พวกไดโนเสาร์ต้องเผชิญกับความจริง (Dinosaurs must confront reality)

การศึกษาไม่มีวันพัฒนาได้ หากการคิดเชิงวิเคราะห์ยังไม่ถูกพัฒนา

ประเทศทั้งประเทศนับตั้งแต่นายกฯต่างพูดคุยกันถึงการศึกษา โดยยึดหลักจากคำสองคำได้แก่ นวัตกรรม (innovation) และ เทคโนโลยี (technology) สิ่งนี้ได้มาถึงจุดสุดยอดในตลาดนัดการศึกษา (educational fair) ที่มีชื่อเรียกว่า EdTex ซึ่งจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ในตอนนั้นมีฉันทามติเพื่อการรอดของประเทศไทยก็คือเราจำเป็นต้องใช้การศึกษาที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีรวมอยู่ในนั้นด้วย

นี่เป็นสิ่งที่พวกเราพึงปรารถนา ในขณะที่ฝ่ายวิชาการต่างให้ความเห็นและทฤษฎีออกมาจำนวนมาก แต่สิ่งที่เป็นเหมือนกับตาบอดคลำช้างก็คือตอนนี้เราไม่มีทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยี

เพราะว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่การศึกษาไทยมีอยู่นั่นก็คือ “ประเพณี (tradition)” และ “ความเชื่อฟังหรืออยู่ในโอวาท (obeisance)”

ทั้งสองอย่างนี้คือสิ่งที่ยากเย็นอย่างยิ่งสำหรับการศึกษา เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว นายกฯได้สั่งให้มีการยกเครื่องทางการศึกษา แต่ในทางวิชาการแล้ว ระบบทั้งหมดได้กลับหัวกลับหางกันหมดแล้ว (upside down) และนั่นคือเหตุผลในการอธิบายเกี่ยวกับการกลับหัวกลับหางนั้น!

อะไรคือสิ่งที่ผิดกันหละ? ถ้าจะให้พูด ก็เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง หลักสูตรแห่งชาติเน้นในเรื่องการยึดถือแต่ผู้เรียนเป็นหลัก (student-center learning) แต่ชั้นเรียนส่วนใหญ่ยังใช้วิธีการเดิมๆที่มีอายุเป็นศตวรรษ นี่ยังไม่พูดถึงนักเรียนหรอก

นักเรียนยังทำคะแนนการสอบระดับชาติได้ไม่ดีนัก เมื่อปีที่แล้ว นักเรียนทำข้อสอบตกใน 5 วิชาหลักในข้อสอบ O-Net นั่นหมายความว่าค่าเฉลี่ยไม่ถึง 50###/span#< การเดาว่าวิชาภาษาอังกฤษที่แย่ที่สุดใน 5 วิชาหลักจะไม่ได้รับรางวัลใดๆ เมื่อไปดูจังหวัดที่ใกล้ชายแดน นักเรียนทำคะแนนเฉลี่ยได้น้อยมากๆประมาณ 17###/span#< เอง

ปีนี้คะแนนค่าเฉลี่ยแบบทดสอบดีขึ้น เพราะรัฐบาลเป็นผู้ออกข้อสอบเอง ทั้งประเทศผ่านแค่วิชาเดียว ซึ่งก็คือวิชาภาษาไทย วิชานี้มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า 50###/span#< มาเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งนี้ดูเหมือนเป็นข่าวดี แต่การสอบตก 4 ใน 5 วิชาหลักสำหรับพ่อแม่ของฉันแล้วไม่ใช่เป็นข่าวดีเท่าใดนัก

จะมีการท้าทายอันอื่นๆอีก  จำนวนของนักเรียนลดลง เพราะมีประชากรสูงวัยเพิ่มมากขึ้น มหาวิทยาลัยเอกชนไล่พวกครูออก และไม่ต่อสัญญาตัวใหม่ เพราะไม่มีคนให้สอน

ในขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการกำลังพยายามมาอย่างเรื่อยๆ ซึ่งก็เหมือนกับไดโนเสานั่นแหละ ด้วยโครงสร้างอายุใกล้เคียงกัน มีปรัชญาคล้ายๆกัน พยายามเดินเข้าไปหาอุกกาบาตที่กำลังจะชนโลก และก่อให้เกิดการทำลายล้างขนานใหญ่ ท่ามกลางปัญญาเหล่านี้จึงมีแนวคิดในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีขึ้นมา

จะมีคำอยู่ 2 คำที่เป็นคำสำคัญ คำทั้งสองเป็นแก่นของประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นสัญญาของรัฐบาลที่จะทำให้เกิดในประเทศภายในศตวรรษที่ 21

เพื่อให้ประเทศไทยอยู่รอด หรือเป็นคู่แข่งในระดับอาเซียนหรือในระดับโลก เราจำเป็นที่จะต้องมีทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยี ใครเป็นคนโต้เถียงให้กับคำทั้งสองคำนั้น?

แล้วประเทศไทยสามารถจะสร้างนวัตกรรมได้จริงๆเหรอ?

หนึ่งในข้อวิจารณ์ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการศึกษาในประเทศไทยก็คือไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่องการคิดเชิงวิจารณญาณ (critical thinking) ทั้งนักวิชาการไทย, นักการเมือง, ผู้สอน, และนักการศึกษาล้วนแต่พูดประโยคนี้

เป็นที่น่าเสียดายว่าระบบการศึกษาไทยมุ่งเน้นแต่ระบบความจำ (rote learning) เช่นนักเรียนจำเป็นต้องรู้พระนามของกษัตริย์สมัยปลายอยุธยา และรวมทั้งรัชสมัยด้วย ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการคิดเชิงวิจารณญาณเลย

ในเวลาเดียวกัน นักเรียนต้องท่องจำลักษณะ 12 ประการของนักเรียน ลักษณะ 12 ประการนี้ก็มี รักชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตริย์ (ข้อที่ 1) และนับถือผู้อาวุโสกว่า (ข้อที่ 7) นวัตกรรมที่เกิดขึ้น นักเรียนต้องวิจารณ์ (criticise), สังเคราะห์ (synthesis), และประเมินค่า (evaluate) แต่สังคมไทยยอมให้นักเรียนวิจารณ์, สังเคราะห์ และประเมินค่าได้จริงๆเหรอ?

การคิดเชิงวิจารณญาณเกี่ยวข้องกับการท้าทายความเป็นปกติ (norm) ทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดูข้อเท็จจริงต่างๆ, แยกแยะข้อเท็จจริง, นำมันกลับมาอยู่ในรูปแบบใหม่ๆ, และประเมินค่ารูปแบบใหม่ๆนั้น

กล่าวให้ง่ายก็คือการถามว่า คุณคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว? และให้อิสรภาพในการให้ความคิดเห็น (opinion) ซึ่งอาจไม่เหมือนคุณก็ได้ ชั้นเรียนที่เน้นการจำในประเทศไทยแทบจะไม่เคยเกิดสภาพแวดล้อมให้เด็กๆได้คิดอย่างมีวิจารณญาณเลย

ฉันเคยจินตนาการว่ากำลังถามนักเรียนที่มุ่งแต่จะจำคุณลักษณะที่ดี 12 ประการของเด็กดี ให้เธอยกมือแล้วถามว่า ทำไมจึงต้องรักประเทศและครูหละ ในเมื่อนักการเมืองและข้าราชการยังโกงกินกันอยู่?

หรือเพื่อนของเธอที่นั่งอยู่ข้างๆถามว่า “ฉันไม่มีศาสนา ฉันเป็นพวกอศาสนิก (atheist) ทำไมจึงว่าฉันเป็นคนเลวหละ?

หรือนักเรียนที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ทันใดนั้นก็ถามว่า ธุรกิจอันนี้เน้นแต่ให้คารวะผู้อาวุโส แล้วพวกนักการเมืองและข้าราชการที่กำลังโกงกินอยู่หละ สมควรต้องไหว้พวกเขาไหม?

นักเรียนดังกล่าวอยู่ในจินตนาการของฉัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาควรอยู่ที่นั่น ฉันไม่กล้าจินตนาการต่อว่าความเจ็บปวดที่พวกเขาต้องมีเพราะการถามคำถามเหล่านั้นให้ปรากฏในวงกว้าง

คำว่านวัตกรรม คำนี้ดูเหมือนว่าดี แต่เมื่อนักเรียนเริ่มที่จะท้าทายต่อความเป็นปกติ (norm) และเริ่มคิดอย่างมีวิจารณญาณ สังคมก็เริ่มที่จะมองเด็กๆพวกนั้นแบบดูถูก เหมือนกับเพลงหนักแผ่นดินยังไงยังงั้น (a ton of bricks) ลองดูที่ Netiwit Chotiphatphaisal เป็นตัวอย่างสิ ตอนนี้เขาอายุ 21 ปี และเป็นนักกิจกรรมมาได้ 6 ปีแล้ว

Netiwit ชายผู้ใส่แว่น และสายตาดุรอบคอบ เป็นที่รู้จักกันในสื่อทั้งหลาย ในฐานะที่เป็นคนที่ท้าทายต่อความปกติ (norm) ตอนนี้เขาศึกษาคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในปีที่ 1 เขาตั้งใจจะได้รับเลือกเป็นประธานของมหาวิทยาลัย

เมื่อเขายังอยู่ในโรงเรียนมัธยม เขาต่อต้านกับกฎทรงผมนักเรียนที่ต้องตัดให้สั้น “ทำไมเราต้องเหมือนกันด้วย?” เขาถามกับสื่อ

