ? ก็เพื่อจะได้รับข้อมูลครบถ้วน เพื่อรู้ถึงปมขัดแย้งหรือความต้องการที่แท้จริงของอีกฝ่าย การฟังดี ๆ จะเป็นผลให้เข้าถึงแก่นของปัญหาได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น สมบูรณ์ขึ้น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">ทำไมจึงต้องฟังคนอื่นก่อน? ก็เพื่อให้เกียรติเขา ให้ความสำคัญแก่เขาทำให้เขารู้สึกว่าตัวเขามีค่า ซึ่งการให้ความสำคัญแก่คนอื่นอย่างจริงใจนั้น มีหรือที่เขาจะไม่ชมชอบเรา และการชมชอบ การเอื้ออาทร การแสดงความมีน้ำใจ การผูกมิตร สร้างไมตรี นั้นก็เป็นวิธีสำคัญอีกวิธีหนึ่ง ของการสะสมเครดิตของเราใน “บัญชีธนาคารแห่งน้ำใจ” </p> การฟังอย่างตั้งใจและถูกวิธี จะทำให้เราสามารถสัมผัสถึงจิตใจลึก ๆ ของผู้พูดได้ซึ่ง Steven Coveyเชื่อว่า “การสัมผัสให้ถึงจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ คือการเดินอยู่บนพื้นดินอันศักดิ์สิทธิ์” อันเป็นพื้นฐานของการสร้างความสัมพันธ์อันอุดม มีประโยชน์และยั่งยืน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">การ “แสวงความเข้าใจฝ่ายเขาก่อน” ก็เหมือนกับ การขายสินค้าคนขายสมัครเล่นคือคนที่สักแต่ว่าเอาของไปขาย แต่คนขายมืออาชีพจะเข้าถึงส่วนลึกของใจของลูกค้า จะรู้รายละเอียดว่าลูกค้าชอบสินค้าชนิดใด ถ้าต้องการบริการอย่างไร เขาจะรู้แจ้งถึง “สูตรซึ่งแก้ปัญหาและสนองความต้องการของลูกค้า” นอกจากนี้เขายังกล้าที่จะพูดกับลูกค้าว่า “สินค้าและบริการชนิดนี้ของเรา ไม่ตรงกับความต้องการของท่าน และแนะนำสินค้าที่ดีกว่าให้”</p> แม้กระนั้นคนส่วนใหญ่มักจะไม่ฟังคนอื่นพูด หรือฟังบ้างไม่ฟังบ้าง พอเขาเปิดปากพูดก็คิดไปแต่เรื่องที่ตัวจะพูด จะฉกฉวยประโยชน์ จะได้ตอบเขาเสียแล้ว จึงไม่เข้าใจเพียงพอว่าผู้พูดมีเจตนาอย่างไร ต้องการอะไร มีจุดยืนอยู่ตรงไหน การฟังครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างนี้เปรียบเหมือนคนขายสมัครเล่น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">จากการได้ชม CD ภาพยนตร์ Steven Coveyสอนว่า เราควรฟังแบบ “เข้าไปนั่งในหัวใจ” ของคนพูด คือ ฟังโดยเจตนาจะค้นหาความหมาย ข้อมูล ความต้องการ ความรู้สึกหรืออารมณ์ของผู้พูด พยายามล้วงเอาความจริง พยายามทำความเข้าใจว่า เขาสมองโลกอย่างไร เขากลัว เขาอยาก เขาอยู่ในอารมณ์อะไรขณะที่ฟังอยู่ต้องอดทน ไม่รีบตัดสิน ไม่ด่วนประณาม ไม่เอาแต่ค้าน ไม่คล้อยตามมากเกินไป ไม่คิดฟุ้งซ่าน ไปเรื่องอื่น ฟังเพื่อให้ได้ข้อมูลโดยละเอียด ฟังให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ </p> ควรฟังโดยใช้เทคนิค “เปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ สะท้อน ความรู้สึกของผู้พูด” เช่นลูกพูดว่า “พ่อ ผมไม่ไหวแล้ว ไม่รู้จะเรียนไปทำไม” (เจตนาของลูกคืออยากพูดกับพ่อ อยากให้พ่อรู้เรื่องนี้) พ่อที่ฉลาดก็ควรตอบว่า “ลูกเบื่อโรงเรียนหรือ?” (ความรู้สึกของลูกหลังจากฟังลูกพูดอย่างนี้แล้วคือใช่แล้ว ! ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ) การฟังเช่นนี้ เปรียบเสมือนค่อย ๆ ลอกหอมหัวใหญ่ออกทีละชั้น จนถึงไส้ใน ทำให้ผู้พูดรู้สึกว่า เราตั้งใจดีต่อเขา พยายามที่จะเข้าใจและเห็นใจเขา เป็นผลให้ผู้พูดไว้ใจผู้ฟัง เปิดใจให้แก่ผู้ฟัง ความเชื่อถือไว้วางใจนั้น ก็คือ แก่นแท้ของความสำเร็จในความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันก็จะเป็นบันใดขั้นแรกของการนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบชนะ/ชนะ “แสวงหาความเข้าใจฝ่ายเขาก่อน” ข้างต้น เป็นครี่งแรกของนิสัยที่ 5 ครึ่งหลังคือ “แล้วทำให้เขาเข้าใจ” อันได้แก่ การสื่อถึงจุดยืน ความคิดเห็น ข้อเสนอของฝ่ายเราให้เขาเข้าใจ ซึ่งก็เป็นเรื่องง่ายกว่าครึ่งแรก เพราะเราครองใจเขาเสียแล้ว อยู่ที่จังหวะ ความแนบเนียน คำพูด ความจริงใจในการพูดของเรา และบางสถานการณ์เราต้องกล้าที่จะพูดความจริง กล้าที่จะยอมเสียสละประโยชน์ระยะสั้นเพื่อประโยชน์ที่ดีกว่า ยั่งยืนกว่าในระยะยาว เช่น กล้าที่จะสื่อว่า ถ้าตกลงกับแบบชนะ/ชนะ ไม่ได้ ก็ขอยกเลิกทำความตกลงในเรื่องนี้ไว้เจรจากันใหม่ ผมเคยศึกษาประวัติของ Steven Covey จึงทราบว่า Steven Covey นั้นเคยสอนวิชา “ปรัชญาเกี่ยวกับผู้นำ”ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง พอเริ่มสอนไม่นาน นักศึกษาก็รู้สึกตื่นเต้นอยากรู้มาก มีการเปิดใจอภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างกว้างขวางทำให้เกิดญาณทัศนะใหม่ ๆ หลายประการ ในที่สุด นักศึกษาทั้งชั้นตกลงกันว่า เวลาเรียนที่เหลือสำหรับวิชานี้ จะไม่ใช้หลักสูตรและวิธีการเดิม ไม่เรียนตามตำราที่เพิ่งซื้อมาไม่ทำการบ้านตามวิธีเก่า โดยนักศึกษาได้ร่วมกันกำหนดวัตถุประสงค์หลักสูตรและวิธีการศึกษาวิชานี้ขึ้นใหม่ และทุ่มเทให้แก่การเล่าเรียนและการทำงานในชั้นอย่างเต็มที่ทุกคนและท้ายที่สุดก็ได้ร่วมกันเขียนตำราขึ้นใหม่อีกเล่มหนึ่ง เป็นผลงานอันเกิดจาก “พลังร่วม” ของนักศึกษาทั้งชั้น “พลังร่วม” เป็น นิสัยที่ควรฝึกประการที่ 6 ที่Steven Coveyแนะนำ ใครอยากเป็นผู้นำที่โดดเด่น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวคนนั้นจะต้องมีนิสัยเป็นนักสร้างพลังร่วม นักสร้างพลังร่วมคือ ผู้ซึ่งเมื่อติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นแล้ว สามารถดึงเอาพลังสร้างสรรค์หรือความต้องการหรือจุดแข็งของอีกฝ่ายหนึ่งมาผสมผสานกับจุดแข็งของเราจนทำให้เกิดจุดร่วมหรือหนทางใหม่ที่เพิ่มพูนประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายได้เป็นอย่างดี นักสร้างพลังร่วมเชื่ออย่างสนิทใจในหลักที่ว่า “ผลลัพธ์ของส่วนร่วมย่อมมีมากกว่าผลของส่วนย่อยแต่ละส่วนบวกกัน” กล่าวคือ 1+1 ไม่เท่ากับ 2 แต่เท่ากับ 3 หรือมากกว่านั้น เช่น ถ้าคุณเอาไม้สองท่อนมาบวกกัน หรือ เหมือนกับเอาโน๊ตเพลงมาประสมประสานจนเกิดเป็นบทเพลงไพเราะ เป็นต้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">แล้วทำอย่างไรจึงเป็นนักสร้างพลังร่วมได้ ? Steven Covey สอนว่าก่อนอื่นต้องตั้งใจฝึกนิสัยให้ก้าวหน้าสร้างสรรค์ดังกล่าวในนิสัยที่ 1 โดยเฉพาะต้อง สร้างความมั่นใจแก่ตัวเอง ว่านิสัยดังกล่าวเป็นสิ่งที่ฝึกได้ ขั้นต่อไปเป็นการตั้งเป้าหมาย(ตามวิธีฝึกนิสัยที่ 2) ว่าจะฝึกเรื่องอะไรอย่างไรบ้าง ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ต้องฝึกให้ตนเองมีสัจจะ พูดอย่างไรทำอย่างนั้น ซื่อตรงต่อตนเองและต่อผู้อื่น เพื่อปูทางให้คนอื่นเชื่อถือไว้วางใจเรา ต้องฝึกให้มีนิสัยคิดแบบชนะ/ชนะ ฝึกวิธีการฟังและวิธีสร้างความเข้าใจ (นิสัยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นพื้นฐานอันจำเป็นต้องให้ความสำคัญสูงสุดในเป้าหมายนี้ โดยจัดเวลาไว้เพื่อฝึกนิสัยนักสร้างพลังร่วมพร้อมทั้งตั้งใจอย่างแน่วแน่เด็ดเดี่ยวที่จะฝึกเรื่องนี้อย่างจริงใจต่อเนื่อง (วิธีการตามนิสัยที่3)</p> Steven Coveyกล่าวว่านิสัยที่ 6 มีประโยชน์สูงสุดในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นเพราะพลังร่วมของ 1+1 อาจให้ผลเป็น 8 หรือ 16 หรือแม้แต่ 1,600 ก็ได้ ถ้าคุณเข้าไปในป่า พบชายคนหนึ่งกำลังเลื่อยต้นไม้อยู่อย่างสุดแรงเหงื่อโทรมตัว คุณถามคนเลื่อยไม้ว่า“เหนื่อยไหม เลื่อยมานานแล้วหรือ” คนเลื่อยไม้ตอบ ว่า “4-5 ชั่วโมงแล้ว เหนื่อยเหนื่อย ต้นไม้มันใหญ่มาก” “พักเสียหน่อยซีครับ” คุณชี้นำ“พักลับเลื่อยให้คม”“พักยังไม่ได้ ผมยังตัดไม่เสร็จ”คุณว่าคนตัดต้นไม้ฉลาดหรือไม่ ที่ไม่หยุดเพื่อลับเลื่อย แล้วจะตัดไม้ได้เร็วขึ้น เบาแรงขึ้น Steven Coveyแนะนำว่า คนเราต้องหมั่น “ลับเลื่อยให้คม” คือนอกจากจะฝึกนิสัยประการที่ 1 ถึงที่ 6 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังต้องฝึกให้มี นิสัยประการที่ 7 ได้แก่การเป็นนักพัฒนาตนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องด้วย เพราะถ้าไม่หมั่นฝึกทบทวนและเพิ่มเติมหรือไม่ปฏิบัติตนตามที่ฝึกไว้ ก็จะเกิดแรงเฉื่อยซึ่งจะดูดให้กลับไปสู่นิสัยไม่ดีได้ Steven Coveyเสนอให้ “ลับเลื่อย” ใน 4 ด้าน คือ 1. บำรุงร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ 2. เพิ่มเติมความรู้ความฉลาดอย่างไม่หยุดยั้ง 3. พัฒนาจิตให้มีคุณธรรมและสมรรถภาพและ 4. สร้างทักษะเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์ เพื่อความสำเร็จในการติดต่อกับผู้อื่น การออกกำลังกายนั้น ต้องทำติดต่อกันทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า 30 นาที ต้องออกกำลังกายให้ถูกหลักวิชาและพอเหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคนแต่ละวัย การกิน การดื่ม การนอนต้
เนื่องจากข้อจำกัดของระบบ จึงไม่สามารถวางข้อความได้ทั้งหมด จึงได้วางข้อความ ตอนที่ 3 มาไว้ใน Blog นี้ครับ............................... <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">Steven Coveyเสนอให้ “ลับเลื่อย” ใน 4 ด้าน คือ </p><ol>
</ol> การออกกำลังกายนั้น ต้องทำติดต่อกันทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า 30 นาที ต้องออกกำลังกายให้ถูกหลักวิชาและพอเหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคนแต่ละวัย การกิน การดื่ม การนอนต้องปฏิบัติให้ถูกสุขลักษณะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">ต้องหมั่นเพิ่มเติมความรู้ด้วยการอ่าน ฟัง เขียน ถาม สังเกต ฝึกปฏิบัติ และศึกษาต่อเนื่อง ต้องปลูกความฉลาดด้วยวิธีต่าง ๆ ต้องศึกษาหลักศาสนาสวดมนต์ภาวนาทำกรรมฐาน ฟังเทศน์ ฟังธรรม ฝึกสติและสมาธิเพื่อพัฒนาสมรรถภาพจิต และต้องฝึกกิริยามารยาท รวมทั้งทักษะในการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">การมีกำลังกายแข็งแรงเป็นเหตุให้สามารถทำงานได้ทนทานและนาน กายแข็งแรงย่อมเอื้อต่อการเพิ่มพูนความรู้ความฉลาด อันจะเป็นปัจจัยให้ทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพการมีสมรรถภาพจิตสูงจะเพิ่มความรวดเร็วและความสามารถในการทำงานได้มากยิ่งขึ้นอีกนอกจากนี้จะเป็นเสมือน “หางเสือ” คัดท้ายให้ทำงานได้อย่างถูกทำนองคลองธรรม และท้ายที่สุด </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">มนุษยสัมพันธ์ดีจะช่วยให้ผู้คนชมชอบไว้วางใจเรามากขึ้น งานจะสำเร็จได้ผลยิ่งใหญ่ขึ้นร่างกายและ/จิตใจที่อ่อนแอ ย่อมเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการทำงาน และเป็นผลให้มันสมองเสื่อม มนุยสัมพันธ์ไม่ดีย่อมยากที่จะพบกับความสำเร็จราบรื่น ผู้ใดก็ตามที่ขยันขันแข็งมันสมองดี มีคุณธรรม ผู้คนชมชอบ ครบถ้วนทั้ง 4 ประการแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผู้นั้นจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">เราจึงต้องบริหารเวลาของเรา โดยให้ความสำคัญเป็นอันดับที่ 1 แก่การพัฒนาตนเองทั้ง 4 มิติ และ 7 นิสัยดังกล่าวข้างต้น</p> ชีวิตนั้นมากไปด้วยปัญหา ทั้งปัญหาของตนเอง และที่ตนเองไปก่อให้กับคนอื่น ยิ่งแก่ตัวปัญหายิ่งมาก จึงจำเป็นต้องเอาจริงเอาจังกับชีวิตด้วยการ “ลับเลื่อยให้คม” ไว้เสมอเพื่อใช้ตัดใช้ทอนปัญหาต่าง ๆ ท้ายนี้ สรุปเรื่อง 7 Habits ได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดของโลกปัจจุบันเป็นเหตุให้เกิดความแตกต่าง วุ่นวาย สับสน อย่างมากในหมู่มนุษย์ นักคิดชาวตะวันตก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีความวิตกร้อนใจในปัญหานี้ จึงได้พยายามแสวงหาแนวทางต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวให้ได้ แนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นคือข้อเสนอของ Steven Covey ในหนังสือซึ่งพิมพ์ออกจำหน่ายในปี พ.ศ. 2532 ชื่อ “นิสัย 7 ประการของผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง” หนังสือเล่มนี้เชื่อกันว่า ถ้าปฏิบัติตามวิธีการที่เสนอไว้แล้ว อาจแก้ปัญหาข้างต้นได้จึงเป็นเหตุให้Steven Coveyและคณะของเขามีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาขององค์กรและบริษัทชั้นนำนับพันบริษัท มีศูนย์ฝึกนิสัย 7 ประการ กว่า 300 แห่งทั่วโลก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left"> นิสัย 7 ประการที่Steven Coveyเสนอได้แก่</p><ol>
</ol><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left"> ผู้ใดสามารถฝึกนิสัยตามที่Steven Coveyแนะนำได้ ย่อมจะเกิดคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อตนเองแก่ครอบครัว แก่ผู้ที่ติดต่อเกี่ยวข้องด้วย และองค์กร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left"></p> ผมขอเชิญชวน ท่านผู้บริหารระดับสูง คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และผู้สนใจทุกท่าน ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น เป็นวิทยาทาน การให้ความรู้ ให้ธรรมทาน เป็นการให้ที่สูงค่ายิ่ง ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมการเรียนรู้ ช่วยกันขับเคลื่อนสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมไทย ด้วยการเขียนแชร์ความรู้ประสบการณ์ใน blog นี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณ ศ.ดร.จีระ อกีครั้งหนึ่ง ที่ได้ให้โอกาสที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้แก่ผม ขอบคุณทีมงาน ศ.ดร.จีระ และเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มีโอกาสรู้จักวิทยากร คณะผู้บริหาร คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">สวัสดีครับ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">ยม</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; tab-stops: 36.0pt" class="MsoBodyText" align="left">081-9370144 </p> [email protected]