เขายังต้านวัฒนธรรมการว้ากในมหาวิทยาลัย วัฒนธรรมการว้ากคือการที่รุ่นพี่กระทำกับรุ่นน้องอย่างไม่ให้เกียรติแก่ความเป็นมนุษย์ (humiliating acts) จากคำอ้างของรุ่นพี่ที่กล่าวว่าวัฒนธรรมเหล่านี้นำความสามัคคีและความกลมกลืนมาให้ ไม่อยากจะบอกว่าวัฒนธรรมนี้ทำให้เด็กตายไปปีละ 1 หรือ 2 คนทุกปี เมื่อปีที่แล้ว เขาตั้งปณิธานให้ตนเองเป็นผู้ต่อต้านด้วยมโนสำนึก (conscientious objector) ต่อการเกณฑ์ทหารด้วย

เรื่องที่เป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นมาเมื่อสัก 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งขึ้นตามพระนามของรัชกาลที่ 5 ซึ่งตัวพระองค์เองเป็นคนที่ทรงยกเลิกทาส และไม่ให้ประชาชนคุกเข่าต่อหน้าพระมหากษัตริย์

มีพิธีกรรมที่นักศึกษาจุฬาฯต้องมาถวายความเคารพต่อหน้าอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ที่วงเวียนราชดำเนิน โดยการกราบ แต่ Netiwit กลับยืน และโค้งคำนับ

เขายังเผชิญหน้ากับพวกนิยมเจ้าและพวกอนุรักษนิยม รวมถึงนายกฯด้วย นายกฯวิจารณ์เขาว่าเป็นเด็กไม่รู้จักประเพณี แต่เขายังสวนกลับนายกฯที่ไม่ยอมทำตามประเพณีแบบประชาธิปไตยเป็นเวลา 3 ปี และไปว่าเขาแบบนั้นไม่ได้ ไม่ว่าชอบเขาหรือไม่ เขาได้รับเกียรติยศจากการวิพากษ์ของเขาเป็นอย่างมาก

ความเชื่อของเขาเกิดมาจากการประเมินสถานการณ์อย่างมีวิจารณญาณ ทำไมจึงต้องกราบกรานอนุสาวรีย์? เพราะมันเป็นแค่อนุสาวรีย์เท่านั้น และที่สำคัญยิ่งก็คือเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยกเลิกการกราบกรานต่อหน้าพระพักตร์เสียด้วยซ้ำ พวกรุ่นคนไทยมีอายุมาก หากต้องการให้เด็กๆมีการวิจารณ์, สังเคราะห์, และประเมินค่า ก็ต้องเปิดกว้างมากกว่านี้

Netiwit ยังเป็นนักศึกษาแบบถึงราก (radical student) ซึ่งต้องการจะขยายกรอบความคิดแบบไทยที่มีมาตั้งนานแล้ว แต่สิ่งนี้ยังไม่ใช่การเป็นนวัตกรรมได้หรอก หากจะเป็นต้องมีการค้นหาความคิดใหม่ๆและวิธีการที่นอกเหนือจากไปจากความปกติ (norm)

Netiwit ยังได้ถูกขนานนามว่าเป็นตัวสร้างปัญหา (troublemaker) แต่เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ประเทศไทยต้องการคนสร้างปัญหาจำนวนมากเพื่อจะรื้อระบบการศึกษาให้ได้เสียที

ลองมองดูที่ประเทศที่อยู่ในภูมิภาคนี้สิ ประเทศที่กำลังก้าวเท้าเรื่องการศึกษา แต่ทำให้ประเทศไทยล้าหลังเรื่องการศึกษา ซึ่งเอาแต่สับสนกับการท่องจำและประเพณี

ไม่ว่ามันจะดูร้าวรานขนาดไหนก็ตาม การที่ทำตนคล้าย Netiwit นี่แหละจะทำให้ประเทศไทไปสู่ประเทศไทย 4.0 อย่างแท้จริง


แปลและเรียบเรียงจาก

Andrew Biggs. Dinosaurs must confront reality.

  http://m.bangkokpost.com/lifestyle/social-and-lifestyle/1249258/dinosaurs-must-confront-reality

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การวิจารณ์เพลง หนัง หนังสือ และสังคมร่วมสมัย

คำสำคัญ (Tags)#นวัตกรรม เทคโนโลยี การเปิดกว้างทางการศึกษา การคิดเชิงวิจารณญาณ

หมายเลขบันทึก: 631742, เขียน: 27 Jul 2017 @ 18:46 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 2, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (1)

..ไดโนเสาว์..ในโลกล้านๆปี..ถูก..นำมาเป็นเครื่องเล่นกับความรอบรู้..ในโลก.๔.๐.ของเด็ก....(ทั่วไป)

....ไดโนเสาว์..ใน..ประเทศ..(อยากพัฒนา.เช่นไทย...)...มีอายุ..ไม่ถึงร้อยปี..จึง..เป็น..เครื่องเล่น..ในโลก ๔.๐..ของเด็ก(ไทย..ใน..รูปแบบ.."ตุ๊กตาเสียกบาล"...)...อิอิ..